CEO ARTICLE
การจัดการเชิงกลยุทธ์
ทำอย่างไรจึงจะเข้าใจการจัดการเชิงกลยุทธ์อย่างง่าย ๆ
“การจัดการ” และ “กลยุทธ์” เป็น 2 คำที่คนทั่วไปเห็นแล้วอาจเข้าใจ แต่พอมารวมกันเป็น “การจัดการเชิงกลยุทธ์” กลับดูแปลกตา การอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ได้ ดังนี้
“การจัดการ” ง่าย ๆ คือ การสร้างสะพาน 1 แห่งไปยังจุดหมายที่ต้องการมุ่งไปสู่
“กลยุทธ์” ง่าย ๆ คือ การสร้างสะพานหลายแห่ง หรือหลายช่วงไปยังจุดหมายเดียวกัน
สมมุติคนผู้หนึ่งมองไปยังฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเห็นสวนมะพร้าว เห็นทุเรียน สวนส้ม และผลไม้มากมาย และมีจุดมุ่งหมายจะไปเก็บกิน คน ๆ เดียวอาจว่ายน้ำ หรือพายเรือข้ามไปก็ได้
คน ๆ เดียวจะวางแผนอย่างไร จะทำถูก ทำผิด จะแก้ไขอย่างไรก็ทำได้ ไม่วุ่นวาย
แต่หากเป็นทีมงานหลายคน ทุกคนย่อมมีข้อผิดพลาด และต้องการข้ามไปเก็บผลไม้ทุกวัน เก็บมาก ๆ ก็ต้องสร้างสะพาน 1 แห่งที่มีการทำโครงสร้าง การตอกเสาเข็ม และอื่น ๆ อีกมาก
การวางแผนอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ แต่ต้องมีการออกแบบ มีวิศวกร แบ่งคนงานเป็นทีม และมีการจัดการที่มีหลายทฤษฎีให้เลือกใช้ ตัวอย่างเช่น ทฤษฎี PDCA หรือ POLC
PDCA มีเงื่อนไข ดังนี้ P = Planning ต้องมีการวางแผนสร้างสะพานให้ปลอดภัย D = Do ต้องปฎิบัติให้ได้ตามแผนที่กำหนด C = Check ต้องมีการตรวจสอบให้ปฏิบัติ ป้องกันข้อผิดพลาด และ A = Act ต้องมีการปรับปรุงแผนงานตลอดเวลาเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่ต้องมี
POLC มีเงื่อนไข ดังนี้ P = Planning ต้องมีการวางแผน O = Organizing ต้องมีการจัดโครงสร้างทีม จัดคน ฝึกคน จัดทรัพยากร L = Leading ต้องมีภาวะผู้นำในการกระตุ้นคนให้เต็มใจทำตามแผนงาน และ C = Controlling ต้องมีการควบคุม ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล
ไม่ว่าจะเลือกทฤษฏีไหนก็ต้องทำให้ครบทุกเงื่อนไขโดยทุกทฤษฏีจะมีตัว P เป็นแกนนำ
P = Planning หรือการวางแผนจึงเป็นหัวใจสำคัญสุดของการจัดการ และเป็นตัวกำหนดให้ใคร (Who) ต้องทำอะไร (What) ทำอย่างไร (How) ทำที่ไหน (Where) และทำเมื่อไร (When)
การจัดการแบบธรรมดาเพื่อการสร้างสะพาน 1 แห่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก
แต่หากคนผู้หนึ่งมีจุดมุ่งหมายที่ใหญ่ขึ้น การจัดการแบบธรรมดาย่อมไม่ตอบสนอง
ตัวอย่างเช่น การสร้างสะพานหลายแห่ง การแบ่งสะพานเป็นหลายช่วงให้เชื่อมต่อกัน ข้ามแม่น้ำ ข้ามภูเขา มีเสาเข็มและสิ่งโอบอุ้มมากกว่าสะพาน 1 แห่ง ต้องใช้หลายโครงการ หลายทีมงาน หลายแผนงาน มีการควบคุม การตรวจสอบ และการจัดการที่ซับซ้อนเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด
การจัดการที่ซับซ้อนจึงต้องเป็นแบบพิเศษ ต้องมี “กลยุทธ์” ให้ใช้ร่วมกับ “การจัดการ” ให้ไปสู่จุดมุ่งหมายที่ใหญ่ขึ้น แม้จะยุ่งยากมาก แม้จะซับซ้อน และแม้จะมีความเป็นไปได้น้อย
“การจัดการเชิงกลยุทธ์” จึงเป็นเรื่องของแผนงานหลายแผนที่ซับซ้อน หลายโครงการ ต้องมองได้ไกลด้วยปัญญา มีวิสัยทัศน์ มีการวางรากฐานคล้ายการตอกเสาเข็มนับหมื่นต้น ต้องฝึกคนให้มีทักษะ และต้องสร้างวิธีการหลายรูปแบบให้คนหลายทีมงานเดินไปในทิศทางที่ต้องการ
เมื่อเลือกทฤษฎีการจัดการใดก็ต้องทำให้ครบทุกเงื่อนไขในทฤษฎีนั้น การทำเพียงแค่การวางแผน แต่ละเลยเงื่อนไขอื่นจึงเป็นการทำให้ “สิ่งที่เป็นได้น้อย” ให้ล้มเหลวจนเป็นไปไม่ได้แทนที่
ปัญหาหนึ่งเดียวของคนทำงาน คนบริหารประเทศ ผู้นำ หรือการดำรงชีวิตประจำวันที่ไม่มีความสำเร็จอย่างก้าวกระโดดคือ เขามักยึดแต่สิ่งที่เป็นไปได้น้อยให้เป็นไปไม่ได้ ทำงานด้วยความเคยชิน ไม่ทบทวน ไม่ตรวจสอบ และไม่มีแม้การจัดการธรรมดาให้ครบทุกเงื่อนไข
เมื่อไม่มีการจัดการแบบธรรมดา หรือมีแค่แผนงาน แต่ไม่ตรวจสอบ ไม่ทบทวน ไม่ทำให้ครบทุกเงื่อนไขตามทฤษฎีการจัดการที่เลือกใช้ ไม่มีการปรึกษาผู้รู้จริง ผู้มีประสบการณ์ตรง ความสำเร็จจึงน้อย คิดเรื่องใหญ่ไม่เป็น ทำเรื่องใหญ่สำเร็จยาก และไม่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด
หากคนผู้หนึ่งพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ พอใจกับรายได้ ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง และไม่ต้องการความก้าวหน้าใด ๆ เขาก็ไม่ต่างจากการว่ายน้ำไปเก็บผลไม้เพื่อประทังชีวิตแต่ละวัน
หากเขาต้องการรายได้เพิ่ม ความสุขเพิ่ม เขาก็แค่มีการจัดการแบบธรรมดาด้วยทฤษฏีใดก็ได้คล้ายการสร้างสะพาน 1 แห่ง มีการวางแผน ตรวจสอบ ป้องกัน ให้ครบทุกเงื่อนไข
แต่หากเขาต้องการทำสิ่งที่เป็นไปได้น้อยให้เป็นไปได้ เขาก็ต้องสร้างหลายโครงการ หลายแผนงาน มีทีมงาน สร้างพื้นฐานให้ทีมงาน ตอกเสาเข็มมากมายคล้ายการสร้างสะพานหลายแห่ง แบ่งสะพานเป็นหลายช่วงให้มุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน เขาต้องใช้ “การจัดการ” และ “กลยุทธ์” ร่วมกัน
การจัดการเชิงกลยุทธ์จึงเป็นกุญแจไขความสำเร็จอย่างก้าวกระโดด แม้จะยาก แต่ก็ทำได้
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : November 18, 2025

Logistics
สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าลดลงในเดือนตุลาคม 2568 เหตุจากนโยบายภาษีและความไม่แน่นอนทางการค้า
สหรัฐอเมริกามีปริมาณการนำเข้าตู้สินค้าลดลงร้อยละ 7.5 ในเดือนตุลาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ตามรายงานของบริษัท Descartes ผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านซัพพลายเชน โดยมีปริมาณการนำเข้าตู้สินค้า 2.3 ล้านตู้คอนเทนเนอร์ (TEU) ลดลงร้อยละ 0.1 จากเดือนกันยายน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่อยู่ระหว่าง 2.4 – 2.6 ล้าน TEU
โดยปกติเดือนตุลาคม ถือเป็นช่วงฤดูกาลที่มีปริมาณการค้านำเข้าสูงสุดของปี แต่ปีนี้กลับเป็นครั้งที่สองในรอบทศวรรษที่ปริมาณการนำเข้าลดลงเมื่อเทียบรายเดือน สะท้อนถึงความระมัดระวังของผู้นำเข้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
การนำเข้าจากจีนฟื้นตัวรายเดือนแต่ยังลดลงรายปี
การนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 จากเดือนกันยายน มีปริมาณ 803,901 TEU แต่เมื่อเทียบรายปีพบว่าลดลงร้อยละ 16.3 ในหลายหมวดสำคัญ ได้แก่
เฟอร์นิเจอร์และเครื่องนอน ลดลง ร้อยละ 13.6
ของเล่นและอุปกรณ์กีฬา ลดลง ร้อยละ 30.4
เครื่องจักรไฟฟ้า ลดลง ร้อยละ 17.2
บริษัท Descartes ระบุว่า สัดส่วนการนำเข้าจากจีนอาจทรงตัวในระยะสั้น ภายหลังการเจรจาเงื่อนไขทางการค้าระหว่างสองประเทศล่าสุด
ทั้งนี้ ภาษีสินค้านำเข้ากลุ่ม “fentanyl tariff” จากจีนในอัตราร้อยละ 20 เตรียมลดลงเหลือร้อยละ 10 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ขณะที่การปรับขึ้นภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ถูกเลื่อนออกไปอีกหนึ่งปี ส่วนภาษีร้อยละ 10 ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ยังคงมีผลบังคับใช้ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
แนวโน้มการนำเข้าช่วงปลายปีชะลอตัว
สหพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติสหรัฐฯ (National Retail Federation-NRF) และบริษัท Hackett Associates คาดว่าปริมาณการนำเข้าจะชะลอตัวต่อเนื่องในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2568 โดยอาจลดลงต่ำกว่า 2 ล้าน TEU สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเร่งการนำเข้าตั้งแต่ปลายปี 2567 เนื่องจากความกังวลเรื่องการนัดหยุดงานของท่าเรือและการเก็บภาษีล่วงหน้า (frontloading)
นอกจากนี้ นาย Ben Hackett ผู้ก่อตั้งบริษัท Hackett Associates เปิดเผยว่า การค้าสหรัฐฯปีนี้ อาจหดตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2567 และคาดว่าจะลดลงมากขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2569
ประเทศคู่ค้าหลักบางรายชะลอตัว
เมื่อพิจารณาการนำเข้าของสหรัฐฯ จาก 10 ประเทศคู่ค้าหลัก พบว่าปริมาณรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 จากปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของจีน อย่างไรก็ตาม การนำเข้าจากบางประเทศยังคงลดลง ได้แก่
อินเดีย ลดลงร้อยละ 19
ไทย ลดลงร้อยละ 6
เวียดนาม ลดลงร้อยละ 4.8
การนำเข้าสินค้าที่ลดลงในเดือนตุลาคมจึงสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจการค้าโลก และผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางการค้าระหว่างประเทศในระยะต่อไป
ข้อคิดเห็น
o ปริมาณการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลถือเป็น สัญญาณชะลอตัวทางเศรษฐกิจและการบริโภค โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่ไม่จำเป็น
o ผู้นำเข้าสหรัฐฯ ชะลอคำสั่งซื้อ และเพิ่มความระมัดระวังในการวางแผนด้านซัพพลายเชน เกิดจากหลายปัจจัยหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีภายใต้รัฐบาลทรัมป์ นโยบายการค้าที่มุ่งเน้น “America First” อัตราดอกเบี้ย ภาวะเงินเฟ้อ ฯลฯ
o การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงสะท้อนถึงความต้องการในตลาดสหรัฐฯ ที่ลดลง ต้นทุนโลจิสติกส์สูง การแข่งขันสูงกับประเทศคู่แข่ง
o อย่างไรก็ดี ตลาดสหรัฐฯ ยังคงมีศักยภาพ และไทยยังคงมีศักยภาพในการรักษาตลาดในสหรัฐฯ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาด แม้จะมีการแข่งขันสูง แต่ไทยต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและแนวโน้มโลก ทั้งด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้า นวัตกรรม เน้นความยั่งยืน เทคโนโลยี และช่องทางการตลาดดิจิทัล เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดและสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันในระยะยาว
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/v6dxddacnlumk08hwozpank7








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!