CEO ARTICLE

ชิปปิ้งและโลจิสติกส์

Published on December 23, 2025


Follow Us :

    

Shipping และ Logistics ให้การบริการต่างกันอย่างไร ?

“Ship” แปลว่า เรือ
“Shipping” จึงหมายถึง การเดินเรือ การขนส่งทางเรือ ทางทะเล หรือหมายถึง การขนส่งระหว่างประเทศ พอเป็นเรื่องระหว่างประเทศ Shipping จึงใช้กับการนำเข้าและการส่งออก
Shipping จัดอยู่ในกลุ่มการขนส่งอย่างชัดเจน
Shipping และ Logistics เป็นคำที่เขียนต่างกัน ความหมายจึงต้องต่างกัน แต่ก่อนอื่นควรเข้าใจก่อนว่า การขนส่งระหว่างประเทศยังมีการบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นวงจรอีกมาก เช่น Customs Broker, Freight Forwarder, และ International Logistics โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. Customs Broker
“Customs” แปลว่า ศุลกากร ส่วน “Broker” แปรว่า ตัวแทน
เมื่อรวมกันเป็น “Customs Broker” จึงหมายถึง “ตัวแทนผู้นำเข้าและผู้ส่งออก มีหน้าที่จัดทำพิธีการศุลกากรเพื่อการนำเข้าและการส่งออกให้ถูกต้องตามกฎหมายศุลกากร”
งานของ Customs Broker จึงอยู่เฉพาะในท่าเรือที่มีด่านศุลกากรประจำการเท่านั้น
2. Freight Forwarder
“Freight” หมายถึง พื้นที่วางสินค้าบนเรือขนส่ง หรือที่เรียกว่า ระวางเรือ
“Forwarder” หมายถึง ผู้ผลักดันสินค้าให้เคลื่อนไปข้างหน้า
เมื่อรวมกันเป็น “Freight Forwarder” จึงหมายถึง ผู้ให้บริการผลักดันสินค้าให้เคลื่อนไปข้างหน้า หรือคำที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “ผู้รับจัดการขนส่งระหว่างประเทศ”
Freight Forwarder ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศเช่นเดียวกับ Shipping แต่ส่วนใหญ่จะให้บริการ Customs Broker ให้บริการรับสินค้าจากมือผู้ส่งออกประเทศหนึ่งไปส่งถึงมือผู้นำเข้าอีกประเทศหนึ่ง หรือที่เรียกว่า Door to Door Service ให้บริการด้านเอกสาร และอื่น ๆ อีกด้วย
งานของ Freight Forwarder จึงอยู่ในกลุ่มขนส่งเหมือน Shipping แต่ให้บริการมากกว่า
3. International Logistics
“Logistics” เป็นการบริการเพื่อสร้างแผนงาน พยากรณ์ และการจัดการต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การรวบรวม การจัดเก็บ การเคลื่อนย้าย และการกระจายไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร วัถุดิบ หรือสินค้าจากต้นทางแหล่งผลิต ผ่านกระบวนการผลิต และกระจายไปสู่ปลายทางการบริโภค
เมื่อเกี่ยวพันกับการนำเข้าและการส่งออกจึงเป็น “International Logistics”
งานของ International Logistics จึงเริ่มตั้งแต่ก่อนการผลิต หรือก่อนการขายเพื่อการส่งออก เช่น การรวบรวม การจัดเก็บ และการเคลื่อนย้าย และงานที่เกิดภายหลังการนำเข้า เช่น การจัดเก็บ การเคลื่อนย้าย และการกระจายไปยังปลายทาง (End User) ด้วยแผนงานที่ครบวงจร
งานของ Logistics จึงมีมาก มีหลายกิจกรรม แต่ทุกกิจกรรมจะมีวัตถุประสงค์ให้มุ่งไปสู่ 4 เป้าหมายหลักเท่านั้นคือ กิจกรรมเพื่อการรวบรวม การจัดเก็บ การเคลื่อนย้าย และการกระจาย
การเคลื่อนย้ายต้องมีการขนส่ง การขนส่งจึงเป็นกิจกรรมหนึ่งของ Logistics เท่านั้น

หากจะสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ การขนส่งมีสภาพเป็นลูกคนหนึ่งของ Logistics
ขณะเดียวกัน Shipping, Customs Broker, และ Freight Forwarder ก็เป็นอีก 3 กิจกรรมในกลุ่มของการเคลื่อนย้าย และเป็น 3 กิจกรรมที่มีสภาพเป็นลูกอีก 3 คนของ Logistics เช่นกัน
Logistics จึงเปรียบเสมือนแม่ที่มีลูกหลายคน แม่ก็คือแม่ ลูกก็คือลูก ไม่เกี่ยวกัน ด้วยเหตุนี้ Logistics จึงไม่ใช่การขนส่ง และการขนส่งก็ไม่ใช่ Logistics แต่เป็นการบริการที่เกี่่ยวพันกัน
ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกจึงควรเลือกใช้บริการให้ถูกต้อง หากต้องการเพียงตัวแทนศุลกากรที่มีความชำนาญก็ควรเลือกใช้ Customs Broker ที่มี Customs Specialist ประจำการ
หากต้องการเพียงการขนส่งจากท่าเรือหนึ่งไปยังอีกท่าเรือหนึ่งก็เลือกใช้ Shipping
หากต้องการผู้รับจัดการขนส่งระหว่างประเทศเพื่อรับสินค้าจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ หรือ Door to Door หรือที่เรียกตามเงื่อนไขการส่งมอบ (IncoTerm of Delivery) ว่า EXW to DDP (Ex-Work to Delivery Duty Paid) ที่รวมพิธีการศุลกากรและภาษีนำเข้าก็ควรใช้ Freight Forwarder
แต่หากต้องการการบริการตั้งแต่ก่อนการสั่งซื้อ ก่อนการผลิต ต้องการการรวบรวบ การจัดเก็บ การเคลื่อนย้าย และการกระจายอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และส่งมอบถึงปลายน้ำที่ครอบคลุมถึง Shipping, Customs Broker, Freight Forwarder และกิจกรรมอื่นที่มากกว่าการขนส่งระหว่างประเทศก็ควรเลือกใช้ International Logistics
Shipping และ Logistics จึงเป็นการบริการที่ต่างกัน
รายละเอียดของ Shipping, Customs Broker, Freight Forwarder, Logistics และอื่น ๆ ยังมีอีกมากในหนังสือ “การค้าระหว่างประเทศ” (International Trade) เขียนด้วยภาษาง่าย ๆ โดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร มีจำหน่ายที่ร้านซีเอ็ด แผงหนังสือชั้นนำทุกแผง, SHOPEE, BUNDANJAI หรือสั่งโดยตรงในราคาสมาชิกพร้อมจัดส่งฟรีได้ที่หมายเลข 087–519-4643 (คุณปู)

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : December 23, 2025

Logistics

“อุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในจีน” การพลิกโฉมเมนูสิ้นเดือนสู่อาหารเทรนด์ใหม่

“บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป”อาจเป็นเพียงเมนูประทังชีวิตช่วงสิ้นเดือนในภาพจำของใครหลาย ๆ คน หากแต่ใน ปีพ.ศ. 2568 อุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศจีนได้ปรับรูปโฉมใหม่จากเมนูสิ้นเดือนหรืออาหารจานด่วนพัฒนาสู่อาหารเทรนด์ใหม่ที่ให้ความสำคัญกับมิติด้านสุขภาพ คุณภาพวัตุดิบ และประสบการณ์ที่แปลกใหม่ของผู้บริโภค จากข้อมูลสถิติขนาดอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป ปีพ.ศ. 2563-2569 จัดทำโดย Qin-Ce Consumption Research(勤策消费研究)ระบุว่า ตลาดอาหารสำเร็จรูปของประเทศจีนได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563-2569 อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดมีมูลค่าสูงถึง 778,200 ล้านหยวน (ราว 3,501,900 ล้านบาท) ในปีพ.ศ. 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดการณ์ว่าภายในปีพ.ศ.2569 มูลค่าตลาดจะทะลุเกินกว่า 1 ล้านล้านหยวน (ราว 4,458,000 ล้านบาท)

อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปครอบคลุมสินค้าอาหารอยู่หลายประเภท เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง อาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน ข้าวสวยสำเร็จรูป เป็นต้น โดยผ่านการพัฒนาปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการและมิติด้านรสชาติด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายของผู้คนในยุคปัจจุบัน อาหารสำเร็จรูปจึงถูกปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์จากการบริโภคเพื่ออิ่มสู่เทรนด์อาหารใหม่ โดยอาศัยมิติด้านสุขภาพและวิถีชีวิตที่เร่งรีบเป็นหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การบริโภคอาหารสำเร็จรูปในช่วงระหว่างการเดินทาง การทำงานในออฟฟิศ หรือการบริโภคภายในบ้าน ล้วนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมิติด้านโภชนาการและสุขภาพด้วยเช่นกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของจำนวนประชากรโสดในประเทศจีน พฤติกรรมการรับประทานอาหารคนเดียวหรือวงการเศรษฐกิจที่จัดจำหน่ายสินค้าสำเร็จเพื่อคนขี้เกียจ ถือเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปอย่างแข็งขัน โดยกลุ่มผู้บริโภคมีแนวโน้มนิยมอาหารที่มีความสะดวกควบคู่ไปกับคุณภาพมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ

การยกระดับคุณภาพวัตถุดิบเพื่อปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการได้กลายมาเป็นแนวทางหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เนื่องจากความตระหนักรู้ในด้านสุขภาพของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบดั้งเดิมที่ใช้กรรมวิธีการทอดจึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ ทั้งยังทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารและโรคอ้วนได้ง่าย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบางยี่ห้อที่ผลิตในโรงงานขนาดเล็กยังมีส่วนผสมอย่างน้ำมันปาล์มกลั่นและผงไขมันพืช ที่ผลิตกรดไขมันทรานส์ในปริมาณมาก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดอุดตัน จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าในปีพ.ศ. 2567 ผู้บริโภคกว่าร้อยละ 42.1 ลดความถี่ในการซื้อสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพร้อยละ 38.8 กังวลเกี่ยวกับส่วนผสมที่อาจเป็นอันตราย และกว่าร้อยละ 35.5 มองว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ผลตอบรับในลักษณะนี้ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัว โดยการปรับปรุงกระบวนการผลิตและส่วนผสมให้เป็นมิตรกับสุขภาพมากขึ้น พร้อมออกผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูตรเพื่อสุขภาพหลายรายการ เช่น สูตรปราศจากการทอด ไม่ใส่สารกันบูด ลดโซเดียม ลดน้ำตาล ลดสารเติมแต่ง เป็นต้น

ในปีพ.ศ.2563 การระบาดของโรค Covid-19 ทำให้ยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศจีนพุ่งทะยานถึงจุดสูงสุด โดยมียอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ 46,360 ล้านซอง/ปี หลังจากกลับสู่ภาวะปกติอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้เข้าสู่ช่วงผันผวนและการปรับตัว โดยยอดขายลดลงเหลือ 42,210 ล้านซองในปีพ.ศ.2566 ลดลง 4 พันล้านซองในระยะเวลาเพียงสามปี คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ -2.3 ตัวเลขยอดขายที่ลดลงดังกล่าวถือเป็นการปรับตัวชั่วคราวของตลาดอาหารสำเร็จรูปที่กำลังเปลี่ยนผ่านกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ดี ยอดขายเริ่มฟื้นตัวขึ้นในปีพ.ศ.2567 จากผลสำรวจพบว่า อัตราการผันผวนของยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ในด้านคู่แข่งทางการตลาด การเติบโตของบริการส่งอาหาร Delivery และแพลตฟอร์มค้าปลีก อาทิ Meituan (美团) , Ele.me (饿了么) , Jingdong (京东) และ Taobao (淘宝) ได้ดึงดูดฐานความต้องการด้านอาหารจานด่วน (Fast Food)ไปจำนวนมาก เนื่องจากได้เปรียบได้ด้านความสะดวกและความสดใหม่มากกว่าการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์การบริโภคที่ถูกจำกัดในพื้นที่ตลาดให้แคบลง เช่น การระงับการจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในสถานีรถไฟความเร็วสูงบางแห่ง เป็นต้น นอกจากนี้ ในด้านภาพลักษณ์ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังคงถูกมองว่าเป็นอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพด้วยส่วนผสมหลักที่เป็นภาพจำอย่างน้ำมัน โซเดียม แป้ง สารปรุงแต่ง ในขณะที่เทรนด์การบริโภคเพื่อสุขภาพมีจำนวนมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้ส่งผลให้ความต้องการและยอดขายของอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลดลงอย่างผันผวนเมื่อกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ

สำหรับปีพ.ศ.2568 เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างเต็มรูปแบบ กำลังซื้อและระดับรายได้ของประชาชนกลับมาสูงขึ้น ความต้องการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคุณภาพสูงก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน กระแสความต้องการของผู้บริโภคได้เปลี่ยนจากการบริโภคเพื่ออิ่มสู่การบริโภคอย่างมีคุณภาพ ผลักดันให้อุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีการพัฒนาภาพลักษณ์ควบคู่ไปกับคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อพลิกบทบาทสู่อาหารเทรนด์ใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ และประสบการณ์ที่แปลกใหม่

ด้วยพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อย่าง Master Kong (康师傅) ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศจีนกว่าร้อยละ 48.1 ในช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ อาทิ “PREMIUM Cup (PREMIUM优选杯)” , “Fresh O Noodles (鲜O面)” และ “Special (特别特)” ซึ่งล้วนเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคุณภาพระดับกลางถึงสูง ในบรรดานั้น สินค้ารุ่น “Special (特别特)” ถือเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพระดับพรีเมียม ที่ใช้นวัตกรรมการผลิตเส้นที่ปราศจากการทอด โดยสามารถรักษากลิ่นรสที่ให้ความรู้สึกสดใหม่ ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยขึ้น ในราคาเพียง 10 หยวน (ราว 45 บาท) ต่อชาม ลักษณะการออกแบบสินค้าดังกล่าวได้ทำลายภาพจำเดิมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบดั้งเดิม สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่กำลังวิวัฒนาการภาพลักษณ์จากเมนูสิ้นเดือนราคาประหยัดสู่การบริโภคอย่างมีคุณภาพ ทั้งในด้านสุขภาพ โภชนาการ รสชาติ และราคาอย่างเป็นรูปธรรม

ความเห็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน:
อุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศจีนกำลังพลิกโฉมเข้าสู่อาหารเทรนด์ใหม่ในฐานะสินค้าเพื่อการบริโภคอย่างมีคุณภาพ โดยอาศัยพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่ให้ความสำคัญกับด้านสุขภาพและคุณภาพของผู้คนในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น โดยมีแบรนด์ชั้นนำอย่างแบรนด์ Master Kong (康师傅) เป็นตัวอย่าง

จากการสำรวจร้านค้าปลีกในเมืองเซี่ยเหมินพบว่า บะหมี่สำเร็จรูปที่วางขายในตลาดนั้นมีความหลากหลายสูงมาก ทั้งในด้านรสชาติ ราคา และบรรจุภัณฑ์ โดยมีการนำเข้าบะหมี่สำเร็จรูปจากหลากประเทศ อาทิ เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งบะหมี่สำเร็จรูปของไทยที่วางจำหน่ายนั้นเป็นรสต้มยำน้ำข้น

ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดบะหมี่สำเร็จรูปในเมืองเซี่ยเหมินและมณฑลฝูเจี้ยนอาจนำเสนอบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสชาติเอกลักษณ์ของไทยรสชาติอื่น ๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างต้มยำ ต้มโคล้ง ต้มแซ่บ ผัดไทย ผัดกะเพรา โดยอาศัยรูปแบบกรรมวิธีเพื่อสุขภาพที่ปราศจากการทอดหรือลดปริมาณโซเดียม ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานทางรสชาติ เพื่อตอบสนองต่อเทรนด์ใหม่ และพัฒนาศักยภาพเพื่อตีตลาดสู่ระดับสากลในระยะยาว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายตลาดในมณฑลฝูเจี้ยนและเจียงซีอาจพิจารณาเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Top Thai Brands เซี่ยเหมินซึ่งมีกำหนดจัดในเดือนกันยายนได้ โดยสามารถดูรายละเอียดการเข้าร่วมงานในปีที่ผ่านมาได้ทาง Drive.ditp.go.th หรือสอบถามได้ทางสายด่วนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/ed83q05l1wmhg8o1621s10nq

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *