CEO ARTICLE

10 ปี BREXIT

Published on January 26, 2026


Follow Us :

    

BREXIT ผ่านมาแล้ว 10 ปีให้ข้อคิดอะไรกับคนไทย ?

BREXIT มาจากคำว่า “Britain” และ “Exit” ผสมกัน
Britain คือ สหราชอาณาจักร หรือ United Kingdom (UK) ที่รวม 4 ดินแดนเข้าด้วยกันคือ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ แต่คนทั่วไปมักเข้าใจแบบเหมารวมว่า อังกฤษ
Exit หมายถึง การออก การถอนตัว เมื่อรวมกันเป็น BREXIT จึงหมายถึง การทำประชามติถามคนอังกฤษว่า ควรถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ EU (European Union) หรือไม่ในปี พ.ศ. 2559 ก่อนทำ BREXIT คนอังกฤษแบ่งเป็น 2 ฝ่ายที่มี 2 ความคิดต่างกัน
ความคิดที่ 1 มองว่า การอยู่ใน EU ให้ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า เห็นควรอยู่ต่อ
คนกลุ่มนี้มองว่า EU มีหลายประเทศรวมกัน มีอำนาจต่อรอง มีข้อตกลงการค้าที่ดีกว่า ลดหย่อนภาษีได้มากกว่า ราคาสินค้าถูกลง การข้ามแดนทำได้ง่าย ได้แรงงานประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ชนชั้นระดับบน และผู้ประกอบการจึงชอบ อยากให้อยู่กับ EU แบบเดิม
ความคิดที่ 2 มองว่า การอยู่รวมใน EU มีผลเสียมากกว่า เห็นควรถอนตััว
คนกลุ่มนี้มองว่า อังกฤษเป็นส่วนของสหราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ และร่ำรวยกว่าประเทศที่อยู่รอบด้าน อังกฤษสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง หากยังอยู่ใน EU จะทำให้คนจากชาติอื่นเข้ามาแย่งงานคนอังกฤษทำให้ชนชั้นระดับกลางจนถึงล่างไม่ชอบ เห็นควรให้ถอนตัว
ทั้ง 2 ความคิดยังมีเหตุผลอื่นทั้งด้านวิชาการ สังคม จิตวิทยา และการคาดเดาผสมกัน
แต่จะมีคนอังกฤษสักกี่คนที่รู้เรื่อง EU จริง ๆ ศึกษาผลลัพธ์ก่อนลงประชามติจริง ๆ หลายคนอาจมองว่า จะอยู่ หรือไม่อยู่กับ EU ก็เหมือนอยู่กับแมวดำ หรือแมวขาวที่จับหนูได้เหมือนกัน
แล้ววันที่ 23 มิ.ย. 2559 ผล BREXIT ก็ออกมาคือ คนอังกฤษ 51.9% ให้ถอนตัวจาก EU และนับจากนั้นมาถึงปี พ.ศ. 2569 อังกฤษออกจาก EU มาแล้ว 10 ปี ผลที่เกิดขึ้นคือ
1. เศรษฐกิจในอังกฤษชะลอตัว เกิดภาษี เกิดระเบียบที่ยุ่งยาก ขาดแคลนแรงงาน
2. ค่าครองชีพสูงขึ้น ธุรกิจย้ายฐานการผลิตออก เศรษฐกิจตกต่ำกว่าช่วงอยู่ใน EU
3. รายงานทางเศรษฐกิจชี้ว่า อังกฤษเสียหายราว 1.8 – 2.4 แสนล้านปอนด์
4. แม้อังกฤษไม่มีแผนกลับเข้า EU ใหม่ แต่ก็กำลังจัดความสัมพันธ์ (Reset Relationship) ที่มุ่งพื้นฟูความร่วมมือด้านการค้า ศุลกากร ความมั่นคง และลดอุปสรรคที่เกิดขึ้นหลัง BREXIT

BREXIT ผ่านมา 10 ปีทำให้รู้ว่า การลงประชามติในเรื่องซับซ้อนไม่ใช่สิ่งที่ดี
คนอังกฤษส่วนใหญ่ฟังจากผู้อื่นที่มีทั้งวิชาการและการคาดเดาผสมกัน การกากบาทเพียงครั้งเดียวในบัตรประชามติจึงทำให้คนอังกฤษตกงานมาก เศรษฐกิจตกต่ำ และมีความเสียหายเป็นเงินไทยนับล้านล้านบาท จะกลับไปอยู่กับ EU อย่างเก่าก็ยาก จะสร้างสิ่งใหม่ทดแทนก็ไม่ง่าย
วันนี้ ประเทศไทยก็กำลังจะลงประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมใหม่ไม่ต่างจาก BREXIT
หากเปรียบกับแมว ไม่ว่าแมวดำ หรือแมวขาวก็รักประเทศไทยเหมือนกัน ทั้ง 2 ฝ่ายทำเพื่อคนไทยเหมือนกัน รัฐธรรมนูญจะร่างโดยแมวดำ หรือแมวขาวก็เหมือนกัน การลงประชามติไม่เห็น ชอบให้ร่างใหม่ แต่จะใช้รัฐธรรมนูญเดิม หรือเห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็คงเหมือนกัน
แม้รัฐธรรมนูญเป็นโครงสร้างอำนาจภายในประเทศ ส่วน EU และ BREXIT เป็นเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญ และซับซ้อนเหมือนกัน แต่จะมีคนไทยสักกี่คนที่อ่าน รู้เรื่อง ได้ประโยชน์ ได้โทษจากรัฐธรรมนูญ 2560 และเข้าใจผลที่จะตามมาจากการลงประชามติจริง ๆ
ทั้งนักการเมืองและคนไทยส่วนใหญ่ก็ฟังจากคนอื่น ฟังทั้งวิชาการและการคาดเดา
คนกลุ่มอนุรักษ์นิยมมักคุ้นเคยกับระบบเดิมก็ฟังจากคนกลุ่มเดียวกัน อยากใช้รัฐธรรมนูญ 2560 เหมือนเดิม อยากแก้ไขส่วนทีละมาตราที่ไม่ดี ส่วนคนกลุ่มก้าวหน้าก็จะฟังจากกลุ่มเดียวกัน อยากรื้อโครงสร้างอำนาจใหม่ และอยากได้รัฐธรรมนูญใหม่ที่ก้าวหน้าเหมือนประเทศอื่น
ทุกอย่างบนโลกนี้มี 2 ด้าน รถยนต์มีพวงมาลัยซ้าย และมีพวงมาลัยขวาให้แต่ละประเทศเลือกที่เหมาะกับตน รัฐธรรมนูญก็มีข้อดี และข้อเสียตามวัฒนธรรมของแต่ละประเทศที่ต่างกัน
แต่ทั้ง 2 ฝ่ายกลับเลือกแต่ข้อเสียมาสาดใส่กันผ่านหัวประชาชนที่หันมองแมวดำที มองแมวขาวที รับข้อมูลที่ขาด ๆ เกิน ๆ ซับซ้อน และวุ่นวายเพื่อเตรียมตัวไปลงประชามติอย่างงง ๆ
ประชามติเพื่อรัฐธรรมนูญของไทย และ BREXIT จึงมี 2 มุมมองที่ซับซ้อนไม่ต่างกัน แต่ที่ต่างกันคือ คนไทยมี 10 ปี BREXIT เป็นตัวอย่างให้คิด ให้เป็นแนวทาง คนไทยจึงควรมอง ควรฟังทั้ง 2 กลุ่ม ฟังและคิดด้วยหลักการ ด้วยเหตุผลให้ถ่วงดุลกันเพื่อเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ
กากบาทเดียวในวันที่ 8 ก.พ. 2569 จึงเป็นวันชี้ชะตาประเทศไทยด้วยมือคนไทยเอง.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : January 26, 2026

Logistics

โครงการสะพาน Porto Xavier–San Javier การเชื่อมโยงเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ระหว่างบราซิลและอาร์เจนตินา

สะพาน Porto Xavier–San Javier มีกำหนดเริ่มก่อสร้างในปี 2026 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมต่อพรมแดนบราซิลและอาร์เจนตินาที่มั่นคงและถาวร ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ภูมิภาค และความร่วมมือด้านการค้าระหว่าง 2 ประเทศ สะพานแห่งนี้ถือว่าเป็นเส้นทางเชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกลุ่ม Mercosur โดยบราซิลเป็นผู้ลงทุนหลักของโครงการมูลค่า 214 ล้านเรียลบราซิล และรับผิดชอบการก่อสร้างสะพานและทางเข้าฝั่งบราซิล ในขณะที่อาร์เจนตินาร่วมกำหนดมาตรฐานการใช้งานฝั่งอาร์เจนตินา เช่น ด่านตรวจคนเข้าเมือง การควบคุมศุลกากร และความปลอดภัย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2030
         ปัจจุบันการเดินทางระหว่างเมือง Porto Xavier ประเทศบราซิล และเมือง San Javier ประเทศอาร์เจนตินา ต้องพึ่งพาเรือข้ามฟากเพียงอย่างเดียว ซึ่งให้บริการภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา และต้องพึ่งพาสภาพอากาศเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่และบริษัทผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากความล่าช้า และการหยุดชะงักชั่วคราวของการเดินทาง โครงการสร้างสะพานบราซิล-อาร์เจนตินา จะช่วยยกระดับระบบโลจิสติกส์ การคมนาคม และการบูรณาการทางเศรษฐกิจบริเวณพรมแดนตอนใต้ ด้วยการเชื่อมต่อถาวรที่ทันสมัยและมีระบบตรวจสอบทางเทคโนโลยีอย่างครบครัน ลดปัญหาคอขวดที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานบริเวณชายแดน
         สะพานแห่งใหม่มีความยาว 950 เมตร กว้าง 17.4 เมตร โดยระดับพื้นสะพานจะอยู่สูงจากระดับแม่น้ำอุรุกวัยประมาณ 18 เมตร เพื่อรองรับการเดินเรือในแม่น้ำ โดยเป็นถนน 2 ช่องทางสำหรับยานพาหนะขนาดเล็กและขนาดใหญ่ พร้อมทางจักรยาน ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ระบบตรวจสอบแบบเรียลไทม์ และการจัดตั้งพื้นที่เฉพาะสำหรับการตรวจคนเข้าเมืองและการควบคุมศุลกากร ณ จุดเชื่อมต่อทั้งสองฝั่งของสะพาน โครงสร้างของสะพานได้รับการออกแบบให้รองรับการเติบโตของปริมาณการจราจร เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต การเชื่อมต่อนี้จะเอื้อให้เกิดเส้นทางที่สั้นลงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โครงการสะพาน Porto Xavier–San Javier เป็นอีกหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของทวีปอเมริกาใต้
ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงบัวโนสไอเรส สาธารณรัฐอาร์เจนตินา
           การสร้างสะพานระหว่างบราซิลและอาร์เจนตินาช่วยเชื่อมโยงภูมิภาคลาตินอเมริกาใต้ให้เข้าถึงกันได้สะดวกขึ้น อำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าทางบกและลดเวลาลดต้นทุนโลจิสติกส์ในการเคลื่อนย้ายสินค้าในภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการกระจายตัวของการขนส่งสินค้าและการเดินทางของผู้โดยสารในพื้นที่ตอนใต้ของทวีป ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่การผลิตที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการด้านโลจิสติกส์ โดยมีผลกระทบโดยตรงต่อการค้าทวิภาคี และการค้าในกลุ่ม Mercosur ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ การสร้างงาน และเพิ่มการสัญจรในระดับภูมิภาค
ที่มา:  https://www.ditp.go.th/post/n2743qt4da1ifn5y5sizk9tf
0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *