CEO ARTICLE
Shipping Manifest
การนำเข้ามี Shipping Manifest เป็นจุดตายได้อย่างไร ?
Shipping คือ การขนส่งระหว่างประเทศ
Manifest คือ รายการสินค้า
เมื่อรวมเป็น “Shipping Manifest” จึงหมายถึง บัญชีสินค้า หรือบัญชีรายการสินค้าที่อยู่บนพาหนะขนส่งระหว่างประเทศ เช่น เรือ เครื่องบินซึ่งคนในวงการจะเรียกสั้น ๆ ว่า “บัญชีเรือ”
สินค้าที่จะส่งออก หรือนำเข้าทุกรายการเกี่ยวพันกับภาษี อากร และการควบคุมของแต่ละประเทศที่ต่างกัน ก่อนที่พาหนะขนส่งจะออกเดินทางเพื่อส่งออกหรือเทียบท่าเพื่อนำเข้า บัญชีเรือจึงต้องยื่นต่อศุลกากร ท่าเรือ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทุกครั้งเพื่อตรวจสอบ
ในกรณีนำเข้า บัญชีเรือจึงเป็นตัวเอกที่สำคัญ ดังนี้
1. ข้อมูลสินค้า
บัญชีเรือเป็นเรื่องของผู้ขนส่งที่ต้องสำแดงข้อมูลสินค้าต่อหน่วยราชการ
ข้อมูลที่ต้องสำแดง เช่น ชื่อสินค้า ปริมาณ น้ำหนักรวม (Gross Weight) เลขที่ใบตราส่ง (B/L No.) เครื่องหมายและเลขหมายข้างหีบห่อ (Shipping Mark and Number) และอื่น ๆ
2. ใบขนสินค้าขาเข้า
ใบขนสินค้าขาเข้าเป็นเรื่องของผู้นำเข้าที่ใช้ข้อมูลของผู้นำเข้าสำแดงต่อศุลกากร
ใบขนสินค้าฯ ยื่นล่วงหน้าก่อนวันที่พาหนะขนส่งจะเทียบท่าได้ แต่หากยื่นแล้วและพบในขณะตรวจรับสินค้าว่า ข้อมูลสินค้าไม่ตรงกับบัญชีเรือ ผู้นำเข้าต้องแก้ไขให้ถูกต้องก่อน
ในอดีต ใบขนสินค้าและบัญชีเรือเป็นกระดาษ การแก้ไข (Amendment) จึงมีกระดาษให้เห็นข้อมูล ผิดที่ตรงไหน ผิดอย่างไรก็มองเห็น การแก้ไขจึงง่าย ไม่วุ่นวายมาก
แต่ในปี พ.ศ. 2549 ใบขนสินค้า บัญชีเรือ และเอกสารที่สำคัญค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นระบบไร้กระดาษ (Paperless Customs Formality) ข้อมูลสินค้าจึงลอยอยู่ในอากาศ อะไรผิด ผิดอย่างไร ผิดแบบไหนจึงไม่เห็นง่าย ๆ การแก้ไขจึงวุ่นวายมากขึ้น เสียเวลา และค่าใช้จ่ายมากขึ้น
3. อัตราแลกเปลี่ยน
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเรื่องของราชการที่มีประกาศเดือนละครั้ง
หากพาหนะขนส่งมีตารางจะเทียบท่าในต้นเดือนที่อัตราแลกเปลี่ยนยังไม่ประกาศ การยื่นใบขนสินค้าฯ จะยังยื่นล่วงหน้าไม่ได้ทำให้ผู้นำเข้าต้องรอ เสียเวลา และเสียค่าใช้จ่าย
ทั้ง 1-3 ข้างต้นเป็นคนละหน่วยงาน แต่เกี่ยวพันกับบัญชีเรือที่ส่งผลให้เร็วขึ้นหรือช้าลง
พอถึง ปี พ.ศ. 2561 การผ่านพิธีการศุลกากรล่วงหน้าพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น
ครั้งนี้ กรมศุลกากรมีประกาศที่ 5/2561 เรื่องกระบวนการทางศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง หรือ Pre-Arrival Processing โดยยินยอมให้ยื่นใบขนสินค้าล่วงหน้าด้วยอัตราแลกเปลี่ยนของเดือนที่ยื่นได้ในกรณีที่พาหนะจะเทียบท่าในเดือนถัดไป และให้ชำระภาษีอากรได้ทันที
ข้อดีคือ เมื่อพาหนะขนส่งเข้าเทียบท่าในเดือนถัดไป ผู้นำเข้าก็เหลือเพียงขั้นตอนการตรวจสอบบัญชีเรือ ตรวจสอบสินค้าให้ถูกต้อง และรับสินค้าจากอารักขาของศุลกากรได้ทันที
ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนของเดือนถัดไปที่ประกาศออกมาภายหลัง หากส่งผลให้ภาษีอากรชำระขาด ผู้นำเข้าก็เพียงชำระเพิ่มซึ่งแน่นอนว่า หากไม่ชำระเพิ่มย่อมมีความผิด
แต่หากส่งผลให้ภาษีอากรที่ชำระไว้เกิน ผู้นำเข้าจะได้รับคืน
ข้อดีดูเหมือนมีมาก แต่มีข้อแม้ว่า ข้อมูลสินค้าที่ระบุลงในใบขนฯ ในระบบไร้กระดาษต้องไม่ผิดพลาด หากขณะตรวจปล่อยสินค้าพบข้อมูลไม่ตรงกับบัญชีเรือ การสืบค้นข้อมูลที่ล่องลอยในอากาศยุ่งยากกว่าเดิม การแก้ไขจะยิ่งวุ่นวาย เสียเวลามากขึ้น และเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น
ระบบศุลกากรที่พัฒนาขึ้นจึงยังมีบัญชีเรือเป็นตัวเอกที่สำคัญ
แต่ตัวเอกที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ตัวแทนออกของ (Customs Broker) และผู้นำเข้าที่ต้องร่วมมือกันมากขึ้น เช่น การขอ Draft B/L จากผู้ขายต่างประเทศมาให้ตัวแทนฯ พิจารณาข้อมูลในบัญชีเรือเบื้องต้นก่อน หรือหากผู้นำเข้ารู้ว่า สินค้าที่สั่งซื้อมีข้อมูลแบบหนึ่ง แต่ผู้ขายจะสำแดงข้อมูลอีกแบบหนึ่งก็ควรแจ้งตัวแทนฯ เพื่อป้องกันมิให้ใบขนฯ ขัดแย้งกับบัญชีเรือ เป็นต้น
วันนี้ Pre-Arrival Processing ได้เป็นทางลัดใหม่ให้การนำเข้าเร็วขึ้น แต่ตัวแทนออกของและผู้นำเข้าก็ยังเป็นตัวเอกสำคัญที่ต้องตรวจบัญชีเรือให้ถูกต้องเพื่อป้องกันจุดตายของการนำเข้า.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : February 17, 2026

Logistics
อินเดียอัดฉีดงบโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ 12.2 แสนล้านล้านรูปี ปูทางเศรษฐกิจระยะยาว
รัฐบาลอินเดียปี 2026 จัดสรรงบประมาณจำนวน 147,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 12.2 แสนล้านล้านรูปี) สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยมุ่งยกระดับการพัฒนาเมือง ระบบรถไฟ ถนน บริการน้ำ และสร้างโอกาสการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ภาคเอกชนทั่วประเทศ ในปีงบประมาณ 2569–2570 นางนิรมาลา สีธารามัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เพิ่มงบประมาณด้านการใช้จ่ายภาคโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลซึ่งสูงกว่างบประมาณจำนวน 135,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (11.2 แสนล้านล้านรูปี) ที่จัดสรรไว้ในปีปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างและเร่งรัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังได้ประกาศจัดตั้งกองทรัสต์เฉพาะกิจ (Real Estate Investment Trusts: REITs) เพื่อช่วยให้รัฐวิสาหกิจสามารถสร้างมูลค่า (monetise) และนำทรัพย์สินด้านอสังหาริมทรัพย์กลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเพิ่มการจัดตั้ง กองทุนค้ำประกันความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Risk Guarantee Fund) เพื่อให้การค้ำประกันบางส่วนแก่สถาบันผู้ให้กู้ ช่วยอำนวยความสะดวกในการระดมทุนสำหรับโครงการเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการหลายประการเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือ/มาตรการสนับสนุนทางการเงินใหม่ เช่น Infrastructure Investment Trusts (InVITs) ตลอดจนจัดตั้งสถาบันสำคัญอย่าง NIIF และ NABFID โดยรัฐบาลจะยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเมืองระดับ Tier 2 และ Tier 3 (เมืองที่มีประชากรมากกว่า 500,000 คน) ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจแห่งใหม่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เสนอการก่อสร้าง โครงการทางรถไฟขนส่งสินค้าเฉพาะทาง (Dedicated Freight Corridor: DFC) เส้นใหม่เพื่อเชื่อมต่อเมือง Dankuni ทางตะวันออก กับเมืองสุรัตทางตะวันตก เพื่อรองรับระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่แบบหลายรูปแบบ และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า นอกจากนี้ รัฐบาลมีแผนพัฒนาระบบคมนาคมทางน้ำแห่งชาติฉบับใหม่ 20 เส้นทาง ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยเส้นทางแรกคือ National Waterway-5 ในรัฐโอริสสา ซึ่งจะเชื่อมพื้นที่อุตสาหกรรมที่อุดมด้วยแร่ธาตุโลหะสำคัญ ได้แก่ เมือง Talcher และ Angul รวมถึงศูนย์อุตสาหกรรมอย่าง Kalinga Nagar เข้ากับท่าเรือ Paradeep และ Dhamra เพื่อส่งเสริมการขนส่งสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
โดยภาพรวม ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า งบประมาณปี 2026 จะสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกต่อการเติบโตในระยะยาว การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น กลไกการสนับสนุนความเสี่ยงที่ดีขึ้น และเครื่องมือการลงทุนรูปแบบใหม่ จะช่วยดึงดูดนักลงทุนทั้งภาคเอกชนและสถาบัน มาตรการเหล่านี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย สนับสนุนตลาดที่อยู่อาศัยให้เช่า สร้างการจ้างงาน และส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างสมดุล
ข้อมูลเพิ่มเติม
1. กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) รูปแบบใหม่สำหรับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะช่วยปลดล็อกที่ดินและอาคารที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากภาคสาธารณะ โดยการนำทรัพย์สินเหล่านี้เข้าสู่ตลาด รัฐบาลมีเป้าหมายดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน เพิ่มอุปทานที่ดิน และสนับสนุนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ณ เดือนสิงหาคม 2025 REITs ของอินเดียมีมูลค่าถึง 18 พันล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าผลตอบแทนจะอยู่ที่อัตรา 6-7.5% และจะขยายไปสู่สินทรัพย์ด้านค้าปลีก โลจิสติกส์ และสินทรัพย์ยุคใหม่
2. กองทุนค้ำประกันความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Risk Guarantee Fund) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของธนาคารและสถาบันผู้ให้กู้ในการสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เมื่อความเสี่ยงลดลงและมีการสนับสนุนด้านเครดิตที่ชัดเจนมากขึ้น ในปี 2025 รัฐบาลตั้งงบประมาณไว้ที่ 2.33 พันล้านเหรียญสหรัฐ ผู้พัฒนาโครงการและภาคธุรกิจจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้โครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว และลดความล่าช้าที่เกิดจากข้อจำกัดด้านเงินทุน
3. โครงสร้างพื้นฐานในเขตเมืองเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ที่รัฐบาลมีแผนเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย และบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในเมืองระดับ Tier-2 และ Tier-3 การได้รับการจัดสรรภาคบริการพื้นฐานที่มีคุณภาพจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ทำให้เมืองมีความน่าอยู่อาศัยมากขึ้น และส่งผลให้สามารถดึงดูดภาคธุรกิจ ประชาชน และนักลงทุนได้มากยิ่งขึ้น
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย
1.โครงการทางรถไฟขนส่งสินค้าเฉพาะทาง (Dedicated Freight Corridors) และทางน้ำแห่งชาติใหม่ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า จากท่าเรือเข้าสู่ตลาดต่างๆ ทั่วอินเดียสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศไทย ลดระยะเวลาและต้นทุนด้านโลจิสติกส์
2.การเชื่อมต่อและโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น จะสนับสนุนการขยายตลาดของสินค้าไทยในอินเดีย โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร สุขภาพ wellness และสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากสามารถกระจายสินค้าได้รวดเร็วและเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น
3.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอินเดียที่รวดเร็วขึ้น อาจช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคการผลิตภายในประเทศ ส่งผลให้การแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากไทยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่อินเดียมีศักยภาพในการผลิตทดแทนสินค้าได้นำเข้า
ข้อคิดเห็น
1.งบประมาณการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเติบโตได้เติบอย่างมีนัยสำคัญ จาก 2 แสนล้านล้านรูปีในปี 2567–2568 เป็น 11.2 แสนล้านล้านรูปีในปี 2568–2569 และในปัจจุบันจะเพิ่มขึ้นเป็น 12.2 แสนล้านล้านรูปี (เพิ่มประมาณ 9% จากปีที่ผ่านมา) เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าว ช่วยสร้างโอกาสและเปิดประตูทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทยที่มุ่งเป้าไปที่สินค้าคุณภาพสูง/เชี่ยวชาญ (premium & specialised) โดยเฉพาะในเมืองระดับ Tier-2/Tier-3 นอกเหนือจากในเมืองเศรษฐกิจสำคัญ เช่น มุมไบและเดลี
2.ผู้ประกอบการต่างชาติสามารถพิจารณาใช้ประโยชน์จากกองทุน InVITs/REITs ซึ่งเป็นเครื่องมือระดมทุนระยะยาวและเพิ่มสภาพคล่องโดยการนำสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ เช่น ทางด่วน ท่าเรือ คลังสินค้า หรืออาคารสำนักงาน มาเข้าสู่กระบวนการแปลงสินทรัพย์ (monetization) แล้วปรับเงินลงทุนไปยังโครงการใหม่ๆ การเข้าร่วมในฐานะนักลงทุนเชิงกลยุทธ์หรือพันธมิตรกับรัฐวิสาหกิจ/ผู้พัฒนาในท้องถิ่นจะช่วยลดความเสี่ยงเชิงนโยบาย เพิ่มความน่าเชื่อถือและเข้าถึงแหล่งเงินทุนสถาบันได้ง่ายขึ้น ภายใต้กรอบกำกับของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งอินเดีย (Securities and Exchange Board of India: SEBI ) ที่เน้นธรรมาภิบาลและการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งจะช่วยเรื่องการรับประกันกระแสเงินสด และอำนวยความสะดวกรวดเร็วในการนำโครงการโครงสร้างพื้นฐานสู่การดำเนินงานจริง อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ประกอบการไทย กลยุทธ์สำคัญที่ควรพิจารณาคือการกระชับร่วมมือกับผู้จัดจำหน่าย โลจิสติกส์ และผู้ค้าปลีกในอินเดีย ใช้ประโยชน์จากการเชื่อมต่อที่ดีขึ้นเพื่อขยายตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค แปรรูปอาหาร วัสดุก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์สุขภาพและเวลเนส รวมทั้งสินค้าไลฟ์สไตล์ ส่งเสริมแบรนด์ บรรจุภัณฑ์ และการรับรองตามมาตรฐานอินเดีย และพิจารณาการตั้งฐานทางธุรกิจในระยะยาวผ่านหุ้นส่วนท้องถิ่นหรือสำนักงานตัวแทนเพื่อสร้างความได้เปรียบและใช้โอกาสที่เกิดจากการเพิ่มงบและเครื่องมือการลงทุนใหม่ๆ
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/k24q0q78mbei6ycqukmsue10







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!