CEO ARTICLE
กบต้ม
ปี พ.ศ. 2569 คนไทยจะอยู่ในสภาพกบต้มหรือไม่ ?
“กบต้ม” (Boiling Frog Theory) เป็นทฤษฏีที่ใช้กบมาเปรียบเทียบกับมนุษย์
ทฤษฎีนี้อธิบายถึงสภาวะที่มนุษย์ถูกภัยคุกคามอย่างไม่รู้ตัวจึงไม่ตอบสนอง ไม่ป้องกันต่อภัยที่ค่อย ๆ คุกคามอย่างช้า ๆ กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไป ไม่สามารถแก้ไข เปรียบเหมือนกบที่อยู่ในหม้อ มีน้ำที่อุณภูมิเหมาะสม แต่น้ำจะค่อย ๆ ร้อนขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่กระโดดหนี และตายในที่สุด
คนส่วนหนึ่งมองว่า ปี พ.ศ. 2569 คนไทยจะเป็นกบต้มด้วยเหตุหลายเรื่อง เช่น
1. คนเกษียณโดยไม่มีเงิน
วันนี้ คนไทยอายุยืนขึ้นเรื่อย ๆ แต่คนเกิดน้อยลงเรื่อย ๆ แรงงานจะค่อย ๆ ลดลง คนในวัยทำงานจึงต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูทั้งเด็กที่ไม่มีรายได้และดูแลผู้สูงอายุที่ไม่มีเงินเก็บ
2. หนี้ครัวเรือน
คนไทยส่วนใหญ่มีหนี้กันทุกคนไม่ว่าจะผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ผ่อนเครื่องใช้ในครัวเรือนรวมถึงหนี้บัตรเครติดเพื่อบริโภค คนไทยติดนิสัยการกู้ มองเป็นเรื่องปกติที่ต้องกู้ ต้องเป็นหนี้
3. ภูมิอากาศที่เปลี่ยน
โลกร้อนขึ้นทุกปี อากาศร้อนขึ้นเรื่อย ๆ น้ำท่วมบ่อย ภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อย และมี PM 2.5 ทุกอย่างเกิดโดยธรรมชาติที่คนไทยค่อย ๆ ซึมซับ เคยชิน แต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว
4. เศรษฐกิจผูกขาด
ทุนผูกขาดมากขึ้น คนไทยมีอำนาจการต่อรองน้อยลง มีทางเลือกน้อยลงเรื่อย ๆ ทุนไม่ว่าสีขาว สีเทา หรือสีดำเข้ามาผูกขาดมากขึ้น ธุรกิจยักษ์ใหญ่มากขึ้นจนความเหลื่อมล้ำมีมากขึ้น
5. การศึกษา
คุณภาพการศึกษาด้อยลง ผู้ที่จบออกมามีคุณภาพน้อยลง ตกงานมากขึ้น เทคโนโลยีและ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เด็กไทยเก่ง ๆ มีความคิดย้ายประเทศทำให้อนาคตของไทยไม่ดีขึ้น
6. อื่น ๆ
ปัจจัยอื่น เช่น สงครามชายแดน สงครามการค้า ความขัดแย้งทั่วโลก การเมืองที่คนไทยมองเป็นละคร รักตัวเอก เกลียดตัวร้ายค่อย ๆ ซึมซับจนขัดแย้งกับเพื่อนสนิท เป็นสังคมแตกแยก
สถานการณ์ข้างต้นเกิดขึ้นจริง และคนไทยก็เคยชินจนมีสภาพเป็นกบต้มจริง
คนไทยที่ร่ำรวยมีน้อย ไม่ปรับตัวก็ไม่เดือดร้อน แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังยากจน หากปล่อยตัวเองถูกต้มเป็นกบไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งต้องตายแน่ คนไทยจึงควรปรับตัวเพื่อหนีจากกบต้ม ดังนี้
1. เรียนรู้ AI
วันนี้ AI เข้ามาทำงานแทนคนมากขึ้น คนที่พอใจกับงานและรายได้ ไม่เรียนรู้ AI ก็เหมือนเป็นกบต้มที่วันหนึ่งจะถูก AI แทนที่จนตกงาน การเรียนรู้ AI ไม่ใช่เรียนให้เก่ง แต่เรียนเพื่อใช้งานมัน เช่น การใช้ GhatGPT Gemini และโปรแกรมอื่น ๆ เพื่อพัฒนาทักษะตนเองให้ทันโลก
2. สร้างความฉลาดทางอารมณ์
ทุกเรื่องมี 2 ด้านไม่ว่าสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ใครที่มองเห็นด้านเดียว ยึดติดเพียงด้านเดียว อารมณ์ก็จะมีด้านเดียว เช่น ยึดพรรคการเมืองเดียว มองเป็นพระเอก พรรคอื่นเป็นผู้ร้าย อารมณ์ตึงเครียด แต่หากมองทุกเรื่องได้ 2 ด้าน ยอมรับ 2 ด้าน ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) จะสูงขึ้น ผ่อนคลาย มีเสียงหัวเราะ และเข้าใจปัญหาที่เผชิญทุกวันมากขึ้น การแก้ไขก็จะง่ายขึ้น
3. อย่าสร้างหนี้
หากคน ๆ หนึ่งยังกินข้าวราดแกงด้วยกับข้าวอย่างเดียวจนอิ่มได้ คนผู้นี้ก็สามารถใช้เงินที่ได้น้อยนิดแต่ละเดือนให้มีชีวิต และมีเงินเก็บได้โดยไม่ต้องเป็นหนี้
แต่หากต้องเพิ่มกับข้าวเป็น 2 อย่าง หากยังใช้จ่ายเกินความจำเป็น หากต้องมีสิ่งฟุ่มเฟือยจนไม่มีเงินเก็บ หรือยังใช้ชีวิตเพื่ออวดฐานะในโซเซียล การสร้างหนี้จะตามมาง่าย ๆ
การปรับตัวเพียง 3 ข้อไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่าย แต่หากปรับไม่ได้ก็หนีกบต้มไม่พ้น
วันนี้ คนไทยกำลังจะมีรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพ รัฐบาลใหม่อาจรู้ อาจป้องกัน แก้ไข และดึงคนไทยออกจากกบต้มได้ หากทำได้ก็เป็นบุญของคนไทย แต่หากสถานการณ์โลกแย่ลง รัฐบาลแก้ไขไม่ได้ แก้ไม่ถูกจุด หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน แบบนี้ก็ยิ่งซ้ำเติมคนไทยให้เป็นกบต้ม
การรอรัฐบาลจึงไม่ใช่ทางรอดที่ดี แต่การปรับตัวเองหนีจากกบต้มจึงเป็นรอดที่ดีกว่า.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : February 24, 2026

Logistics
ท่าเรือคอนสแตนซา (Port of Constanta) ในประเทศโรมาเนีย
ท่าเรือคอนสแตนซา (Port of Constanta) ในประเทศโรมาเนีย ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมขนส่งแม่น้ำไรน์-ดานูบ
เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อการค้าจากเอเชียสู่ยุโรป โดยเฉพาะผ่านเส้นทาง Middle Corridor
(การขนส่งผ่านประเทศในแถบเอเชียกลาง เช่น คาซัคสถาน อาเซอร์ไบจาน จอร์เจีย ก่อนจะเข้าสู่ท่าเรือคอนสแตนซาในโรมาเนีย
และกระจายต่อไปยังตลาดภูมิภาคยุโรปตะวันออกและยุโรปกลาง) ซึ่งมีความได้เปรียบด้านระยะเวลาขนส่งที่สั้นกว่าเส้นทางเดิมประมาณ 10-15 วัน
ปัจจุบัน ท่าเรือ Constanta เป็นศูนย์กลางการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดในทะเลดำ
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันท่าเรือแห่งนี้กำลังเผชิญกับปัญหาคอขวด จากปริมาณสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นเกินขีดจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานเดิม
ส่งผลให้เกิดปัญหาในระบบการขนส่งต่อเนื่องสู่แผ่นดิน (Hinterland) และ ความล่าช้าในการจัดการรถบรรทุกและระบบราง
ซึ่งแม้ภาครัฐของโรมาเนียจะมีความพยายามในการเร่งลงทุนขยายท่าเรือ แต่ในระยะสั้นยังคงมีความเสี่ยงด้านความเสถียร
เมื่อเทียบกับท่าเรือมาตรฐานสากลในยุโรปตะวันตก
เมื่อพิจารณาในแง่ของสินค้าส่งออกหลักของไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสำเร็จรูปและเครื่องปรุงรสจากประเทศไทยแล้ว
พบว่าพอร์ตคอนสแตนซาเปรียบเสมือนประตูสู่ตลาดใหม่ (Blue Ocean) ในภูมิภาคยุโรปตะวันออก เช่น โรมาเนีย โปแลนด์
และฮังการี (ซึ่งไม่มีทางออกสู่ทะเล) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง และประชากรเริ่ม
ให้ความสนใจอาหารเอเชียมากขึ้น ทว่าความนิยมในอาหารไทยในภูมิภาคนี้ ยังไม่สามารถเทียบได้กับฝั่งยุโรปตะวันตก
สินค้าที่ส่งเข้าทางพอร์ตคอนสแตนซาจึงควรเน้นกลุ่มสินค้าที่มีราคาไม่สูงมาก หรือสินค้าวัตถุดิบพื้นฐานที่ใช้ป้อน
อุตสาหกรรมอาหารในพื้นที่ โดยอาศัยความได้เปรียบด้านต้นทุนค่าธรรมเนียมท่าเรือที่ต่ำกว่า
ในทางกลับกัน ท่าเรือรอตเทอร์ดัม (Rotterdam) ในเนเธอร์แลนด์ และท่าเรือฮัมบูร์ก (Hamburg) ในเยอรมนี
ยังคงเป็นเส้นทางหลักที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับสินค้าอาหารไทยที่ต้องการขายในตลาด Mass
และผ่านระบบการตรวจผ่านสินค้าที่รวดเร็ว เนื่องจากตลาดในยุโรปตะวันตกมีความคุ้นเคยและนิยมอาหารไทยในระดับสูง
มีกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงรองรับอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมี Eco system ในการกระจายสินค้าที่สมบูรณ์
นอกจากนี้ ท่าเรือดังกล่าวยังมีคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Reefer) และเครือข่ายผู้นำเข้าสินค้าเอเชียรายใหญ่ (Asian Food Distributors)
ที่มีมาตรฐานการตรวจรับสินค้าที่ชัดเจนและรวดเร็ว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียโอกาสทางการค้าจากการเน่าเสีย
หรือความล่าช้าในการตรวจสอบมาตรฐานสุขอนามัย
การลงทุนขยายท่าเรือคอนสแตนซา
เมื่อปี 2568 ท่าเรือคอนสแตนซา ได้รับงบประมาณลงทุนกว่า 254 ล้านยูโร (ประมาณ 1.26 พันล้านเลย์)
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการขนส่งสินค้าทางทะเลและปริมาณการค้าขาย โครงการดังกล่าวครอบคลุม
การก่อสร้างท่าจอดเรือความยาว 1,291 เมตร พื้นที่ท่าเรือ 550,000 ตารางเมตร พร้อมระบบขุดลอกรางรถไฟ 300 เมตร
และถนนทางเข้า คาดว่าจะใช้ระยะเวลาด าเนินการ 36 เดือน การลงทุนดังกล่าวจะช่วยยกระดับบทบาทท่าเรือคอนสแตนซา
ในฐานะผู้สนับสนุนห่วงโซ่อุปทานจากเอเชีย ท่ามกลางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่จำกัดการส่งออกสินค้าจากจีน
ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
ท่าเรือคอนสแตนซาบริหารสินค้าโรมาเนียกว่า 96% ในปี 2567 โดยได้รับประโยชน์จากการปิดท่าเรือโอเดสซาของยูเครน
จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และการเข้าเป็นสมาชิกเขตเชงเก้นเต็มตัวของโรมาเนียเมื่อปี 2567
ส่งผลให้ท่าเรือคอนสแตนซาเป็นจุดเชื่อมต่อหลักระหว่างยุโรปกับเอเชีย โดยเฉพาะจีน ซึ่งส่งออกสินค้ามูลค่ากว่า 500 พันล้านยูโร
สู่สหภาพยุโรป ท่าเรือนี้เป็นประตูการค้าสำคัญสำหรับตลาดโรมาเนียและภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก
เช่น บริษัทโลจิสติกส์ SUUS ให้บริการขนส่งสินค้าในรูปแบบ LCL อย่างสม่ำเสมอ โดยส่งออกจากท่าเรือเซี่ยงไฮ้ สู่ท่าเรือคอนสแตนซา
ความคิดเห็นของ สคต.
การเลือกเส้นทางขนส่งไปยุโรปควรพิจารณาจากวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์เป็นหลัก
หากเป้าหมายคือ การรักษาฐานลูกค้าหลักและปริมาณการขายที่แน่นอน สินค้าระดับ Premium หรือ Brand ที่เป็นที่รู้จักแล้ว
ควรส่งผ่านท่าเรือในเนเธอร์แลนด์หรือเยอรมนีเพื่อเข้าสู่ตลาดที่คุ้นเคยดีอยู่แล้ว แต่หากต้องการขยายโอกาสในตลาดใหม่
และลดเวลาขนส่งเพื่อเข้าสู่ยุโรปกลางในฐานะผู้บุกเบิกเส้นทางการค้าใหม่
ท่าเรือเมืองคอนสแตนซาก็ถือเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจกับการลงทุนในระยะยาว
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/kd2j179hvv79fha5s8ekayfg







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!