CEO ARTICLE

ผู้ผลักสินค้า

Published on March 3, 2026


Follow Us :

    

ทำอย่างไรให้นักศึกษาจบใหม่เข้าใจโลจิสติสก์สากล ?

Logistics เป็นเรื่องเข้าใจยาก แต่ทำให้ง่ายขึ้นได้ด้วยการมองว่า สินค้าไม่มีเท้าที่จะเดินได้เองจาก “ผู้ขายเพื่อส่งออกประเทศหนึ่ง” ไปยัง “ผู้ซื้อเพื่อนำเข้าอีกประเทศหนึ่ง”
แต่สินค้าต้องอาศัยผู้ผลักให้เคลื่อนตัว ในที่นี้ขอจัดเป็น 4 กลุ่มบวก 1 ดังนี้
1. Inland Transport
คือ ผู้ขนส่งภายในประเทศ เป็นผู้ผลักจากที่ทำการผู้ส่งออกไปยังท่าเรือส่งออก และผลักจากท่าเรือนำเข้าไปยังที่ทำการผู้นำเข้า ผู้ขนส่งมีทำหน้าที่ในส่วนการเคลื่อนย้ายเท่านั้น
2. Customs Broker
คือ ตัวแทนออกของซึ่งมุ่งเน้นไปที่พิธีการศุลกากรเพื่อผลักสินค้าให้ผ่านด่านศุลกากร
Customs Broker ทำงานด้วยระบบท้องถิ่นของแต่ละประเทศ ต้องมีความรู้กฎหมายต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้าที่จะส่งออกและนำเข้า Customs Broker คือ “ชิปปิ้ง” ที่คนไทยเข้าใจ บางรายให้บริการ Inland Transport ไปด้วย และจัดอยู่ในส่วนการเคลื่อนย้ายเช่นกัน
3. Shipping Agent
Shipping คือ การขนส่งระหว่างประเทศ Shipping Agent จึงเป็นตัวแทนผู้ขนส่งทางเรือ
Shipping Agent เป็นผู้ผลักสินค้าให้เคลื่อนตัวจากท่าส่งออก (Port of Departure) ไปยังท่านำเข้า (Port of Arrival) หรือที่เรียกว่า Port to Port และอยู่ในส่วนการเคลื่อนย้ายเช่นกัน
Shipping Agent บางรายก็ให้บริการ Inland Transport และ Customs Broker ไปด้วย
4. Freight Forwarder
Freight คือ พื้นที่ระวางสินค้าบนพาหนะขนส่ง Forwarder คือ ผู้ผลักไปข้างหน้า
Freight Forwarder จึงเป็นผู้รับจัดการพื้นที่ระวางขนส่งเพื่อผลักสินค้าจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง (Place to Place) หรือรับสินค้าจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อแบบ Door to Door ที่เรียกตาม IncoTerms ว่า EXW (Ex-Works) จนถึง DDP (Delivery Duty Paid) ซึ่งรวมภาษีให้แล้ว
IncoTerms มีหลายเงื่อนไข Freight Forwarder ให้บริการผลักสินค้าทุกเงื่อนไข
Freight Forwarder จะซื้อพื้นที่ระวางสินค้าจาก Shipping Agent เช่น ซื้อพื้นที่ทั้งตู้สินค้ามาแบ่งขาย บางรายให้บริการ Inland Transport, Customs Broker บางรายทำหน้าที่ Shipping Agent จนดูทับซ้อนกันไปด้วย แต่ทั้งหมดก็อยู่ในส่วนการเคลื่อนย้ายเหมือนกัน
ทั้ง 4 กลุ่มข้างต้นอยู่ในส่วนการเคลื่อนย้ายที่เพียงพอต่อการผลักสินค้าส่งออกและนำเข้าให้สำเร็จได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องนำ Logistics มาบวก 1 ให้เป็นกลุ่มที่ 5 ที่เข้าใจยากแต่อย่างใด

5. Logistics Service
หากเป็นผู้ผลักสินค้าสากล ชื่อเต็ม ๆ คือ International Logistics Service Provider
Logistics ทำหน้าที่รวบรวม จัดเก็บ เคลื่อนย้าย และกระจายสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำซึ่งต้องมีการพยากรณ์ความต้องการ จัดการคำสั่งซื้อ ประสานงานกับ Supplier คลังสินค้า ทำสินค้าคงคลัง จัดทำบรรจุภัณฑ์ ศูนย์กระจายสินค้า การทำงานจึงมากกว่าการเคลื่อย้ายที่รวมถึง Inland Transport, Customs Broker, Shipping Agent, Freight Forwarder
“ต้นน้ำ” Logistics เป็นผู้รวบรวม จัดเก็บ และเคลื่อนย้ายวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการผลิตจากผู้จัดหาต่าง ๆ หรือจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้เข้าสู่กระบวนการผลิต
“กลางน้ำ” Logistics เป็นผู้ร่วมวางแผนกระบวนการผลิต เคลื่อนย้าย และจัดเก็บ
“ปลายน้ำ” Logistics เป็นผู้กระจายสินค้าไปสู่ความต้องการเพื่อบริโภคระดับต่าง ๆ และเพื่อสนองต่อความต้องการอย่างเป็นห่วงโซ่ หรือที่เรียกว่าห่วงโซ่อุปสงค์ (Demand Chain)
Logistics จึงเป็น 4 บวก 1 ที่มีกิจกรรมมากกว่าการเคลื่อนย้าย เปรียบ Logistics เป็นแม่คนหนึ่งที่มีลูกมากกว่า 10 คน การเคลื่อนย้ายทั้ง 4 กลุ่มจัดเป็นเพียงลูก 4 คนเท่านั้น
หากเป็น Logistics สากลก็ต้องมีการตลาดต่างประเทศเพื่อความมั่นคงของเครือข่าย การขยายกิจกรรม และความต่อเนื่องเป็นวงจร International Logistics Service Provider
ผู้ที่ต้องการส่งออกและนำเข้าธรรมดาจึงใช้เพียงผู้ผลัก 4 กลุ่มก็พอโดยไม่ต้องมี Logistics
แต่ผู้ที่ต้องการบริหารห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงห่วงโซ่อุปสงค์ที่อยู่ปลายน้ำ ทำให้มีต้นทุนต่ำลง ให้ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้นจำเป็นต้องมี Logistics ให้เป็น 4 บวก 1 เพื่อช่วยเหลือ
“สินค้าไม่มีเท้าที่จะเดินได้เอง ต้องมีผู้ผลักให้ส่งออกและนำเข้า” เป็นคำที่นักศึกษาควรจำ
แต่จะมีผู้ช่วยผลักสินค้าให้เคลื่อนย้ายเพียง 4 กลุ่ม หรือจะเพิ่ม Logistics ให้เป็น 4 กลุ่มบวก 1 ก็ขึ้นอยู่กับผู้ส่งออกและผู้นำเข้าจะต้องการความช่วยเหลือมากน้อยเพียงใด.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
================

พื้นที่โฆษณา
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : March 3, 2026

Logistics

บทบาทและความสำคัญของท่าขนส่งสินค้าหลักของอินเดียต่อการนำเข้าสินค้าไทย ปี 2568 (รัฐทมิฬนาฑู และรัฐอานธรประเทศ)

การค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับอินเดีย ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งด้านมูลค่าและความหลากหลายของสินค้า

ข้อมูลจาก Global Trade Atlas ระบุว่า ในปี 2568 อินเดียมีมูลค่านำเข้าสินค้าจากต่างประเทศรวม 7.53 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยท่าขนส่ง 10 อันดับแรกที่มีมูลค่านำเข้าสูงสุด ได้แก่ Nhava Sheva Sea (ร้อยละ 10.93) Delhi Air (ร้อยละ 8.23) Chennai Sea (ร้อยละ 6.00) Mundra (ร้อยละ 5.48) Mumbai Air (ร้อยละ 5.19) Chennai Air (ร้อยละ 4.67) Mumbai Sea (ร้อยละ 3.67) Paradip Sea (ร้อยละ 3.52) SEZ Jamnagar (Reliance) (ร้อยละ 3.02) และ Vadinar (ร้อยละ 2.91) สะท้อนให้เห็นว่าการขนส่งทางทะเลยังคงเป็นช่องทางหลักของการค้าอินเดีย ขณะที่การขนส่งทางอากาศมีบทบาทสำคัญต่อสินค้ามูลค่าสูง

สำหรับการนำเข้าสินค้าไทย ท่าขนส่งที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ACC Amritsar (Rajasansi) (2,776 ล้านเหรียญสหรัฐ) Nhava Sheva Sea (2,288 ล้านเหรียญสหรัฐ) Chennai Sea (1,621 ล้านเหรียญสหรัฐ) Ahmedabad Air Cargo Complex (1,194 ล้านเหรียญสหรัฐ) ICD Garhiharsaru (544 ล้านเหรียญสหรัฐ) Delhi Air (514 ล้านเหรียญสหรัฐ) Kattupalli Port/Tiruvallur (489 ล้านเหรียญสหรัฐ) Mumbai Air (476 ล้านเหรียญสหรัฐ) Chennai Air (453 ล้านเหรียญสหรัฐ) และ Mundra (Gujarat) (434 ล้านเหรียญสหรัฐ)

บทบาทของท่าขนส่งในรัฐทมิฬนาฑูและรัฐอานธรประเทศ
พื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของอินเดีย โดยเฉพาะรัฐทมิฬนาฑูและรัฐอานธรประเทศ เป็นฐานอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ และเป็นจุดกระจายสินค้าหลักเข้าสู่ภาคการผลิตในอินเดียตอนใต้

1) Chennai Sea
ท่าเรือเจนไนตั้งอยู่ในเมืองเจนไน รัฐทมิฬนาฑู บริหารโดย Chennai Port Authority ภายใต้กระทรวงท่าเรือ การเดินเรือ และทางน้ำของอินเดีย เป็นท่าเรือหลักของภาคใต้และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี
ปี 2568 มีมูลค่านำเข้าสินค้าไทย 1,621.64 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.07 คิดเป็นร้อยละ 10.22 ของมูลค่าสินค้าไทยผ่านท่าขนส่งทั้งหมดของอินเดีย สินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องจักรไฟฟ้า ยาง และพลาสติก การเติบโตดังกล่าวสะท้อนความต้องการวัตถุดิบและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคการผลิตในรัฐทมิฬนาฑู ซึ่งมีบทบาทเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของอินเดีย

2) Kattupalli Port / Tiruvallur
เป็นท่าเรือเอกชนบริหารโดย Adani Ports and SEZ Limited มีบทบาทสนับสนุนเขตอุตสาหกรรมรอบเมืองเจนไน รองรับเรือขนาดใหญ่และตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรมหนัก
มีมูลค่านำเข้าสินค้าไทย 489.87 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 2.49 สินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องจักร ยานยนต์ ยางและผลิตภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วน เหล็ก

3) Chennai Air
ท่าอากาศยานนานาชาติเจนไน บริหารโดย Airports Authority of India มีบทบาทต่อสินค้ามูลค่าสูง อาทิ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรไฟฟ้า และอัญมณี
ปี 2568 มีมูลค่านำเข้าสินค้าไทย 453.46 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 135.92 แสดงถึงแนวโน้มการขยายตัวของสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วและมีมูลค่าเพิ่มสูง สินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักรกล

4) ICD Irungattukottai
ตั้งอยู่ที่ Sriperumbudur เขต Kanchipuram เป็นท่าบกเชื่อมต่อทางรถไฟกับท่าเรือหลัก ดำเนินการโดย Container Corporation of India (CONCOR) รองรับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์
มีมูลค่านำเข้าสินค้าไทย 300.09 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.11 โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของท่าแห่งนี้ สินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องจักรกล ยานยนต์และชิ้นส่วน พลาสติก เครื่องจักรไฟฟ้า อลูมิเนียม

5) Tuticorin Sea (V.O. Chidambaranar Port)
ตั้งอยู่ที่เมือง Thoothukudi บริหารโดย V.O. Chidambaranar Port Authority เป็นประตูสู่ภาคใต้ตอนล่างของอินเดีย รองรับสินค้าเทกองและตู้คอนเทนเนอร์
มีมูลค่านำเข้าสินค้าไทย 173.46 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.25 สินค้าหลัก ได้แก่ ไขมันจากพืชและสัตว์ เส้นใย พลาสติก ไม้ และกระดาษ

6) Krishnapatnam Port
เป็นท่าเรือเอกชนในเขต Nellore รัฐอานธรประเทศ บริหารโดย Adani Krishnapatnam Port Limited รองรับสินค้าเทกองและวัตถุดิบอุตสาหกรรม
มีมูลค่านำเข้าสินค้าไทย 265.00 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 70.89 โดยสินค้าจากไทยร้อยละ 100 เป็นน้ำมันและไขมันจากพืชและสัตว์ สะท้อนความต้องการด้านอุตสาหกรรมอาหาร

7) Visakhapatnam Sea
เป็นหนึ่งในท่าเรือหลักฝั่งตะวันออก ตั้งอยู่ในเมือง Visakhapatnam รัฐอานธรประเทศ บริหารโดย Visakhapatnam Port Authority รองรับสินค้าเทกองและวัตถุดิบอุตสาหกรรมหนัก รวมไปถึงถ่านหิน เหล็ก แร่ และเคมีภัณฑ์
มีมูลค่านำเข้าสินค้าไทย 134.90 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 9.05 สินค้าหลัก ได้แก่ เคมีอินทรีย์ ทองแดง แป้งมันสำปะหลัง กระดาษ เครื่องจักรกล และพลาสติก

ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
โครงสร้างการนำเข้าสินค้าไทยผ่านท่าในรัฐทมิฬนาฑูมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับภาคอุตสาหกรรมขั้นกลางและอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่รัฐอานธรประเทศมีบทบาทรองรับสินค้าเกษตรและวัตถุดิบอุตสาหกรรมหนัก ดังนั้น การกำหนดยุทธศาสตร์ส่งออกของไทยควรให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ การพัฒนาเครือข่ายโลจิสติกส์ และการส่งเสริมสินค้าเทคโนโลยีขั้นกลางและขั้นสูง เพื่อรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดในอินเดียอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ การเติบโตสูงของการนำเข้าสินค้าไทยผ่านท่าอากาศยานเจนไนและท่า Krishnapatnam สะท้อนแนวโน้มการขยายตัวของสินค้ามูลค่าสูงและสินค้าเกษตรแปรรูป ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยสามารถต่อยอดเชิงกลยุทธ์ได้ในระยะกลางถึงระยะยาว

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/v7fapo6nkp8pl2zwzw4jm4yn

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *