SNP eJournal

ฉบับที่ 452

Follow Us :     เพิ่มเพื่อน  

CEO ARTICLE

“ตีเสมอ 2:2”

ศาลยกเลิกคุ้มครองรถเมล์ NGV

ข้อมูลข้างต้นเป็นการเปิดเผยของนายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 2 มีนาคม 2560 ได้นำข้อมูลดังกล่าวมาลงเป็นหัวข้อด้านในฉบับ

ใครอ่านข่าวนี้ก็ต้องตกใจ

เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ศาลเพิ่งมีคำสั่งคุ้มครองผู้นำเข้าให้สามารถนำรถเมล์ NGV ออกจากอารักขาของกรมศุลกากรได้โดยการวางเงินประกันเฉพาะค่าภาษี 40% และไม่ต้องวางประกันค่าปรับ 2 เท่าของภาษี

ข่าวเวลานั้นทำให้การให้คะแนนเล่น ๆ ผู้นำเข้าขึ้นมาเป็นต่อกรมศุลกากร 2 : 1 ในศึกช้างชนช้างรถเมล์ NGV ที่ประเมินจากด้านเอกสารและด้านกฎหมายที่ทำให้ผู้นำเข้าดูท่าเป็นต่อทั้ง 2 ขั้น

ขณะที่ด้านข้อเท็จจริงกรมศุลกากรเป็นต่อเพียงขั้นเดียว

พอหัวข้อข่าวศาลสั่งยกเลิกคุ้มครองของท่านรองชัยยุทธ คำคุณ ออกมา ผลก็ส่งให้กรมศุลกากรกลับมาได้เปรียบ 1 ขั้น คะแนนต่อรองกลับขึ้นมาตีเสมอ 2 : 2 ทันที

ผลของการยกเลิกคุ้มครองรถเมล์ NGV นี้ ทำให้ผู้นำเข้าต้องวางเงินประกันทั้งค่าภาษีและค่าปรับอีกประมาณ 2 เท่า หากต้องการรับรถเมล์ที่เหลือออกมาก่อน

ในเนื้อหาข่าวมีการรายงานว่า รถเมล์ 489 ทั้งหมดนำเข้ามา 5 เที่ยวเรือ ที่เป็นปัญหาการตีความและการต่อสู้กันในเรื่องถิ่นกำเนิดมาเลเซียหรือจีน คือ

เที่ยวเรือที่ 1 และ 2 จำนวนรวม 100 คัน

ส่วนเที่ยวเรือที่ 3 – 5 จำนวนรวม 389 คันนั้น ในข่าวรายงานว่า ผู้นำเข้ายินยอมสำแดงเมืองกำเนิดประเทศจีน และยินยอมชำระภาษีอากรครบถ้วนโดยรับรถเมล์ไปแล้ว

จากรายงานข่าวนี้ก็ทำให้เกิดประเด็นชวนคิดตามมา

    1. การพิสูจน์เรื่องถิ่นกำเนิดของรถเมล์ 2 เที่ยวเรือแรกไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย หรือจีนนั้นยังไม่มีข้อยุติ แล้วทำไมผู้นำเข้าจึงยินยอมสำแดงถิ่นกำเนิดในเที่ยวเรือที่ 3-5 เป็นประเทศจีนทันที มันส่งผลให้ไม่สามารถรับยกเว้นอากรขาเข้าตามข้อตกลงอาเชียนเหลือ 0% ได้

กล่าวง่าย ๆ แค่สำแดงถิ่นกำเนิดเป็นจีนสำหรับเที่ยวที่ 3 – 5 ผู้นำเข้าก็มีทีท่าจะกลายเป็นรองขึ้นมาแล้ว

    1. ตอนที่ขอให้ศาลสั่งคุ้มครอง ผู้นำเข้าให้ข้อมูลว่าความผิดฐานสำแดงเท็จอันเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้าตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2481 มาตรา 5 ให้ใช้เฉพาะสินค้าเกี่ยวกับของหัตถกรรมเท่านั้นไม่ใช่สินค้ารถยนต์โดยสาร

ข้อมูลที่เสนอต่อศาลนี้เป็นข้อกฎหมาย

ศาลท่านรับฟัง แล้วศาลท่านก็สั่งคุ้มครอง

แล้วทำไม ผู้นำเข้าไม่นำข้อมูลทางกฎหมายนี้มาใช้ประโยชน์สู้ต่อกับเที่ยวเรือที่ 3 – 5 อีก 389 คัน โดยการสงวนสิทธิ์ขอคืนอากรขาเข้าในภายหลัง

กล่าวให้เข้าใจสั้น ๆ คือ สำแดงถิ่นกำเนิดมาเลเซียเหมือนเดิม

เหตุผลง่าย ๆ ก็คือ อย่างน้อยก็มีใบรับรองถิ่นกำเนิดมายืนยัน และหากผิด ศาลก็รับฟังข้อกฎหมายไว้แล้ว

“การสำแดงเท็จอันเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดให้ใช้เฉพาะสินค้าเกี่ยวกับของหัตถกรรมเท่านั้นไม่ใช่สินค้ารถยนต์โดยสาร” จึงให้ความคุ้มครองเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า

เมื่อสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นมาเลเซียพร้อมใบรับรองถิ่นกำเนิดมาเลเซียแล้ว ก็ยื่นคำร้องขอชำระอากรขาเข้าไปด้วยโดยเหตุผล “ความไม่แน่ใจ ต้องการตรวจสอบเพิ่มเติม และปัญหาที่พบในเที่ยวเรือที่ 1 -2 ”

จากนั้นก็สงวนสิทธิ์ขอคืนอากรภายหลังตามมาตรา 10 แห่ง พรบ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 ที่กำหนดให้แจ้งเจ้าหน้าที่พึงรู้ก่อนส่งมอบสินค้าซึ่งกรมศุลกากรอาจยินยอมให้สงวนสิทธิ์หรือไม่ก็ได้แต่ก็เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของผู้นำเข้า

แล้วก็ปล่อยให้กระบวนการต่อสู้ดำเนินไปตามช่องทางกฎหมาย หากผลการพิสูจน์ในภายหลังไม่ใช่ถิ่นกำเนิดมาเลเซีย อากรขาเข้าเที่ยวเรือที่ 3 – 5 ก็ชำระครบแล้ว ความผิดหนัก ๆ ก็ไม่เกิด ค่าปรับสูง ๆ ก็ไม่มี

แต่หากการต่อสู้ในทางกฎหมาย เที่ยวเรือที่ 1 – 2 จำนวน 100 คัน กลับชนะขึ้นมา มันก็น่าจะส่งผลให้เที่ยวเรือที่ 3 -5 ชนะไปด้วย อากรขาเข้าที่ได้ชำระไปแล้วที่ย่อมได้คืนมา

นี่คือความคิดเห็นส่วนตัวที่ไม่รู้เหตุผลว่า ทำไมผู้นำเข้าเลือกใช้สำแดงถิ่นกำเนิดเป็นจีนและเลือกชำระอากรขาเข้าไปเลย ???

ข้อมูลที่เปิดเผยออกสู่สาธารณะในวันนี้ก็พอสรุปได้ว่า 2 เที่ยวเรือแรกจำนวน 100 คัน มีการสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นมาเลเซีย มีใบรับรองจากหน่วยราชการมาเลเซียประเภท C/O Form D มายืนยัน แต่กรมศุลกากรมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า ถิ่นกำเนิดไม่ใช่มาเลเซียจึงปฏิเสธการยกเว้นอากรขาเข้าตามข้อตกลงอาเชียน ให้ถือเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว และมีโทษปรับหลายเท่ารออยู่

ต่อมา มีการนำเข้าเที่ยวเรือที่ 3 – 5 อีก 389 คัน สินค้าเหมือนกันแต่สำแดงประเทศกำเนิดเป็นจีน และชำระอากรขาเข้าโดยไม่ใช้สิทธิ์ข้อตกลงอาเชียน

ความคิดเห็นส่วนตัวเชื่อว่า ผู้นำเข้าต้องมีทีมกฎหมายที่มีความรู้ดีกว่านี้แน่

เมื่อสัปดาห์ก่อนยังพลิกสถานการณ์ด้วยคำสั่งศาลมาเป็นต่อ 2 : 1 ได้ แต่สัปดาห์นี้กลับถูกตีตื้นขึ้นมาเป็นเสมอ 2 : 2 แบบผู้ชมให้คะแนนเอง

ข้อกฎหมายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน คนเรียนกฎหมายเล่มเดียวกัน สถาบันเดียวกัน อาจารย์คนเดียวกันยังตีความแตกต่างกัน

ทีมกฎหมายของผู้นำเข้าก็ย่อมมีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป

มันเป็นการต่อสู้ทางกฎหมาย ไม่มีใครตอบได้ว่าใครถูกหรือผิด

จนกว่าเรื่องจะมาจบลงที่ศาลตัดสิน

จากรายงายข่าวของไทยรัฐข้างต้น เที่ยวเรือที่ 3 – 5 จำนวน 389 คัน สำแดงถิ่นกำเนิดเป็นจีนก็คงจบแล้ว คงเหลือแต่เที่ยวเรือที่ 1 – 2 จำนวน 100 คัน ที่ผู้ติดตามคงต้องดูก่อนต่อไป

หนังยาวอาจไม่ยาวอย่างที่คิดก็ได้

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

The Logistics

ล้ำไปอีก ขึ้น Finnair เปย์แบบฟิน ฟินกับ Alipay

สายการบินแห่งชาติฟินแลนด์ หรือ Finnair จะเป็นสายการบินแรกในโลกที่ให้บริการการชำระเงินออนไลน์ผ่านระบบ Alipay บนเครื่องบิน โดยได้มีการทำการทดลองระบบการชำระเงิน Alipay ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา และกำลังจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการระหว่างเที่ยวบินกรุงเฮลซิงกิ – เซี่ยงไฮ้

ผู้บริหารของ Finnair มีวิสัยทัศน์ว่า การใช้ประโยชน์จาก digitalisation เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เพื่อการเติบโตของบริษัทฯ ในขณะที่ผู้โดยสารระหว่างเอเชีย – ยุโรปมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบการชำระเงินที่คุ้นเคยและรวดเร็วสะดวกสบายจะช่วยสร้างความประทับใจและเพิ่มลูกค้าไปในตัว ผู้โดยสารที่เข้าใช้บริการในฟินน์แอร์เล้าจน์ที่สนามบินเฮลซิงกิ สามารถชำระเงินผ่าน Alipay ได้ และยังสามารถจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการต่างๆ บนเครื่องบิน หรือสนามบิน (เช่น ซื้อสินค้าปลอดภาษี, การอัพเกรดที่นั่งบนเครื่องบิน ฯลฯ) ด้วยการสแกน QR code ได้อีกด้วย

อนึ่ง Alipay คือ ระบบการชำระเงินค่าสินค้า/บริการผ่านทางออนไลน์ (e-Payment) ของประเทศจีน ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบที่มีความปลอดภัยสูง และเว็บไซต์ทั่วโลกต่างก็รองรับ ไม่ว่าจะซื้อหาสินค้าจากเว็บไซต์ไหน ก็สามารถชำระเงินผ่านระบบ Alipay ได้ โดยเฉพาะเว็บไซต์ของจีน หากเทียบกับระบบการชำระเงิน Paypal ของฝั่งยุโรป Alipay ก็ถือว่าเป็น Chinese Paypal นั่นเอง

น.ส. สุวิตรี ศรีมงคลวิศิษฏ์