SNP eJournal

ฉบับที่ 456

Follow Us :     เพิ่มเพื่อน  

CEO ARTICLE

“หมัดเดียว”

การยื่นขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ต้องยื่นขอภายใน 6 เดือน

หากเอกสารยังไม่เรียบร้อยก็ให้ยื่นขอผ่อนผันไว้ก่อน

ขณะนี้มีข่าวออกมาว่า นอกจากผู้ประกอบการต้องยื่นขอผ่อนผันภายใน 6 เดือนแล้ว

การผ่อนผันยังต้องประกอบด้วยใบขนสินค้าขาออกระบุเลขที่ที่ถูกต้องซึ่งหมายถึงใบขนสินค้าที่แสดงสถานะ 04 และสามารถยื่นขอผ่อนผันได้เพียงครั้งเดียว

ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงข่าวที่ยังไม่มีคำสั่งภายในของกรมศุลกากรออกมา แต่หากเป็นเรื่องจริงก็ย่อมมีผลเกิดขึ้นต่อผู้ประกอบการที่นำวัตถุดิบเข้ามาผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งกลับออกไปตามาตรา 19 ทวิ ทั้งทางบวกและลบในเวลาเดียวกัน

มันคล้าย ๆ กับการให้ใช้หมัดเดียว

จอดหรือแจวให้รู้ไปเลย

วัตถุดิบ ของ หรือสินค้าที่นำเข้าประเทศไทย ชำระภาษีอากร หรือวางหลักประกันไว้ขณะนำเข้า หากส่งกลับออกไป ผู้นำเข้าสามารถขอคืนอากรขาเข้า หรือหลักประกันที่วางไว้ได้

ข้อมูลนี้ ผู้ประกอบการหลายท่านรู้ และรู้ด้วยว่าควรทำอย่างไรให้ได้คืนภาษีอากร

หลายท่านก็รู้แต่ไม่รู้ชัด ๆ ว่าควรทำอย่างไรให้ได้คืนภาษีอากร

ขณะที่ผู้ประกอบการอีกหลายท่านไม่รู้เลย

คำว่า ภาษีอากรที่ผู้ประกอบการต้องชำระขณะนำเข้ามี 2 คำ ประกอบเข้าด้วยกัน คำแรกคือ “ภาษี และคำที่สองคือ “อากร”

ภาษีเป็นรายได้ของรัฐที่จัดเก็บโดยกรมสรรพากร การนำเข้าที่ต้องชำระภาษี (หากมี) นั่นก็คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม

กรมศุลกากรทำหน้าที่เพียงจัดเก็บจากผู้นำเข้าแล้วส่งให้กรมสรรพากรเท่านั้น

ภาษีมูลค่าเพิ่มจึงอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสรรพากร การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มทุก ๆ กรณี ผู้ประกอบการจึงต้องขอคืนจากกรมสรรพากรตามระบบบัญชีปกติซึ่งผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบส่วนมากต่างก็มีความรู้ดีอยู่แล้ว

อากรก็เป็นรายได้ของรัฐเช่นกันแต่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมศุลกากร ดังนั้นเมื่อจะขอคืนจากการส่งกลับออกไปก็ต้องขอคืนโดยตรงจากกรมศุลกากร

วัตถุดิบ ของ หรือสินค้าที่ชำระอากรขาเข้าไปแล้วและมีการส่งกลับออกไปเพื่อขอคืนอากร  ขาเข้าในภายหลัง กฎหมายแบ่งง่าย ๆ ออกเป็น 2 กรณี

กรณีที่ 1 วัตถุดิบ ของ หรือสินค้าที่นำเข้าไม่ได้ใช้ประโยชน์ใด ๆ ระหว่างที่วัตถุดิบ ของ หรือสินค้านั้นอยู่ในประเทศไทย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ และส่งกลับออกไปในสภาพเดิมภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า ไม่ว่าจะส่งไปจำหน่าย ส่งคืน หรือให้เปล่า ๆ ก็ตาม

อย่างนี้ก็เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 19 สามารถขอคืนอากรที่ชำระได้ 9 ใน 10 ส่วน

ส่วนที่เหลืออีก 1 ใน 10 ส่วนที่กรมศุลกากรจะกักเก็บไว้นั้น แต่กฎหมายกำหนดให้กักเก็บไว้ได้ไม่เกิน 1,000 บาท

กล่าวง่าย ๆ คือ อากรขาเข้าตามมาตรา 19 นี้ สามารถขอคืนได้เกือบหมด ส่วนที่ขาดไปจะไม่เกิน 1,000 บาท เท่านั้น

กรณีที่ 2 วัตถุดิบ ของ หรือสินค้าที่นำเข้ามาแล้วมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะโดยใช้ในการผลิต ประกอบ ผสม หรือบรรจุเป็นของหรือสินค้าใหม่ขึ้นมาแล้วส่งกลับออก

อย่างนี้ก็เข้าหลักเกณฑ์มาตรา 19 ทวิ สามารถขอคืนอากรได้เช่นกัน ส่วนจะคืนได้เท่าไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับสูตรการผลิตที่ต้องยื่นก่อนการส่งออก

ข้อแตกต่างระหว่างมาตรา 19 และ 19 ทวิก็คือ ลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป หรือการใช้ประโยชน์

จริง ๆ กฎหมายเพื่อการนำเข้าและส่งกลับออกไปยังมีมากกว่านี้แต่ที่นำมาเพียงเท่านี้เพื่อชี้ว่า กฎหมายมีหลายมาตรา ทุกมาตราจะมีสาระสำคัญของกฎหมาย

ผู้ประกอบการเลือกให้ถูกมาตรา ปฏิบัติตามเงื่อนไข ก็ย่อมได้ประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด

เงื่อนไขของการขอคืนอากรทั้งมาตรา 19 และ 19 ทวิ ผู้ประกอบการต้องยื่นขอภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ยานพาหนะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

แต่หากเอกสารในการยื่นขอคืนอากรยังไม่เรียบร้อย ผู้ประกอบการก็ยังสามารถยื่นและขอผ่อนผันไปไว้ก่อนได้

พอมีข่าวมาว่า การยื่นขอผ่อนผันเฉพาะมาตรา 19 ทวิ นั้นต้องประกอบด้วยใบขนสินค้าขาออกที่แสดงสถานะ 04 และสามารถยื่นขอผ่อนผันได้เพียงครั้งเดียว

เงื่อนไขนี้ก็มีผลอย่างไรต่อผู้ประกอบการ ???

ปัจจุบันการผ่านพิธีการศุลกากรเพื่อนำเข้าหรือส่งออก ประเทศไทยใช้การผ่านในระบบไร้กระดาษ (Paperless Customs Formality) มานานแล้ว

ระบบไร้กระดาษทำให้ไม่มีใบขนสินค้าต้นฉบับเหมือนในอดีต ข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บอยู่ในระบบ บางคนก็กล่าวว่ามันลอยอยู่ในอากาศ

มันจึงไม่มีลายเซ็นมากมายมาแสดงว่า ใบขนสินค้านี้อยู่ในพิธีการจุดใดแล้วโดยระบบจะกำหนดใช้รหัสเป็นตัวชี้สถานะ หรือ status ของใบขนสินค้า

ใบขนสินค้าที่แสดง status 01 หมายถึง อยู่ในระหว่างการร่าง

ใบขนสินค้าที่แสดง status 02 หมายถึง ส่งผ่านระบบอิเล็คโทนิคไปยังกรมศุลกากรแล้ว

ใบขนสินค้าที่แสดง status 03 หมายถึง ได้รับการตอบรับจากกรมศุลกากรแล้ว (สินค้าได้รับการรับรองคอนเทนเนอร์ผ่านเขตการอารักขาศุลกากร)

ใบขนสินค้าที่แสดง status 04 หมายถึง ส่งออกสมบูรณ์ ซึ่งในที่นี้หมายถึงยานพาหนะที่ใช้บรรทุกสินค้าได้ออกเดินทางออกจากราชอาณาจักรไทย

เงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบทันทีคือ

ใบขนสินค้าที่แสดง status 04 มักล่าช้าจากระบบเรือสินค้าและระบบการสุ่มตรวจ หากสินค้าที่บรรทุกอยู่ในตู้สินค้าเดียวกันถูกสุ่มตรวจและมีปัญหาที่ไม่อาจให้ status 04 ได้ มันก็พลอยให้ใบขนสินค้าของผู้ประกอบการไม่ได้รับ status 04 ตามไปด้วย

มันอยู่ในตู้เดียวกันก็พลอยไม่ได้ status 04 เหมือนกัน

การยื่นขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ หรือขอผ่อนผันภายใน 6 เดือนก็ทำไม่ได้

ขณะเดียวกัน การกำหนดให้ยื่นผ่อนผันได้เพียงครั้งเดียวก็ส่งผลให้ผู้ประกอบการอาจต้องสละสิทธิ์การขอคืนอากรไปเลยก็ได้

หากการยื่นขอผ่อนผันครั้งแรกแล้วปัญหายังไม่เสร็จสิ้น

ในทางตรงกันข้าม หากใบขนสินค้าพร้อม เอกสารที่ใช้ประกอบการขอคืนอากรพร้อม การกำหนดให้ยื่นภายใน 6 เดือน ยื่นผ่อนผันได้เพียงครั้งเดียว และต้องประกอบด้วยใบขนสินค้าแสดง status 04 ก็กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การขอคืนอากรขาเข้าเร็วขึ้น

หากข่าวนี้เป็นเรื่องจริง ผู้ประกอบการหรือตัวแทนที่ทำงานก็ต้องมีความรู้ให้มากขึ้น วิ่งให้ดีขึ้น และต้องระมัดระวังให้มากขึ้นเพราะเงื่อนไขนี้ก็คือหมัดเดียวจริง ๆ

มันคือหมัดเดียวที่จะทำให้การคืนอากรจอด หมดสิทธิ์ หรือแจว ได้สิทธิ์ด้วยความเร็วไปรับเงินคืนอากรต่อไป

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

The Logistics

วิธีตรวจสอบใบขนสินค้าขาเข้าเบื้องต้น (3)

กลับมาพบกับเรื่องราวเกี่ยวกับใบขนสินค้าขาเข้ากันอีกรอบนะคะ ครั้งที่แล้วค้างกันไว้ที่หัวข้อว่า อัตราอากรภาษีขาเข้าคิดคำนวณจากฐานมูลค่าสินค้าภายใต้ Term : CIF (Cost + Insurance + Freight) แล้วถ้าผู้ประกอบการซื้อสินค้าภายใต้เงื่อนไขอื่นๆ เช่น Ex-works, FOB, CFR (หรือ C&F ก็เรียก) จะมีวิธีคิดอย่างไร

โดยปกติ ถ้าผู้ประกอบการสั่งซื้อสินค้าจากทางโรงงานด้วยราคา Ex-works ก็แปลว่าผู้ประกอบการจะต้องจัดหา Forwarder agent ที่ประเทศต้นทางเพื่อเข้าไปติดต่อรับสินค้าที่โรงงาน/ผู้ขาย ซึ่ง Forwarder agent ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการรับ/จัดส่งสินค้าจากต้นทางมาปลายทาง ตัวแทนออกของก็สามารถสอบถามราคาหรือขอเอกสารใบแจ้งหนี้ (Freight Invoice) จาก Forwarder agent เพื่อนำค่าใช้จ่ายนั้นมาแปลงราคาเป็น CIF โดยใช้มูลค่า Ex-works ตาม Commercial Invoice จากผู้ขายสินค้า มาบวกกับ ค่าใช้จ่ายต้นทาง (Ex-works charge) + ค่า Freight + ค่าเบี้ยประกัน Insurance ก็จะทำให้สามารถหามูลค่า CIF เพื่อนำมาเป็นฐานคำนวณค่าภาษีอากรขาเข้าได้แล้วค่ะ หรือ ถ้าผู้ประกอบการซื้อสินค้าภายใต้ Term : FOB ก็แค่ขอราคาค่า Freight จาก Forwarder agent + ค่า Insurance เพิ่มเข้าไป ส่วน Term : CFR หรือ C&F (Cost + Freight) ก็ให้ใส่ค่าเบี้ยประกันเพิ่มเข้าไป เท่านี้ก็จะกลายเป็นมูลค่า CIF ได้แล้วค่ะ

สำหรับการทำประกันภัย (Cargo Insurance) มีอยู่ 2 แบบหลัก ได้แก่ ทำประกันภัยคุ้มครองสินค้า และ ทำประกันภัยเพื่อออกของ ถ้าอธิบายอย่างง่ายๆ คือ หากผู้ประกอบการเลือกทำประกันภัยคุ้มครองสินค้า สินค้าจะได้รับความคุ้มครองจากความเสียหาย/สูญเสีย ถ้าสินค้าเกิดความเสียหายระหว่างการขนส่ง ผู้ประกอบการก็สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยได้ตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ ซึ่งการทำประกันภัยแบบนี้จะมีค่าเบี้ยประกันที่คิดจากมูลค่าสินค้า และ clause ที่ทำประกันไว้ ยิ่งถ้ามูลค่าสินค้าราคาแพง ต้องการการคุ้มครองสูง ค่าเบี้ยประกันก็จะสูงตามไปด้วย แต่เพื่อความปลอดภัยทำประกันไว้ก็ชัวร์กว่านะคะ

ส่วนการทำประกันภัยเพื่อออกของ จะมีค่าเบี้ยประกันที่ถูกกว่าแบบแรก แต่ก็จะได้รับความคุ้มครองน้อยกว่ามากๆ คือ บริษัทประกันภัยจะคุ้มครองความเสียหายของสินค้าในกรณีที่พาหนะบรรทุกสินค้าเกิดความสูญเสียทั้งหมด เช่น เรือล่มในทะเล, เครื่องบินตก เป็นต้น มีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่เลือกทำประภัยประเภทนี้ เพื่ือนำค่าเบี้ยประกันภัยมาใช้สำหรับเป็นฐานคำนวณภาษีอากรขาเข้า อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการเลือกที่จะไม่ทำประกันภัยแบบไหนเลย ทางกรมศุลฯก็ให้คิดราคาค่าประกันภัย 1% จากราคาสินค้าแทนค่ะ

น.ส. สุวิตรี ศรีมงคลวิศิษฎ์