CEO ARTICLE

ปิดประเทศ

Published on July 19, 2022


Follow Us :

    

“ถ้ารัฐบาลศรีลังกายังไม่มีความมั่นคง สุดท้ายอาจต้องปิดประเทศ”
คำเตือนข้างต้นเป็นของ ‘แบงค์ชาติศรีลังกา’ ที่เกิดวิกฤติซ๊อกโลกในช่วงที่ผ่านมา หากต้องปิดประเทศจริงประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างไร และประเทศไทยได้บทเรียนอะไร ?

แบงค์ชาติยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า “เงินตราต่างประเทศที่ศรีลังกามีอยู่ขณะนี้สามารถซื้อน้ำมันดีเซลได้ 3 ครั้งจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ และซื้อนำมันปิโตรเลียมได้อีก 1 หรือ 2 ครั้งเท่านั้น” (Naewna Online 15.07.22)
น้ำมันขาดแคลน น้ำมันราคาแพงทำให้สินค้าทุกประเภทขาดแคลนและแพงไปด้วย
เมื่อขาดแคลนและแพงมาก ๆ ก็กลายเป็นวิกฤติจนประชาชนยอมรับไม่ได้ ลุกฮือบุกเข้าทำเนียบ ขับไล่ประธานาธิบดีจนต้องหนีออกนอกประเทศ และเป็นข่าวช๊อกโลกดังกล่าว
วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ใหญ่หลวงมาก ไม่รู้จะลุกลามไปทั่วโลกหรือไม่ สาเหตุก็มีมากมายซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ประชาชนเสพติดนโยบายประชานิยม” (finnomena.com)
ประชานิยมคือ การลด หรือการให้ฟรี ๆ เช่น การลดภาษี หรือการแจกเงิน เป็นต้น
การทำประชานิยมในจังหวะที่เหมาะสมย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่หากต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาทำ ขณะที่ประเทศก็มีหนี้สินมากและมีการทุจริตของนักการเมืองซ่อนเร้นมากก็ยิ่งทำให้เงินคงคลังที่ติดลบอยู่แล้วยิ่งติดลบมากขึ้น ค่าเงินที่อ่อนอยู่แล้วก็ยิ่งอ่อนค่ามากขึ้น
ศรีลังกาก็อยู่ในสภาพนี้ 1 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินรูปีอ่อนถึง 33% (Money Economy 27 มิ.ย. 65) หนี้ต่างประเทศจึงเพิ่ม 33% โดยไม่ได้กู้เพิ่ม สินค้าที่นำเข้าก็มีราคาสูงขึ้นอัตโนมัติ ค่าครองชีพ และเงินเฟ้อก็สูงขึ้นอัตโมมัติตามไปด้วย
ส่วนการเมืองก็ถูกคนในตระกูล ‘ราชปักษา’ ยึดครอง คนในครอบครัวได้รับฉายาว่า “Mr. 10%” (thansettakij.com) ซึ่งหมายถึง การเรียกรับผลประโยชน์ 10% จากนักลงทุนและนักธุรกิจเป็นประจำโดยสื่อทุกสำนักรายงานตรงกันว่า รัฐบาลมีการทุจริตมาก
เมื่อทุจริตก็อยากปกปิด แต่อยากได้คะแนนนิยม ประชานิยมจึงเป็นเครื่องมือชั้นดีที่สุด
แต่สุดท้ายก็ปิดไม่มิดเมื่อเกิด Covid-19 ที่ทุกประเทศต้องประคอง ต้องแจกเงินประชาชน ศรีลังกาก็ต้องแจก ต้องกู้เงินมากขึ้น ล่าสุดตามข่าวเป็นหนี้ถึง 47.3 พันล้านดอลลาร์ชนิดที่เรียกว่า “ล้นพ้นตัว”
หนี้สินล้นพ้นตัว ต้องประกาศหยุดชำระหนี้ ต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่พอที่จะซื้อน้ำมัน หรือจ่ายค่าสินค้านำเข้า น้ำมันจึงใกล้หมดประเทศ สินค้าต่าง ๆ ขาดแคลนจนโกลาหล และศรีลังกาอาจต้องปิดประเทศดังกล่าว

ใคร ๆ ก็ชอบประชานิยม หลายประเทศก็ทำประชานิยม และคนไทยก็ชอบไม่ต่างกัน
แต่ใครจะรู้ว่า ประชานิยมในจังหวะที่ไม่เหมาะสมจะก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้ คนที่รู้เรื่องระดับประเทศแบบนี้ก็มีแต่นักวิชาการและนักการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศเท่านั้น
นักการเมืองที่รู้ แต่ทุจริต ยังทำประชานิยมเพื่อปกปิดการทุจริต และให้ได้คะแนนนิยมโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของนักวิชาการจึงเป็นฆาตรกรที่ฆ่าประชาชนทั้งประเทศโดยแท้
ประชาชนที่คิดว่า “นักการเมืองฉลาด เก่ง แม้โกง แต่แจกเงินประชาชนเป็นคนดี” จึงเป็นแนวคิดที่ผิด ฆ่าได้ทั้งประเทศและตัวเอง ความนิยมในนักการเมืองของประชาชนจึงมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของประชาชนเองที่อาจต้องปิดประเทศตามคำเตือนข้างต้น
การปิดประเทศดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่หากดูช่วง Covid-19 ก็จะใกล้ตัวทันที
ช่วงนั้น การแพร่ระบาดหนักมาก ทุกประเทศปิดเมือง ปิดสนามบิน ปิดท่าเรือ ปิดประเทศ ระงับการเดินทาง แต่ทุกประเทศยังเลี้ยงดูประชาชนได้ หรือยังกู้เงินมาแจกให้ประทังชีวิตได้
แต่การปิดประเทศจากความล้มเหลวทางเศรษฐกิจจะหนักกว่ามาก ไม่มีใครอยากให้กู้เงิน ไม่มีเงินจ่ายค่าสินค้านำเข้า แบบนี้สินค้าทุกอย่างจะขาดแคลนและแพงหลายเท่าตัว
ผลที่ตามมาคือ ธุรกิจต้องปิดตัว ประชาชนตกงาน ขาดรายได้ แม้จะพอมีงาน แต่ก็กินอยู่ลำบาก ส่วนประเทศที่เข้ามาช่วยเหลือก็มักเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยน และตักทรัพยากรที่ดีไป
สุดท้ายอธิปไตยของประเทศก็อาจรักษาไว้ไม่ได้ ต้องเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจแก่ผู้อื่นซึ่งล้วนเกิดจากรัฐบาลที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ทุจริตเชิงนโยบาย และเห็นแก่ประโยชน์พวกพร้องทั้งสิ้น
ในวันนี้ ประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 2.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก (matichon.co.th) จึงดูปลอดภัย
แต่พอเหลียวดูหนี้สาธารณะที่สูงถึง 9.8 ล้านล้านบาท (workpoint.com) ใกล้ทุนสำรอง ส่วนหนึ่งก็กู้มาทำประชานิยมในช่วง Covid-19 ราคาน้ำมันและราคาสินค้าที่สูงจนประชาชนกล่นด่า เงินเฟ้อ การทุจริต การซื้อเสียง การแย่งชิงอำนาจของนักการเมืองจนทำให้สังคมแตกแยก และความไม่มั่นคงสู่รัฐบาล แบบนี้ความปลอดภัยที่ว่าดูดีก็น่าจะทำให้คนไทยได้คิดอะไรบ้าง
นักการเมืองต้องนำประเทศ คนไทยนิยมนักการเมืองแบบไหน ประเทศก็เป็นแบบนั้น มันจึงอยู่ที่คนไทยจะนิยมนักการเมืองที่มุ่งเล่นการเมือง หรือมุ่งแก้ปัญหาประชาชนเท่านั้น.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
CEO – SNP Group

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : July 19, 2022

Logistics

ที่แรกในจีน ท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port) ขนสินค้าเรือ+รถไฟไร้รอยต่อ เริ่มใช้งานแล้ว

หลังจากใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 21 เดือน เมื่อไม่นานมานี้ ท่าเทียบเรืออัจฉริยะ (Smart Port) ในท่าเรือชินโจวได้ผ่านการตรวจรับจากส่วนกลางและเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว นับเป็นท่าเทียบเรืออัจฉริยะแห่งที่ 5 ของประเทศจีน และเป็นท่าเทียบเรืออัจฉริยะที่มีฟังก์ชันรองรับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ “เรือ+รถไฟ” เป็นแห่งแรกของประเทศจีน

ตามรายงาน เรือสินค้าของสายเรือ SITC ที่มาจากประเทศอินโดนีเซียเปิดประเดิมเป็นลำแรก มีการขนถ่ายตู้สินค้า 572 TEUs โดยสินค้านำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินแร่ โดยหลังจากที่ลำเลียงตู้สินค้าลงจากเรือแล้ว ได้ลำเลียงสินค้า อาทิ อะไหล่ยานยนต์ กระจก และเคมีภัณฑ์ เพื่อส่งออกจากจีนไปยังกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

ท่าเรือชินโจว ตั้งอยู่ในเมืองชินโจว เป็นท่าเรือศูนย์กลางของกลุ่มท่าเรือรอบอ่าวเป่ยปู้กว่างซี หรือที่คนไทยรู้จักในชื่ออ่าวตังเกี๋ย และเป็น “ข้อต่อ” สำคัญที่ใช้เชื่อมการขนส่งทางเรือกับทางรถไฟ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “ระเบียงการค้าเชื่อมทางบกกับทางทะเลสายใหม่” หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ILSTC (New International Land and Sea Trade Corridor)

หลายปีมานี้ การนำเข้าสินค้าผ่านระบบงานขนส่งต่อเนื่องจากเรือไปยังรถไฟ สามารถรักษาระดับการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จำนวนเที่ยวรถไฟที่วิ่งให้บริการ เพิ่มขึ้นจาก 178 ขบวนในปี 2560 เป็น 6,117 ขบวนในปี 2564 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 33 เท่า และช่วง 6 เดือนแรก ปี 2565 ขบวนรถไฟดังกล่าวลำเลียงตู้สินค้ารวม 3.79 แสน TEUs เพิ่มขึ้น 33.4% (YoY) เส้นทางรถไฟเพิ่มขึ้นจาก 9 เส้นทางเป็น 12 เส้นทาง สามารถลำเลียงสินค้าไปยัง 106 สถานีใน 54 เมืองใน 14 มณฑลทั่วประเทศจีน

ความต้องการใช้งานขนส่งสินค้า “เรือ+ราง” ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีศักยภาพรองรับปริมาณตู้สินค้าที่มีเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นที่มาของโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรืออัจฉริยะในท่าเรือชินโจว

โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรืออัจฉริยะในท่าเรือชินโจว แบ่งเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกที่เพิ่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการนี้ ประกอบด้วยท่าเทียบเรือหมายเลข 7 และ 8 มีความยาวหน้าท่ารวม 518.5 เมตร ความลึก 15.1 เมตร ได้รับการออกแบบให้สามารถรองรับเรือสินค้าขนาด 1 แสนตันเข้าเทียบท่าได้ และสามารถรองรับการขนถ่ายตู้สินค้าได้ปีละ 1.02 ล้าน TEUs

ส่วนเฟสสอง ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ประกอบด้วยท่าเทียบเรือ 2 ท่า ได้รับการออกแบบให้สามารถรองรับเรือสินค้าขนาด 2 แสนตันให้เข้าเทียบท่าได้ และสามารถรองรับการขนถ่ายตู้สินค้าได้ปีละ 1.6 ล้าน TEUs คาดหมายว่าจะเริ่มให้บริการได้ในปี 2566

อุปกรณ์ที่เป็นหัวใจสำคัญของท่าเทียบเรืออัจฉริยะ ประกอบด้วย เครนหน้าท่า เครนขาแบบรางคู่ (Gantry crane) และรถลำเลียงตู้สินค้า (Intelligent Guided Vehicle – IGV) ซึ่งทั้งหมดทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ มีความละเอียดแม่นยำสูง

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนของการขนส่งในรูปแบบ “เรือ+รถไฟ” ที่ท่าเรือชินโจวไปยังมณฑลในภาคตะวันตกของประเทศจีน คือ การขนส่งและโลจิสติกส์ที่มีความมีความรวดเร็ว คล่องตัว ประหยัดเวลา (ใช้เวลาสั้นกว่าการขนส่งแบบเดิมผ่านท่าเรือในภาคตะวันออกของจีนอย่างน้อย 10 วัน) และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่แข่งขันได้ (เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายเงินอุดหนุนค่าใช้จ่าย การตรึงราคาค่าขนส่งแบบราคาเดียว และลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้เท่ากับท่าเรือสากลแห่งอื่นในจีน) โดยมีตลาดเกิดใหม่อย่าง “มณฑลจีนตะวันตก” เป็นตลาดเป้าหมายสำคัญ

การพัฒนาท่าเทียบเรืออัจฉริยะของท่าเรือชินโจว ช่วยให้การขนส่งระหว่างเรือกับรถไฟสามารถทำงานด้วยความราบรื่นและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และจะเป็นหัวสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในเวทีสากลให้ท่าเรือรอบอ่าวเป่ยปู้ และช่วยสนับสนุนการขยายตัวด้านการค้าระหว่างประเทศในพื้นที่จีนตะวันตกให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บีไอซี ขอเน้นย้ำว่า นอกจากการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั่วไปแล้ว การขนส่งสินค้าในโมเดล “เรือ+ราง” ยังสามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้อีกหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นตู้คอนเทนเนอร์แบบที่มีเครื่องทำความเย็น (Reefer) สำหรับการขนส่งผลไม้และผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแช่แข็ง และตู้คอนเทนเนอร์แบบ Open Top ซึ่งเหมาะสำหรับสินค้าเทกอง

นัยสำคัญสำหรับประเทศไทย ท่าเรือชินโจว (ท่าเรือหลักในกลุ่มท่าเรือรอบอ่าวเป่ยปู้) และท่าเรือแหลมฉบัง มีความร่วมมือด้านท่าเรือระหว่างกันอยู่แล้ว โดยมีสายเรือที่ให้บริการอยู่หลายราย อาทิ บริษัท SITC บริษัท PIL และบริษัท EMC

ปัจจุบัน มีเที่ยวเรือให้บริการสัปดาห์ละ 7 เที่ยว ในจำนวนนี้ เป็นเที่ยวเรือที่สามารถใช้ขนส่งผลไม้ได้ 4 เที่ยว เที่ยวเรือที่สั้นที่สุดใช้เวลาเดินทางเพียง 3-4 วัน จึงเป็น “ทางเลือก” ที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขนส่งสินค้าไทยไปเจาะตลาดจีน(ตะวันตก) หรือใช้ช่องทางดังกล่าวในการขนสินค้าจากเรือขึ้นรถไฟไปยังเอเชียกลางและยุโรป ซึ่งใช้เวลาสั้นกว่าทางเรือกว่าครึ่ง

คาดว่า ในอนาคตอันใกล้ “ท่าเรือรอบอ่าวเป่ยปู้” จะกลายเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าที่มีบทบาทสำคัญในเวทีการค้าและเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ประกอบการไทยที่สนใจขนส่งสินค้าไทยไปจีน หรือใช้ช่องทางดังกล่าวเพื่อขนส่งสินค้าไปยังเอเชียกลางและยุโรป ซึ่งปัจจุบัน ท่าเรือชินโจวมีเส้นทางเดินเรือไปยังท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือกรุงเทพของไทยแล้วด้วย

ที่มา: www.thaibizchina.com

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *