CEO ARTICLE
รัฐมนตรีดรีมทีม
ทำอย่างไรประเทศไทยจึงจะได้รัฐมนตรีดรีมทีมมาบริหาร ?
“ดรีมทีม” (Dream Team) มีความหมายตรงตัวว่า “ทีมในฝัน”
หากเป็นกีฬา ทีมในฝันจะประกอบด้วยผู้เล่นตำแหน่งต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยมที่สุดมารวมตัวกัน ทำให้ทีมมีโอกาสชนะ หากเป็นการแข่งขันระดับประเทศก็ยิ่งเป็นที่น่าสนใจของต่างชาติมากขึ้น
ในการจัดทีมบริหารประเทศก็ไม่ต่างจากการจัดทีมกีฬา
เมื่อใดที่ได้นายกรัฐมนตรีมีความสามารถ เมื่อใดที่ได้รัฐมนตรีมีความรู้ มีความถนัดเฉพาะด้านมาบริหารประเทศ เช่น ได้รัฐมนตรีที่ถนัดด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ด้านการศึกษา ด้านเกษตร และอื่น ๆ มารวมตัวกันบริหารประเทศ เมื่อนั้นประเทศก็จะได้รัฐมนตรีดรีมทีม
หากได้มาจริง เพียงแค่โปรไฟล์ดี มีผลงานในอดีตให้เป็นที่ประจักษ์ แม้จะยังไม่เห็นผลงานระดับชาติ แต่ประเทศก็จะมีหน้าตา และเป็นที่เชื่อถือของคนต่างชาติทันที
แค่นี้การท่องเที่ยว การลงทุน การผลิต การซื้อ การขาย และโลจิสติกส์ของประเทศจะดีขึ้น คนในประเทศจะมีงานทำมากขึ้น มีรายได้ดีขึ้น และเศรษฐกิจในภาพรวมก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น
นายกฯ และรัฐมนตรีดรีมทีมจะรู้งาน ไม่เสียเวลาศึกษา ไม่ลองผิดลองถูกที่ทำให้ประเทศเวลาและเสียค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุ ความเจริญก้าวหน้าจะเกิดง่าย และเกิดขึ้นเร็ว
ภาพของรัฐมนตรีดรีมทีมจึงมีความสำคัญต่อการกินดีอยู่ดีของประชาชน
แต่การจัดรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ให้มีภาพดรีมทีมไม่ใช่เรื่องง่าย
ประเทศไทยปกครองด้วยประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา คนจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ต้องมี ส.ส. ในสภาฯ ยกมือสนับสนุนมากกว่ากึ่งหนึ่ง ใครจะเป็นนายกฯ จึงต้องง้อ ส.ส. เป็นธรรมดา
เมื่อได้เป็นนายกฯ ก็ต้องตอบแทน ส.ส. ด้วยการมอบตำแหน่งรัฐมนตรี
ผู้ใดคุม ส.ส. ให้สนับสนุนนายกฯ ได้มาก ผู้นั้นก็มีโอกาสได้ตำแหน่งรัฐมนตรีตามสัดส่วน ส.ส. ที่คุมได้โดยไม่ใส่ใจว่า คนที่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีมีความเหมาะสมและมีประวัติสีเทาอย่างไร
ภาพของรัฐมนตรีดรีมทีมจึงน้อยลง และภาพรัฐมนตรีตามโควต้าจึงมีให้เห็นมากขึ้น
นายกฯ ไม่ต้องง้อ ส.ส. ก็พอมีให้เห็น เช่น การจัดคณะรัฐมตรีของผู้ทำการรัฐประหาร และต้องการสร้างผลงาน รัฐมนตรีที่แต่งตั้งจะมีภาพของดรีมทีมมากกว่า มีภาพมืออาชีพมากกว่า แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด และแม้จะต้องมีการตอบแทนคนที่ร่วมการรัฐประหารบ้างก็ตาม
แต่หากผู้ทำรัฐประหารต้องการอยู่ในการเมืองต่อโดยจัดให้มีการเลือกตั้ง ผู้ทำรัฐประหารก็ต้องได้จำนวน ส.ส. ให้มากที่สุด ต้องมีผู้คุมเสียง ส.ส. ต้องได้ ส.ส. เพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล และเมื่อได้เป็นรัฐบาลจริง การจัดตั้งรัฐมนตรีก็จะวนเข้าสู่ผู้คุม ส.ส. ในระบบโควต้าเช่นเดิม
การจัดรัฐมนตรีดรีมทีมจริง ๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากหากจะจัดกันจริง
ตัวอย่างล่าสุด การจัดรัฐมนตรีในเดือน ก.ย. 68 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีระกูล ได้เป็นนายกฯ แต่มีข้อตกลงจะบริหารประเทศแค่ 4 เดือน จากนั้นต้องยุบสภาฯ เพื่อเลือกตั้งใหม่
นายอนุทินจึงต้องสร้างผลงานให้เร็ว ต้องได้คะแนนนิยมให้มากเพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้าภาพของรัฐมนตรีดรีมทีมจึงเกิดขึ้น แม้จะยังไม่มีผลงานมาก แต่ภาพนี้ก็เป็นที่ยอมรับในสังคม
ดังนั้น การจัดรัฐมนตรีดรีมทีมจึงทำได้ แต่ต้องทำโดยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ดังนี้
1. เรียกร้องดรีมทีม
ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปทุกครั้ง สื่อมวลชนต้องเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองจัดดรีมทีม
เมื่อถูกเรียกร้อง พรรคการเมืองก็ต้องจัดและต้องประกาศว่า ใครเป็นรัฐมนตรีดรีมทีม ดูแลด้านไหน และประชาชนต้องร่วมเรียกร้องทุกพรรคให้จัดดรีมทีมลงเป็น ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์
2. เลือกปาร์ตี้ลิสต์
ประชาชนเลือก ส.ส. เขตด้วยความนิยมส่วนตัว หรืออาจนิยมพรรคเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
แต่การเลือก ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ ประชาชนควรเลือกจากรัฐมนตรีดรีมทีมที่ชอบมากที่สุดของพรรคซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองรู้ จัดให้มีรัฐมนตรีดรีมทีมมากขึ้น และจัดให้ดีที่สุด
3. ต่อต้านรัฐมนตรีโควต้า
รัฐมนตรีระบบโควต้าทำให้เกิดการเมืองบ้านใหญ่ รัฐมนตรีดรีมทีมก็เกิดยาก ประชาชนจึงต้องต่อต้านโดยการแชร์บทความ เนื้อหา และความไม่ถูกต้องของรัฐมนตรีระบบโควต้าให้มากขึ้น
หากทำ 3 ข้อนี้ได้ ทุกพรรคการเมืองจะตระหนักรู้และจะจัดรัฐมนตรีดรีมทีมมากขึ้น
แม้บางครั้งจะมีการเมืองบ้านใหญ่หรือคนสีเทาอยู่ในกลุ่มรัฐมนตรีดรีมทีม แต่ประชาชนรู้ก่อน อาจเลือก อาจไม่เลือก แต่ภาพลักษณ์ของประเทศจะดีกว่าการแอบยัดไส้หลังการเลือกตั้ง
แต่หากประชาชนยังหลงเลือกพรรคโดยไม่ดูรายชื่อรัฐมนตรีดรีมทีม หลังการเลือกตั้งก็จะมีรัฐมนตรีโควต้ายัดไส้เข้ามาเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้นจนภาพของประเทศดูไม่น่าเชื่อถือ
สุดท้าย ประชาชนก็วนเวียนอยู่กับความยากจนและเรียกร้องแต่ประชานิยมตลอดไป.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : October 20, 2025

Logistics
‘แท็กซี่ลอยฟ้า’ เมื่อท้องฟ้าคือถนนแห่งอนาคต
แท็กซี่ลอยฟ้า (Flying Taxis) คือ ยานพาหนะขนาดเล็กที่สามารถบินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่งได้ เรียกว่า ‘อีวีทัล’ (eVTOL-electric Vertical Take-Off and Landing) โดยใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ออกแบบมาเพื่อขนส่งผู้โดยสารระยะสั้นภายในเมืองหรือระหว่างเมือง
แท็กซี่ลอยฟ้าตอบสนองต่อแนวคิดการเคลื่อนที่ทางอากาศในเมือง (Urban Air Mobility)
แท็กซี่ลอยฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการเคลื่อนที่ทางอากาศในเมือง ที่มุ่งแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในเมืองใหญ่ โดยใช้พื้นที่อากาศเหนือเมืองในการเดินทาง ช่วยลดเวลาในการเดินทาง และลดมลพิษทางอากาศ ตัวอย่างเช่น การเดินทางจากแมนฮัตตันไปยังสนามบิน JFK ที่ปกติใช้เวลา 1 ชั่วโมง สามารถลดลงเหลือเพียง 7 นาทีด้วยแท็กซี่ลอยฟ้า นอกจากนี้ ยังเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เนื่องจากใช้พลังงานไฟฟ้าและมีเสียงรบกวนน้อยกว่า
ตลาดแท็กซี่ลอยฟ้าทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตจาก 2.34 พันล้านดอลลาร์ในปี 2023 เป็น 6.63 พันล้านดอลลาร์ในปี 2028 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 22.7% ปัจจุบันจึงมีการพัฒนาแท็กซี่ลอยฟ้าในประเทศต่างๆ อย่างตื่นตัว อย่างเช่น
จีน
เป็นประเทศแรกที่อนุมัติการใช้งานแท็กซี่ลอยฟ้าแบบไร้คนขับ โดยบริษัท EHang ได้รับใบรับรองสำหรับโดรนขนส่งผู้โดยสาร EH216-S13 ซึ่งเป็นอากาศยาน eVTOL แบบไร้คนขับรายแรกของโลก โดยเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย เป็นเมืองแรกของจีนที่เปิดให้บริการยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเชิงพาณิชย์ข้ามแม่น้ำ
สหรัฐอเมริกา
– บริษัท Joby Aviation ได้ทดสอบบินแท็กซี่ลอยฟ้าเหนือนิวยอร์กในปี 2023 สามารถบินด้วยความเร็วสูงสุด 200 ไมล์/ชั่วโมง และมีระยะทางบิน 150 ไมล์ และวางแผนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในปี 2025
– บริษัท Archer Aviation ได้ประกาศแผนการเปิดตัวเครือข่ายแท็กซี่อากาศเพื่อเตรียมความพร้อมให้ลอสแองเจลิสในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก FIFA ในปี 2026 และโอลิมปิกในปี 2028 โดยกําลังพัฒนาอากาศยานไฟฟ้าแบบมีนักบินที่รับผู้โดยสารได้ 4 คน ชื่อ ‘Midnight’ สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง และออกแบบมาสำหรับการบินต่อเนื่องในระยะทาง 30-80 กิโลเมตร
สหราชอาณาจักร
รัฐบาลประกาศแผนปฏิบัติการอนาคตแห่งการบิน (Future of Flight Action Plan) ซึ่งวางเป้าหมายสำคัญไว้ว่า ปี 2026 จะมีการทดสอบบินแท็กซี่บินที่มีนักบินครั้งแรก ปี 2028 เปิดให้บริการแท็กซี่ลอยฟ้าเชิงพาณิชย์ และคาดว่าจะมีการทดสอบแท็กซี่ลอยฟ้าไร้คนขับภายในปี 2030
ญี่ปุ่น
– มีเป้าหมายเปิดให้บริการแท็กซี่ลอยฟ้าเชิงพาณิชย์ในงาน World Expo 2025 ที่โอซาก้า โดยจะมีเส้นทางเชื่อมระหว่างสนามบินและพื้นที่จัดงาน
– บริษัท ANA Holdings วางแผนเปิดให้บริการแท็กซี่ลอยฟ้าเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในญี่ปุ่นในปีงบประมาณ 2027 โดยจะให้บริการระหว่างสนามบินนาริตะและใจกลางโตเกียว ใช้เวลาเดินทาง 10-20 นาที ด้วยราคาใกล้เคียงกับแท็กซี่ปกติ
ประเทศไทย
– ได้มีการพัฒนาและทดสอบแท็กซี่ลอยฟ้าหรืออากาศยานไร้คนขับ โดยบริษัทและสถาบันต่างๆ เช่นกัน อา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้พัฒนาอากาศยานไร้คนขับแบบ eVTOL เพื่อใช้ในการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และได้ใช้งานจริงในการสำรวจพื้นที่ป่าและอุทยานแห่งชาติแล้ว
– ในส่วนของเอกชน EHang บริษัทจากจีนได้ทำการทดสอบบินแท็กซี่ลอยฟ้าไร้คนขับรุ่น EH216-S ในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 และมีแผนจะทดสอบเพิ่มเติมที่ภูเก็ตและเกาะสมุยภายในปี 2025
– และ SkyDrive บริษัทจากญี่ปุ่นได้ร่วมมือกับกลุ่มสหพัฒน์ของไทยเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้อากาศยาน eVTOL ในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ศรีราชา พัทยา และภูเก็ต
แม้ว่าแท็กซี่ลอยฟ้าจะมีศักยภาพสูง แต่ยังมีความท้าทายด้านกฎระเบียบ ความปลอดภัย และการยอมรับของสาธารณชนที่ต้องได้รับการแก้ไข อย่างไรก็ตาม ด้วยการลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แท็กซี่ลอยฟ้ามีแนวโน้มที่จะกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบขนส่งในเมืองใหญ่ทั่วโลกในอนาคตอันใกล้นี้
ที่มา: https://knowledgeportal.okmd.or.th/valuechain/67a4753e6d2a7








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!