CEO ARTICLE
โกงกันคนละครึ่ง
โกงกันคนละครึ่งจากเงินคนละครึ่งพลัสส่งผลอย่างไร ?
เศรษฐกิจตกทำให้งานลดลง การจ้างงานน้อย การผลิตลด และคนไม่มีรายได้
รัฐจึงกระตุ้นด้วยการส่งเสริมการลงทุนเพื่อให้เกิดการผลิต เกิดการซื้อ การขาย การบริโภค การจ้างงาน การขนส่ง และโลจิสติกส์กระจายทั่วประเทศ แต่ในช่วง Covid-19 แพร่ระบาดเดือน ม.ค. 2563 การกระตุ้นเศรษฐกิจแทบทำไม่ได้เลย ทุกอย่างปิดตัว และคนจนไม่มีเงินไปซื้อสินค้า
ตอนนั้นเกิด “โครงการคนละครึ่ง” ตามแนวคิดของนายปีติ ตัญฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย (TMB) และได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล “ลุงตู่”
แนวคิดคือ รัฐออกเงินให้ครึ่งหนึ่งผ่านแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือตามวงเงินที่กำหนด ประชาชนออกเองอีกครึ่งหนึ่งเพื่อซื้อสินค้าและการบริการตามจำนวนที่รัฐกำหนด ความตื่นเต้นอยู่ที่เงินมีให้ใช้ทุกวันในวงเงินจำกัด เหมือนซื้อของราคาเต็ม แต่จ่ายเงินครึ่งเดียว คนยิ่งชอบ ยิ่งซื้อก็ยิ่งกระตุ้นให้เกิดการซื้อ การขาย การผลิต การจ้างงาน และเพิ่มวงจรเศรษฐกิจอย่างเหลือเชื่อ
หากเป็นการแจกเงินฟรี ไม่มีเงื่อนไข คนได้เงินก็อาจเอาไปเก็บ เอาไปใช้หนี้ เล่นการพนัน ซื้อของฟุ่มเฟือย ซื้อของนำเข้าจากต่างประเทศที่ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจภายในอย่างแท้จริง
การแจกเงินฟรียังมีผลเสียในภาพรวมอีกมาก เช่น เป็นการส่งเสริมประชาชนให้รู้แต่จะรับมากกว่าทำงาน เกิดความไม่เท่าเทียมจากการแจก หนี้สาธารณะมากกว่าปกติ สุดท้าย ประชาชนต้องเป็นผู้ชำระคืน ยิ่งรัฐใช้เงินเพื่อแจกมากก็ต้องเก็บภาษีมาก ต้นทุนสินค้าจะสูงขึ้น ประชาชนในอนาคตจะซื้อของแพงขึ้น และประเทศจะขาดเงินเพื่อพัฒนา รัฐแจกเงินมาก ๆ จึงมีผลเสียด้วย
Covid-19 ค่อย ๆ ลดลง แต่โครงการคนละครึ่งก็ยังคงนำมาใช้จนหมดยุครัฐบาลลุงตู่
รัฐบาลเปลี่ยนไป 2 ชุด แต่เศรษฐกิจยังถดถอย และโครงการคนละครึ่งถูกทิ้งไป
พอถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีข้อตกลงต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนจึงนำโครงการนี้กลับมากระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง แต่ให้ผลประโยชน์มากขึ้น และให้เรียกว่า “คนละครึ่งพลัส”
คนไทยส่วนหนึ่งโกงเป็นนิสัย คนละครึ่งในอดีตจึงมีการโกง ถูกจับได้ แต่ไม่มาก
วิธีการโกงก็ทำแบบง่าย ๆ ร้านค้าที่จะโกงไม่มีการขายสินค้าจริง แต่ใช้แอปฯ รับเงินจากรัฐตามจำนวนที่กำหนด ส่วนคนที่มาแกล้งซื้อสินค้าจะได้เงินสดคืนจากร้านค้าตามที่ตกลงกัน
ร้านค้าโกงส่วนหนึ่ง คนที่แกล้งซื้อโกงอีกส่วนหนึ่งกลายเป็น “โกงกันคนละครึ่ง”
พอวันนี้เป็นคนละครึ่งพลัส ผลประโยชน์ที่ให้มากกว่า การโกงจึงล่อใจมากขึ้น แต่แอปฯ ที่ใช้ในอดีตไม่เร็ว คนโกงลอยนวล ปัจจุบัน คนละครึ่งพลัสใช้แอปฯ ที่พัฒนามากขึ้น มีระบบตรวจที่รวดเร็ว ใครซื้อสินค้าร้านค้าไหน แอปฯ จะรายงานทันที และมีเครื่องมือกลั่นกรองพฤติกรรม
คนละครึ่งพลัสจึงถูกจับได้ง่ายกว่าอดีต และเริ่มจับได้ตั้งแต่วันแรก 29 ต.ค. 2568
ส่วนโทษจะเข้าข่ายการฉ้อโกง มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่ผู้โพสต์ในโซเชียลมีเดีย ถือเป็นการเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมแลกวงเงินตามสิทธิเป็นเงินสดแทนการใช้จ่ายจริงจะมีความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ฐานนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คนซื้อที่อยากได้เงินสดอาจลืมไปว่า สินค้าอุปโภค บริโภคเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ทุกวัน
หากไม่ซื้อวันนี้ อีกไม่กี่วันก็ต้องซื้อ ไปเอาเงินสดร้านค้ามา แต่ถูกหักเปอร์เซนต์ พอจำเป็นต้องกิน ต้องใช้ก็ต้องซื้อในราคาเต็ม คนโลภที่อยากได้เงินสดเลยให้ร้านค้าโกงไปครึ่งหนึ่ง
สุดท้าย ประโยชน์จากคนละครึ่งพลัสก็ลดลง เป็นการแจกเงินฟรี ผิดเงื่อนไข ผิดกฎหมาย เสี่ยงคุก เกิดผลเสียมากมายข้างต้น ส่วนคนโกงก็มีส่วนซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศอย่างไม่รู้ตัว
ต้นทางการโกงมาจากร้านค้าที่อยากได้เงินฟรีจึงไปชักชวนคนมีแอปฯ ที่อยากได้เงินสดฟรีร่วมกันโกงคนละครึ่งโดยไม่รู้ว่า ระบบการตรวจสอบของรัฐพัฒนาไปมาก ตรวจพบได้ง่าย
หากรัฐจะใช้การปราบโครงการนี้เป็นต้นแบบ ทุ่มเทการตรวจสอบให้มาก มุ่งการจับกุมให้มาก เมื่อจับได้ก็ทำการประชาสัมพันธ์ให้มาก และเมื่อมีการตัดสินโทษก็ทำข่าวให้มากเพื่อให้คนที่อยากโกงเห็นบ่อย ๆ หากรัฐเอาจริงโดยเริ่มจากคนละครึ่งพลัส การโกงของคนไทยจะลดลงแน่ ๆ
คนที่โกงกันคนละครึ่งถูกจับได้มาก ๆ นอกจากเศรษฐกิจจะได้รับกระตุ้นตามโครงการแล้ว ไม่แน่ว่า การทุ่มเทจับกุมครั้งนี้อาจเป็นต้นทางให้การโกงด้านอื่นของไทยลดลงไปด้วย.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : November 4, 2025

Logistics
อินเดียพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐาน สร้างรากฐานใหม่ภายใต้วิสัยทัศน์ Viksit Bharat 2047
อินเดียเตรียมเดินหน้าผลักดันโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่มีระยะเวลาการดำเนินงานระยะยาว ตามรายงานของ The Economic Times (ET) ระบุว่า โครงการขนาดใหญ่ระดับชาติ อาทิ เส้นทางรางรถไฟหัวกระสุน (Bullet Train Corridor) อู่ต่อเรือขนาดใหญ่ ท่าเรือหลายแห่ง และทางหลวงที่มีการควบคุมการเข้าออก (Access-Controlled Highways) จะถูกสร้างและพัฒนาให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์โครงสร้างพื้นฐานภายใต้ “Viksit Bharat 2047” ซึ่งจะถูกผลักดันเข้าสู่กระบวนการเร่งรัดอนุมัติในส่วนที่เกี่ยวข้อง
ภายหลังการปฏิรูประบบภาษีสินค้าและบริการ (GST) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศ รัฐบาลกลางมีเป้าหมายเร่งรัดการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง ตามคาดการณ์ทางเศรษฐกิจอินเดียที่จะขยายตัวถึง 7.8% ในไตรมาสแรก แม้ประเทศยังคงเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านภาษีจากสหรัฐฯ
ตามรายงานของ ET กระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ ได้รับคำสั่งให้จัดกลุ่มโครงการและเร่งกระบวนการอนุมัติ “โครงการระดับชาติที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของประชาชนในหลายรัฐ เช่น ทางหลวงระหว่างรัฐที่มีระบบควบคุมการเข้าออก จะได้รับการจัดลำดับความสำคัญก่อน” และรัฐบาลจะส่งเสริมความร่วมมือรูปแบบ “การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP)” สำหรับโครงการที่มีผลตอบแทนจากการลงทุนสูง เพื่อบรรเทาภาระทางการคลังของรัฐ ทั้งนี้ งบประมาณกลางประจำปี 2569 ได้ถูกจัดสรรกว่า 134 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า อินเดียจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยยกระดับอัตราการลงทุนที่แท้จริงจาก 33.5% เป็น 40% ของ GDP ภายในปี 2035 เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ กระทรวงต่างๆ จึงได้รับมอบหมายให้ระบุโครงการขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ปี 2047 อนึ่ง รัฐบาลอินเดียเริ่มดำเนินการจัดทำแผน “Vision 2047” ตั้งแต่ปี 2023 และได้รวบรวมแผนทั้งหมดเสร็จสิ้นในปีต่อมา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงรายละเอียดขั้นสุดท้าย ภายใต้โครงการ “Viksit Bharat” กระทรวงคมนาคมได้กำหนดเป้าหมายในการก่อสร้างทางหลวงแบบควบคุมการเข้าออก (Access-Controlled Highways) ระยะทางรวม 50,000 กิโลเมตร ภายใน 10–12 ปีข้างหน้า ใช้งบประมาณกว่า 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 20 ล้านล้านรูปี) โดยคาดว่าภาคเอกชนจะมีบทบาทสำคัญในการร่วมลงทุน
ขณะเดียวกัน กระทรวงการเดินเรือและรางรถไฟกำลังมุ่งพัฒนา “โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก” ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถของระบบขนส่ง และการจัดตั้งเส้นทางรถไฟหัวกระสุน (Bullet Train Corridors) รวมถึงคลัสเตอร์อุตสาหกรรมต่อเรือขนาดใหญ่ (Mega Shipbuilding Clusters) เพื่อรองรับความต้องการของประเทศในอนาคต
ข้อมูลเพิ่มเติม
10 โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของอินเดียที่กำลังเปลี่ยนโฉมประเทศในปี 2025 ประกอบด้วย:
1. National Industrial Corridor Development Corporation (NICDC) – พัฒนา 11 แนวอุตสาหกรรม ครอบคลุม 32 พื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างศูนย์กลางการผลิตระดับโลก เชื่อมกับโครงสร้างพื้นฐานเมืองอัจฉริยะและการจ้างงานคุณภาพ
2. PM Gati Shakti National Master Plan – แผนแม่บทบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน เสมือนแพลตฟอร์มดิจิทัลรวมหลายกระทรวง เพื่อวางแผนโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการ ลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากรของรัฐ
3. Bharatmala Pariyojana – เครือข่ายทางหลวงแห่งชาติ โครงการขยายทางหลวงและทางด่วนทั่วประเทศ ยกระดับการเชื่อมโยงภูมิภาค เสริมศักยภาพโลจิสติกส์ และลดต้นทุนการขนส่ง
4. Digital Highways / Utility Corridors – ทางหลวงดิจิทัล บูรณาการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ระบบโทรคมนาคม
และพลังงาน ควบคู่กับระบบขนส่งทางถนนและราง เพื่อสร้างเศรษฐกิจเชื่อมโยงเต็มรูปแบบ
5. Sagarmala Programme – การพัฒนาท่าเรือเพื่อขับเคลื่อนการค้า เพิ่มประสิทธิภาพท่าเรือและระบบเชื่อมต่อชายฝั่ง เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเสริมความสามารถทางการแข่งขันของภาคการค้าอินเดีย
6. UDAN (RCS) – การเชื่อมต่อทางอากาศระดับภูมิภาค เพื่อส่งเสริมการเดินทางทางอากาศไปยังเมืองรองและพื้นที่ขาดการเข้าถึง ผ่านการอุดหนุนเส้นทางบินและพัฒนาสนามบินระดับภูมิภาค
7. Green Energy Corridors & Renewable Infrastructure – ระบบพลังงานสีเขียวและพลังงานหมุนเวียน เป็นการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม พร้อมระบบส่งไฟฟ้า “Green Corridor” เพื่อสร้างความมั่นคงพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอน เช่น Gujarat Hybrid Renewable Energy Park
8. Smart Cities Mission – เมืองอัจฉริยะเพื่ออนาคต เพื่อพัฒนาเมืองต้นแบบด้วยเทคโนโลยีบริหารจัดการอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐานยั่งยืน และบริการสาธารณะที่ตอบโจทย์ประชาชนและนักลงทุน
9. Next-Gen Airports & Aviation Infrastructure – สนามบินยุคใหม่และศูนย์กลางทางการบิน จะลงทุนในสนามบินใหม่และศูนย์กลางการบิน เพื่อรองรับความต้องการเดินทาง การค้า และการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
10. Logistics Parks, Multimodal Freight Corridors & Supply Chain Upgrades – โครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์แบบครบวงจร ผลักดันสร้างศูนย์โลจิสติกส์ขนาดใหญ่และเครือข่ายขนส่งหลายรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานและเชื่อมโยงระบบราง ถนน อากาศ และดิจิทัลเข้าด้วยกัน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย
1. การขนส่งและโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพมากขึ้น/การเคลื่อนย้ายสินค้ารวดเร็วขึ้น: การขยายโครงสร้างพื้นฐานของอินเดียทั้งทางหลวง ท่าเรือ ศูนย์โลจิสติกส์แบบหลายรูปแบบ (Multimodal Logistics Parks) และโครงการ Sagarmala จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งสินค้าและต้นทุนโลจิสติกส์ ส่งผลดีต่อผู้ส่งออกไทยที่ค้าขายกับอินเดีย
2. การเติบโตของภาคการผลิตและแนวอุตสาหกรรม (Industrial Corridors): เมื่ออินเดียเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศด้านการผลิต ความต้องการวัตถุดิบ เครื่องจักร วัสดุบรรจุภัณฑ์ และชิ้นส่วนจากประเทศไทยจะเพิ่มสูงขึ้น เป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอินเดีย
3. การผลักดันการผลิตในประเทศ (Make in India): นโยบายมุ่งพึ่งพาตนเองของอินเดียและการส่งเสริมการผลิตในประเทศ อาจทำให้การนำเข้าสินค้าบางประเภทจากไทยลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่อินเดียมีศักยภาพในการผลิตเองหรือมุ่งพัฒนาให้เป็นอุตสาหกรรมภายในประเทศ
ข้อคิดเห็น
อินเดียกำลังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ภายใต้วิสัยทัศน์ “Viksit Bharat 2047” ผ่านโครงการสำคัญ ทั้ง 10 โครงการอันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอินเดียสู่ “ประเทศระดับเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว” ภายในปี 2047 โดยให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานกายภาพ ดิจิทัล พลังงานสะอาด เช่น NICDC, Gati Shakti, Bharatmala, Sagarmala และ Smart Cities Mission เพื่อเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ การผลิต และพลังงานทั่วประเทศให้ครบวงจรและมีประสิทธิภาพสูงสุด การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสีเขียว และสนามบินแห่งใหม่ ด้วยการพัฒนาดังกล่าว จะช่วยยกระดับขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมและการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศได้อย่างยั่งยืน สำหรับผู้ประกอบการไทย ควรพิจารณาโอกาสสำคัญทั้งภาคการผลิตและบริการที่เติบโตเร็ว เช่น อาหารแปรรูป ความงามและสุขภาพ เทคโนโลยีสีเขียว ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องจักรอุตสาหกรรม และโซลูชันดิจิทัล รวมถึงการพิจารณาด้านการตั้งฐานการประกอบหรือบรรจุภัณฑ์ในอินเดีย ผ่านการร่วมลงทุน (JV) เพื่อสอดรับกับนโยบาย “Make in India” อันจะช่วยเพิ่มเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดอินเดียที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/cb4al0e1tsqqobylab3fj98t








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!