CEO ARTICLE

ยุทธศาสตร์

Published on November 25, 2025


Follow Us :

    

“ยุทธศาสตร์” กับ “กลยุทธ์” ต่างกันอย่างไร ?

ทั้ง 2 คำคล้ายกัน แต่ใช้ในโอกาสต่างกัน
บางคนรู้ และเข้าใจโอกาสที่ใช้ต่างกัน แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ เมื่อใช้จึงสับสน หากพิจารณาจากคำภาษาอังกฤษจะพบว่าทั้ง 2 คำมาจากศัพท์เดียวกันคือ “Strategy”
ในเมื่อภาษาอังกฤษใช้คำเดียวกัน ความหมายจึงต้องเหมือนกันที่พอจะอธิบายแบบง่าย ๆ ทั้งยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ คือ กระบวนการสร้างแผนงานที่มีหลายแผน หลายโครงการ มีความซับซ้อนเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานของวิสัยทัศน์ พันธกิจ และนโยบาย (ผู้เขียน)
วิสัยทัศน์คือ ภาพที่คนผู้หนึ่งมองเห็น มีจุดหมาย และต้องการมุ่งไปสู่จุดหมายนั้น
พันธกิจและนโยบายคือ สิ่งที่ต้องทำ และสิ่งที่ควรทำเพื่อมุ่งไปสู่จุดหมายที่ต้องการมุ่งไป
คำอธิบายนี้ทำให้เกิดคำถามทันที ทำไมไม่ใช้แผนงานเพียง 1 แผน ทำไมต้องมีหลายแผน หลายโครงการที่ทำให้เกิดความซับซ้อนจนเรียกว่า “กลยุทธ์” หรือ “ยุทธศาสตร์” ?
คำตอบที่ต้องมีหลายแผนคือ เป้าหมายยาก สิ่งที่ต้องทำมีมาก เช่น การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ ข้ามภูเขา อุปสรรคมากมาย แบ่งสะพานเป็นหลายช่วง มีเสาเข็ม มีสิ่งโอบอุ้มให้เชื่อมต่อกัน ให้ข้ามสิ่งกีดขวางที่มีความซับซ้อนเพื่อทำสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ให้มีความเป็นไปได้
ส่วนการเรียก “กลยุทธ์” และ “ยุทธศาสตร์” ให้ต่างกันมีเหตุผล ดังนี้
“กลยุทธ์” มักใช้กับแผนระยะสั้น ซับซ้อนน้อย และใช้ในภาคเอกชนมากกว่า เช่น กลยุทธ์การขาย กลยุทธ์การตลาด หรือกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรให้มีความภักดีต่อองค์กร เป็นต้น
“ยุทธศาสตร์” มักใช้กับแผนระยะยาว ซับซ้อนมาก ขอบเขตกว้าง ใช้กับภาครัฐมากกว่า มุ่งเน้นไปทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และทหาร ตัวอย่างเช่น แผนยุทธ์ศาสตร์ชาติ 20 ปี มุ่งไปที่วิสัยทัศน์เพื่อพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนา เป็นต้น
สรุปง่าย ๆ คือ กลยุทธ์ใช้กับเอกชนมากกว่า ยุทธศาสตร์ใช้กับภาครัฐมากกว่า

แต่ทุก ๆ ยุทธศาสตร์ที่รัฐทำมักทั้งมีประโยชน์ (Benefit) และโทษ (Cost) คู่กัน
ยิ่งมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง คนที่เชียร์รัฐบาลจะนำข้อดีมาชื่นชม ส่วนคนไม่ชอบก็จะนำข้อเสียมาตำหนิ ต่างฝ่ายต่างสาดโคลนทับถมกันจนวุ่นวายเป็นสงครามโซเซียล
วันที่ 10 พ.ย. 2568 อยู่ ๆ ทหารไทยก็เหยียบกับระเบิดของกัมพูชาจนเสียขาที่ 7
วันนั้น นายกรัฐมนตรีของไทยมีแถลง “ระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา” ทันที จากนั้นก็เกิดข่าว สหรัฐระงับการเจรจาการลดภาษีนำเข้าสินค้าไทย (Reciprocal Tariffs) ชั่วคราวเพื่อผลักดันไทยให้กลับเข้าสู่ “ปฏิญญาสันติภาพ” เช่นเดิมคล้ายสหรัฐโดดเดี่ยวไทยจนเป็นผลเสีย
แต่แล้วก็เกิดข่าวสหรัฐกลับลำ ไม่นำข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชามาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษี และตามมาด้วยข่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และคณะมีการเจรจา FTA (Free Trade Agreement) กับแคนนาดา รัสเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้เพื่อขยายตลาดสินค้าไทยตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่ง มีการเตรียมการไว้นาน สอดรับกับข่าวจีนจะซื้อข้าวไทย และยืนเคียงข้างไทย
ข่าวต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเร็ว ทำให้ไทยมีภาพไม่กลัวภาษีสหรัฐ และทำให้สหรัฐกลับลำ
ทุกข่าวสื่อว่า รัฐบาลใหม่ได้เตรียมการล่วงหน้าเงียบ ๆ ตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่งโดยที่ไม่รู้ล่วงหน้าว่า การเจรจาขยายตลาดให้กับสินค้าไทยจะสำเร็จหรือไม่ ทหารไทยจะเสียขาที่ 7 ที่ทำให้ไทยต้องระงับปฏิญญา ไม่รู้ว่าสหรัฐจะสั่งระงับการเจรจา และจะกลับลำในเวลารวดเร็ว
รัฐบาลใหม่เตรียมการล่วงหน้าจึงเป็นวิสัยทัศน์ที่มองเห็น เป็นพันธกิจ เป็นนโยบายที่ขยายตลาด เป็นการไม่พึ่งพาสหรัฐ สร้างจุดแข็งใส่กัมพูชา และเป็นร่องรอยที่คิดว่าเป็นยุทธศาสตร์
แต่ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์จริงหรือไม่ ทุกอย่างก็ดูซับซ้อน และมีความเสี่ยง
หากแผนการขยายตลาดสินค้าไทยไม่สำเร็จ หากการระงับปฏิญญาแล้วนำไปสู่สงครามที่รุนแรง หากสหรัฐโกรธจนขึ้นภาษีสินค้าไทยมากขึ้น และหากครั้งนี้ไทยถูกดึงให้เลือกข้างท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน ความล้มเหลวและความเสียหายจะเกิดขึ้นแทนที่
แต่หากจะว่า ผลที่ออกมาดีเป็นเรื่องบังเอิญก็น่าจะใช่ หรือจะว่าผลดีเกิดจากวิสัยทัศน์ของรัฐบาลใหม่ที่มองเห็น เกิดจากพันธกิจและนโยบายที่ทุ่มเทกระทำอย่างจริงจังก็น่าจะใช่อีก
ทุกอย่างเป็นความซับซ้อนที่ไม่น่าจะจบง่าย ๆ ยังมีข้อดีให้ชื่นชม มีข้อเสียให้โจมตี มีการช่วงชิงคะแนนนิยม มีการเลือกตั้งในเวลาใกล้ ๆ มีเสียงเชียร์ และเสียงตำหนิของคนไม่ชอบ
“กลยุทธ์” เป็นเรื่องของเอกชน “ยุทธศาสตร์” เป็นเรื่องของรัฐ
ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเอกชน หรือผู้นำรัฐบาล เมื่อเห็นข้อเสียแล้วไม่ป้องกัน เมื่อเห็นข้อดีแล้วไม่ฉกฉวย ไม่ว่าจะซับซ้อน หรือยุ่งยากอย่างไร กลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ก็ไม่มีประโยชน์ใด ๆ
มันจึงเป็นหน้าที่ผู้นำที่ต้องเรียนรู้ และทุ่มเทเพื่อทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้เรื่อยไป.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : November 25, 2025

Logistics

อินเดียเดินหน้าปรับระบบการจัดหมวดหมู่สินค้าด้วย HSN Code Guidebook 2025

อินเดียเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบศุลกากรและระบบ HSN Code ของอินเดียเพื่อปรับระบบการจัดหมวดหมู่สินค้าด้วย HSN Code Guidebook 2025 และรวบรวมประกาศศุลกากร 31 ฉบับเป็นหนึ่งฉบับ (Notification 45/2025) เพื่อลดความซับซ้อนและ เพิ่มความชัดเจน อำนวยความสะดวกให้ธุรกิจนำเข้าส่งออก ทำให้การปฏิบัติตามข้อกฎหมายด้านภาษีและศุลกากรง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รัฐบาลอินเดียได้ดำเนินมาตรการเพื่อลดความซับซ้อนด้านภาษีและศุลกากร สำหรับธุรกิจนำเข้าส่งออก มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดความซับซ้อนด้านศุลกากร โดยการจัดทำคู่มือ HSN ใหม่และการออก Notification 45/2025 ซึ่งช่วยให้ธุรกิจต่างชาติรวมถึงไทย สามารถดำเนินการนำเข้า–ส่งออกได้สะดวกขึ้น ประหยัดเวลาและลดความเสี่ยงของการปฏิบัติผิดข้อบังคับ

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและกรมการค้าภายใน Department for Promotion of Industry and Internal Trade (DPIIT) ร่วมกับ Central Board of Indirect Taxes and Customs (CBIC) เผยแพร่ คู่มือ Guidebook on Mapping of HSN Codes 2025 ซึ่งรหัส HSN (Harmonized System of Nomenclature) กว่า 12,000 รหัสให้ตรงกับหน่วยงานรัฐจำนวน 31 กระทรวง/กรม เพื่อให้การจัดหมวดสินค้าสอดคล้องทั้งภาษี GST และศุลกากรอย่างเป็นระบบจากทั้งหมด 12,167 รหัส HSN มีรหัสที่หน่วยงานรัฐยอมรับแล้ว 11,651 รหัส

คู่มือ Guidebook on Mapping of Harmonized System of Nomenclature (HSN) Codes ที่จัดทำโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและกรมการค้าภายใน (DPIIT) ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอินเดียในการสร้างระบบนโยบายอุตสาหกรรมและการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (data-driven) เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ Viksit Bharat@2047 การจัดทำ Mapping นี้ช่วยให้เกิดความชัดเจนด้าน Product Ownership ทำให้หน่วยงานภาครัฐสามารถกำหนดนโยบายเชิงลึกรายผลิตภัณฑ์ พัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และขับเคลื่อนกลยุทธ์การค้าและการลงทุนได้แม่นยำขึ้น เป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์สำคัญ ที่จะช่วยให้อินเดียกำหนดนโยบายอุตสาหกรรม การผลิต การลงทุน และการเจรจาการค้าด้วยความแม่นยำมากขึ้น เสริมสร้างความพร้อมด้านการผลิตของประเทศ เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสนับสนุนการบูรณาการเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกในอนาคต

CBIC ประกาศรวมประกาศศุลกากร 31 ฉบับให้เป็น Notification 45/2025‑Customs มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เพื่อให้งานธุรกิจนำเข้าส่งออกและด้านศุลกากรสามารถอ้างอิงเอกสารเดียวแทนการค้นหลายฉบับการรวมนี้ไม่ได้ลดสิทธิยกเว้นภาษีหรืออัตราภาษีที่มีอยู่เดิมสิทธิเดิมยังคงอยู่ แต่เป็นการลดภาระการค้นประกาศหลายฉบับและเพิ่มความชัดเจนและโปร่งใสในกระบวนการศุลกากรซึ่งส่งผลต่อธุรกิจนำเข้าส่งออกในอินเดีย

ระบบอัตราภาษี GST 2.0 ที่ประกาศ ณ วันที่ 21 กันยายน 2568 มุ่งเน้นที่ระบบบูรณาการร่วมกันระหว่างรหัสพิกัดศุลกากรและการจัดเก็บ GST ให้เป็นรหัสสินค้าเดียว และการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ใช้รหัสข้อมูลจำแนกประเภทผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องและสอดคล้องกัน คู่มือรหัส HSN ฉบับใหม่ของอินเดียจะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงนี้ ช่วยให้การดำเนินธุรกิจในอินเดียเสริมสร้างการค้าและการจัดเก็บภาษี GST ได้มากยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และสอดคล้องกับมาตรฐานการกำกับดูแลให้ได้ทั่วถึง

ข้อเสนอแนะ/ข้อมูลเพิ่มเติม/ความคิดเห็นของ สคต.

1. ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางภาษี GST และ การจัดการ HSN ในครั้งนี้เพื่อรองรับมาตรการใหม่ของอินเดีย เนื่องจากอินเดียใช้รหัสพิกัดศุลกากรและการจัดเก็บ GST เป็นรหัสสินค้าเดียว เพื่อเพิ่มความแม่นยำลดความเสี่ยงสินค้าติดด่าน (Customs Delay) และลดความคลุมเครือในการจัดการภาษีด้วยการกำหนดประเภทผลิตภัณฑ์มากกว่า 12,000 รายการ และเชื่อมโยงกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยคาดการณ์ต้นทุนภาษีนำเข้าได้ดียิ่งขึ้น

2. ผู้ประกอบการไทยควรตรวจสอบและอัปเดตรหัส HSN ทั้งหมดโดยเช็ครหัสสินค้าไทยที่ส่งออกไปอินเดียในบัญชีสินค้าเทียบกับคู่มือ HSN Guidebook 2025 และใช้ Notification 45/2025 เป็นแหล่งอ้างอิงหลัก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรปรับระบบจำแนกสินค้าฐานข้อมูลสินค้าให้สอดคล้องกับข้อมูลใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในการจัดหมวดภาษี หรือการติดขัดในด่านศุลกากร เพื่อความชัดเจนในรหัส HSN

3. ผู้ประกอบการไทยอาจเผชิญในการส่งออกสินค้าไปอินเดียภายใต้นโยบาย HSN Mapping ใหม่ของอินเดีย ถึงแม้ว่าคู่มือ HSN Mapping 2025 ไม่ใช่มาตรการกีดกันทางการค้าโดยตรง แต่ผลลัพธ์จากนโยบายนี้จะนำไปสู่การจัดระเบียบสินค้านำเข้าเข้มขึ้น และอาจเกิดข้อจำกัดใหม่ต่อสินค้านำเข้าจากไทย เพราะอินเดียใช้ HSN Mapping เพื่อระบุสินค้าที่เสี่ยงด้านคุณภาพ เช่น การออกมาตรฐานสินค้า Quality Control Orders (QCOs) เข้มงวดขึ้น การผลักดันสินค้านำเข้าต้องผ่านมาตรฐาน BIS (Bureau of Indian Standards) อาจต้องขอใบรับรอง BIS เพิ่มซึ่งส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านการทดสอบ การขอใบอนุญาต และเวลาในการอนุมัติ การเข้มงวดด้านการตรวจสอบถิ่นกำเนิด (Certificate of Origin – CO) อินเดียอาจเพิ่มการตรวจสอบถิ่นกำเนิดอย่างเข้มงวดขึ้น และมาตรการทดแทนนำเข้า (Import Substitution) ด้วยข้อมูล HS Mapping อินเดียสามารถระบุถึงสินค้านำเข้าปริมาณสูง สินค้าที่อินเดียสามารถผลิตเองได้ สินค้าที่รัฐบาลต้องการลดการพึ่งพาต่างประเทศ

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/wa2pasig0ypfje0o9r94w3bl

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *