CEO ARTICLE

ประชามติ

Published on January 13, 2026


Follow Us :

    

ประชาชนควรลงประชามติรัฐธรรมนูญ 2560 อย่างไร ?

ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ให้ประชาชนมีอำนาจสูงสุด
การเลือก ส.ส. ส.ว. หรือนักการเมืองท้องถิ่นจึงเป็นการมอบอำนาจที่เป็นของประชาชนไปให้นักการเมืองเพื่อทำหน้าที่แทนภายใต้แนวคิดว่า “การจัดการในเรื่องใด ๆ ที่เป็นไปตามกติกาก็ให้นักการเมืองกระทำการให้เกิดประโยชน์ได้เลยโดยไม่ต้องกลับมาถามประชาชนให้เสียเวลา”
นักการเมืองจึงมีหน้าที่ทำแทนประชาชนภายใต้กติกา แต่หากไม่เป็นไปตามกติกา นักการเมืองก็ต้องกลับไปถามประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจก่อน หรือที่เรียกว่า “การลงประชามติ”
ตัวอย่างการลงประชามติ เช่น การเขียนรัฐธรรมนูญ 2560 ให้เป็นกติกา ในครั้งนั้นมีอยู่ 2 ประเด็นที่ต้องลงประชามติ และมีประชาชนจำนวน 29.7 ล้านคนมาให้คำตอบ ดังนี้
1. ประชาชนยอมรับกติกาที่เขียนในรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วยคะแนน 61.35%
2. ประชาชนยอมรับกติกาการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยรัฐสภาที่มี ส.ส. จากการเลือกตั้งและมี ส.ว. จากการแต่งตั้งร่วมกันในระยะ 5 ปีแรกของการใช้รัฐธรรมนูญด้วยคะแนน 58.70%
เมื่อประชามติได้เกินครึ่ง รัฐธรรมนูญจึงประกาศใช้ในวันที่ 6 เม.ย. 2560 ให้เป็นกฎหมาย สูงสุด และให้เป็นกติกาที่นักการเมืองทุกระดับต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
รัฐธรรมนูญยังกำหนดแนวทางแก้ไขไว้ในมาตรา 255 และ 256 แต่หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามของผู้ดํารงตําแหน่ง อํานาจหน้าที่ของศาล องค์กรอิสระ และอื่น ๆ ให้ถือเป็นเรื่องใหญ่ การแก้ไขจะยุ่งยากกว่าโดยต้องกลับไปถามประชาชนโดยประชามติก่อน
แต่ไม่ว่าจะแก้ไขยากอย่างไร สุดท้ายก็มีความพยายามจะยกเลิกและเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ และจะให้ประชาชนร่วมกันลงประชามติพร้อมการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 ก.พ. 2569

ในสายตานักการเมือง รัฐธรรมนูญ 2560 จึงเป็นกติกาที่ดีและไม่ดี มีคนชอบและไม่ชอบ
กติกาที่ดีเช่น ในอดีต นักการเมืองขาดมาตรฐานทางจริยธรรม ไม่ซื่อสัตย์สุจริต พฤติกรรมไม่เหมาะสม เสนอบุคคลให้มาดำรงตำแหน่งต่าง ๆ โดยไม่ตรวจสอบคุณสมบัติ ขัดกฎหมาย และอื่น ๆ แต่กระบวนการยุติธรรมมักเอื้อมไม่ถึง กว่าจะเอื้อมถึงก็ใช้เวลาหลายปี หรือเอาผิดยากทำให้นักการเมืองที่ทำผิดไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ลาออก และวนกลับให้ประชาชนที่ไม่รู้เลือกซ้ำไม่รู้จบ
ประเทศไทยจึงมีการทุจริตมาก มีการรัฐประหารบ่อย และเป็นวงจรอุบาทอย่างที่เห็น
รัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้มีองค์กรอิสระมากมายขึ้นมาไต่สวน สืบหาความจริง และตัดสินซึ่งทำให้นักการเมืองจำนวนมากต้องยุติบทบาททางการเมืองในเวลาไม่นานนัก
กติการที่ไม่ดีเช่น ที่มาของ ส.ว. เป็นแบบเลือกกันเอง ไม่มีส่วนร่วมของประชาชนทำให้ ส.ว. ฮั้วกันเองง่าย อยู่ภายใต้นักการเมืองง่าย เมื่อ ส.ว. เลือกองค์กรอิสระก็มักอยู่ภายใต้นักการเมืองไปด้วย หรือการลงโทษนักการเมืองที่ทำผิดไม่ร้ายแรง แต่กลับถูกสิทธิ์ตลอดชีวิต เป็นต้น
รัฐธรรมนูญ 2560 จึงมีทั้งข้อดีและไม่ดี นักการเมืองที่ไม่ชอบจึงอยากแก้ไข แต่การแก้ไขทำยากจึงอยากยกเลิก อยากเขียนใหม่ สุดท้ายก็ต้องถามประชาชนโดยการลงประชามติดังกล่าว
แต่นักการเมืองอีกกลุ่มชอบ มองเห็นข้อดี มองการถอดถอนนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมทำได้ง่าย การคัดแยกนักการเมืองสีเทาให้ออกไปก็ทำได้ง่าย ทำให้นักการเมืองที่ซื่อสัตย์เข้าสู่ถนนการเมืองได้ง่ายขึ้น การทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อนจะค่อย ๆ น้อยลง การเมืองไทยจะค่อย ๆ ดีขึ้น ใสสะอาดขึ้น แม้ต้องใช้เวลาบ้าง แต่ประเทศไทยจะค่อย ๆ พัฒนาขึ้น
ส่วนกติกาใดที่เห็นว่าไม่ดีก็ค่อย ๆ แก้ไขเป็นรายมาตราได้โดยไม่จำเป็นต้องเขียนใหม่
นักการเมืองที่ชอบ และไม่ชอบรัฐธรรมนูญ 2560 ยังมีเหตุผลอีกมากจึงแบ่งเป็น 2 ฝ่าย มีผลประโยชน์คนละด้าน มีความเห็นขัดแย้งกัน ต่างฝ่ายต่างโน้มน้าวประชาชนให้ลงประชามติตามที่ฝ่ายตนได้ประโยชน์ทั้งทางแจ้งและทางลับจนประชาชนที่ไม่รู้สับสน วุ่นวาย ตัดสินใจไม่ถูก
ในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายทุกประเภท กฎหมายทุกฉบับต้องมีทั้งข้อดี มีข้อเสีย มีทั้งผู้ได้และผู้เสียประโยชน์ไม่ต่างกัน รัฐธรรมนูญ 2560 ก็มีข้อดี มีข้อเสียเช่นกัน มันจึงอยู่ที่ใครได้ ใครเสียมากกว่า ดังนั้น ไม่ว่าจะเขียนใหม่สวยหรูอย่างไร สุดท้ายก็มีผู้ได้ และมีผู้เสียประโยชน์เช่นเดิม
วันที่ 8 ก.พ. 2569 จึงเป็นวันชี้ชะตากติกาการเมืองไทย ไม่ว่าประชาชนจะรู้ จะเข้าใจ หรือไม่รู้ ไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญอย่างไร หากประชามติไปด้านใดมากกว่า กติกาในรัฐธรรมนูญก็จะเป็นอย่างนั้น และประเทศก็จะเป็นอย่างที่ประชาชนเจ้าของอำนาจส่วนใหญ่ลงประชามติไปด้วย.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : January 13, 2026

Logistics

“ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” เทรนด์ทางการเงินยุคใหม่ที่ควรรู้เท่าทัน

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการเงินพัฒนาอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมการบริโภคของผู้คนทั่วโลกก็ปรับเปลี่ยนตามไปด้วย โดยเฉพาะในประเทศที่เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตสูง เช่น แคนาดา หนึ่งในเทรนด์ที่ได้รับความสนใจมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คือระบบการชำระเงินแบบ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือ Buy Now, Pay Later (BNPL) ซึ่งกำลังกลายเป็นทางเลือกหลักของผู้บริโภคสมัยใหม่

โอกาสให้ผู้ซื้อรับสินค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวนในขณะนั้น แต่สามารถแบ่งชำระเป็นงวดๆ ตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนใหญ่ไม่คิดดอกเบี้ยหากชำระตรงเวลา ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างยืดหยุ่นและเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น บริการนี้มักปรากฏในขั้นตอนการชำระเงินของร้านค้าออนไลน์และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนและค่าครองชีพสูงขึ้น

ข้อมูลจาก Payments Canada (2568) ระบุว่า ประชาชนชาวแคนาดาร้อยละ 26 เคยใช้บริการ BNPL อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทให้บริการรายใหญ่ เช่น Klarna (บริษัท Fintech สัญชาติสวีเดน) มีผู้ใช้งานประจำในประเทศมากกว่า 2.2 ล้านราย เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 244 จากปี 2566 สะท้อนให้เห็นว่าระบบ BNPL กำลังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการบริโภคยุคดิจิทัล

กลุ่มผู้ใช้ BNPL ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 18–34 ปี ซึ่งเติบโตมากับเทคโนโลยีและคุ้นเคยกับ
ธุรกรรมออนไลน์ เหตุผลหลักในการเลือกใช้บริการนี้ คือความสะดวก รวดเร็ว และสามารถวางแผนชำระเงินได้ตามกำลัง
นอกจากนี้ BNPL ยังได้รับความนิยมในกลุ่มครอบครัวและผู้มีรายได้ปานกลาง โดยร้อยละ 27 ของผู้ใช้มีรายได้มากกว่า 80,000 เหรียญแคนาดาต่อปี แสดงให้เห็นว่าบริการนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้มีข้อจำกัดด้านรายได้ แต่ยังเป็นเครื่องมือในการบริหารสภาพคล่องของครัวเรือน

แม้ BNPL จะสะดวกต่อผู้บริโภค แต่ก็มีความเสี่ยงที่ควรตระหนัก โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายเกินตัวและขาดวินัยทางการเงิน จากผลสำรวจของ LendingTree (บริษัท Fintech จากสหรัฐฯ) พบว่า ผู้ใช้ BNPL กว่าร้อยละ 41 เคยชำระล่าช้าในรอบปีที่ผ่านมา เพิ่มจากร้อยละ 34 ในปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคบางส่วนอาจยังไม่เข้าใจเงื่อนไขการชำระเงินครบถ้วน หรือประเมินความสามารถในการชำระผิดพลาด

รายงานของ Klarna ระบุว่า รายได้จากค่าธรรมเนียมการชำระล่าช้าในปี 2567 สูงถึง 254 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากปี 2566 จำนวน 198 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้เพียงร้อยละ 3 ของธุรกรรมทั้งหมดถูกเรียกเก็บค่าปรับ แต่เมื่อจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้จากส่วนนี้ก็ขยายตัวตามไปด้วย ซึ่งสะท้อนว่าความสะดวกของระบบ BNPL อาจมาพร้อมภาระทางการเงินที่ผู้บริโภคมองข้าม

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ระบบ BNPL ปัจจุบันยังไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลทางกฎหมายอย่างเข้มงวด ข้อมูลการชำระเงินของผู้ใช้ส่วนใหญ่จึงมักไม่ถูกบันทึกในระบบเครดิตโดยตรง แม้จะช่วยให้เข้าถึงบริการง่าย แต่ก็อาจทำให้ขาดกลไกควบคุมความเสี่ยงในระดับมหภาค หากไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม ปัญหาหนี้ครัวเรือนอาจสะสมเพิ่มขึ้น เพราะผู้บริโภคสามารถสมัครใช้บริการจากหลายแพลตฟอร์มพร้อมกันโดยไม่มีการตรวจสอบภาระหนี้รวม

ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงินจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการใช้ BNPL อย่างรอบคอบ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ผลกระทบต่อเครดิต และการจัดการหนี้ จะช่วยให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากบริการทางการเงินรูปแบบใหม่นี้ได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

ความคิดเห็น สคต.
ระบบ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” เป็นนวัตกรรมทางการเงินที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล หากใช้อย่างเข้าใจและมีวินัย BNPL จะเป็นเครื่องมือช่วยบริหารสภาพคล่องและกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากขาดการวางแผนและความรู้เท่าทัน ระบบนี้อาจกลายเป็นกับดักทางการเงินที่ส่งผลต่อความมั่นคงของครัวเรือนในระยะยาว การพัฒนาองค์ความรู้ทางการเงิน การกำกับดูแลที่เหมาะสม และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้บริโภค จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ BNPL เป็นโอกาสมากกว่าความเสี่ยง และกลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวในการค้าระหว่างประเทศผ่าน ช่องทางต่างๆ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ www.ditp.go.th และ www.thaitrade.com หรือโทรปรึกษาเรื่องการค้าระหว่างประเทศที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 (หากโทรจากต่างประเทศ โปรดติดต่อที่ โทร. +66 2792 6900)

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/i5h7hr0intvpwtuiok829z34

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *