CEO ARTICLE
ประชานิยม
ทำอย่างไรให้ประชานิยมส่งผลดีต่อคนไทยในระยะยาว ?
ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งทั่วไปในปัจจุบัน นโยบายประชานิยมจะเกทับกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตัวอย่างเช่น พรรคการเมืองที่ 1 จะแจกเงิน 1,000 บาท พรรคฯ ที่ 2 เกทับที่ 3,000 บาท พรรคฯ ที่ 3 เกทับหนักกว่าจะแจกถึง 10,000 บาทหากได้เป็นรัฐบาล ตัวเลขมีแต่เพิ่มไม่จบสิ้น
ในหลักการแล้ว การแจกเงินให้กับกลุ่มเปราะบางเป็นสิ่งจำเป็น ผลดีก็มีมาก เช่น
1. ทำให้ประชาชนหูผึ่ง อยากฟังนโยบายของพรรคการเมืองจนเกิดการมีส่วนร่วมที่ดี
2. แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้กลุ่มเปราะบางมีกำลังซื้อ แก้ปัญหาปากท้องไปในตัว
3. กระตุ้นเศรษฐกิจให้ตื่นตัว เกิดการซื้อ การขาย การผลิต และการจ้างงาน
ประชานิยมให้ผลดี แต่ผลเสียก็มีมาก ยิ่งประชานิยมสุดโต่ง ไร้เหตุผลก็ยิ่งมีผลเสียมากขึ้น ตัวอย่างประเทศที่เสียหายจากประชานิยม เช่น เวเนซุเอลา อาร์เจนตินา เลบานอน ซีเรีย เป็นต้น
ประเทศไทยมีประชากรราว 66 ล้านคน ปี พ.ศ. 2568 มีผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ราว 12 ล้านคน แต่ได้รับการยกเว้นภาษีราว 7 ล้านคนเศษ จำนวนผู้เสียภาษีจริงจึงมีราว 4 ล้านคนเศษ
จำนวนผู้เสียภาษีมีน้อยทำให้เห็นว่า สังคมมีความเหลื่อมล้ำมาก ไทยไม่ใช่ประเทศร่ำรวย ภาษีที่เก็บได้จึงแจกแบบสุดโต่งไม่ได้ แต่จำนวนเงินที่พรรคการเมืองเกทับในการหาเสียงมีแต่มากขึ้นเรื่อย ๆ รวมแล้วเป็นเงินนับหมื่นล้าน นับแสนล้านบาท หากแจกจริง รัฐบาลก็ต้องกู้
การกู้ที่มากขึ้น ดอกเบี้ยก็ต้องเสียมากขึ้น ผลเสียระยะยาวจึงมีมากกว่าผลดี ดังนี้
1. รัฐบาลต้องหาเงินมากขึ้น แนวโน้มการขึ้นภาษีจะมากขึ้น และเศรษฐกิจจะฟื้นตัวช้า
2. การแจกเงินมากแบบสุดโต่ง ไร้เหตุผลจะทำให้เงินเฟ้อ และสินค้าจะมีราคาแพงขึ้น
3. ประเทศที่กู้และแจกอย่างไร้เหตุผลจะมีหนี้มาก ขาดความน่าเชื่อถือ ขาดความมั่นคง ต่างชาติไม่กล้าลงทุน ยิ่งเงินกู้มาจากต่างประเทศก็ยิ่งทำให้เงินบาทอ่อนค่าจนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
ผลดีและผลเสียยังมีอีกมาก ยิ่งแจกประชาชนที่ไม่ใช่กลุ่มเปราะบางก็ยิ่งทำให้คนเหล่านี้ขี้เกียจ รอรับแต่เงินฟรี ไม่อยากทำงาน อัตราการว่างงานสูงขึ้นจนกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
ประชาชนอาจไม่รู้ผลเสีย หรือรู้ไม่มาก แต่พรรคการเมืองจะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้ พรรคฯ ต้องศึกษาก่อน ต้องรู้ว่าจะเอาเงินจากแหล่งไหนมาแจก หรือหากกู้แล้วประเทศจะเป็นอย่างไร
แต่ทั้ง ๆ ที่พรรคการเมืองรู้ถึงผลเสีย รู้มากด้วย แต่ก็ยังจะแจกเพราะคาดหวัง ดังนี้
1. เพื่อให้ ส.ส. จากพรรคของตนได้รับการเลือกตั้งที่มากพอในการจัดตั้งรัฐบาล
2. เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วจะเข้ามาทำให้เศรษฐกิจดี ให้ประชาชนมีงานทำ มีรายได้เพิ่ม มีการเสียภาษีเพิ่ม ให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่ม และจะนำเงินภาษีที่ได้เพิ่มมาชดเชยเงินที่แจกและคืนเงินกู้
3. รัฐบาลอยู่ได้แค่ 4 ปี ไม่มีทางใช้หนี้เงินกู้หมดง่าย ๆ แต่จะนำประชานิยมที่ทำแล้วมาหาเสียงต่อ เป็นรัฐบาลต่อ เพิ่มหนี้ เพิ่มภาระต่อ แต่หากไม่ได้เป็นรัฐบาลก็เป็นภาระของรัฐบาลใหม่
สิ่งที่เห็นชัด ๆ คือ ทั่วโลกมีแต่สงครามทั้งการต่อสู้และเศรษฐกิจ ไทยก็หนีไม่พ้น สิ่งที่คาดหวังจึงไม่ง่าย ของจริงวันนี้ คนจนหาได้ไม่พอจ่าย ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น หากพรรคฯ ยึดแต่ประชานิยม ประเทศก็คงวนอยู่กับการแจก การกู้ หนี้เก่ายังใช้คืนไม่หมด หนี้ใหม่ต้องกู้เพิ่มไม่รู้จบ คนว่างงานมากขึ้น เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น คนจนยิ่งจนลง คนรวยกลุ่มหนึ่งกลับยิ่งรวยขึ้น
ในเมื่อการแจกเงินกลุ่มเปราะบางยังเป็นสิ่งจำเป็น กกต. (คณะกรรมการเลือกตั้ง) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบการเลือกตั้งจึงควรป้องกันปัญหาที่จะเกิดจากประชานิยม
วิธีง่าย ๆ กกต. ควรกำหนดให้ชัด พรรคฯ ใดจะใช้ประชานิยมแบบไหนต้องแนบหลักฐานผลการศึกษาร่วมกับหน่วยงาน หรือสถาบันต่าง ๆ ที่ กกต. กำหนดล่วงหน้าก่อน
หัวข้อที่ต้องศึกษา เช่น ประโยชน์ที่จะได้ ความคุ้มค่า ความเสี่ยง และแหล่งที่มาของเงิน
หน่วยงาน หรือสถาบันที่ต้องร่วมศึกษา เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ธนาคารแห่งประเทศไทย องค์การเอกชนที่ กกต. กำหนด เช่น สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ นักวิชาการอิสระ หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่มาขึ้นทะเบียนไว้กับ กกต. ล่วงหน้า เป็นต้น
การศึกษาจึงสามารถทำล่วงหน้าได้ และผลจากการศึกษาก็ควรแถลงให้ประชาชนทราบ
เมื่อประชาชนทราบผลดี ผลเสียผ่านการศึกษาจากหน่วยงานที่ถูกต้องแล้ว หากยังเลือกพรรคฯ ดังกล่าวก็เป็นเรื่องของประชาชนที่รู้แล้วก็ควรรับผิดชอบอนาคตของตนเอง
แต่หาก กกต. เห็นผลเสียแล้วไม่ยินยอมให้พรรคฯ ใช้ประชานิยมดังกล่าวเป็นนโยบายหาเสียงก็ถือว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างมีหลักการ มีเหตุผล และเป็นที่ยอมรับ
การลุกขึ้นมาป้องกันปัญหาของ กกต. จะทำให้ประชานิยมส่งผลดีต่อคนไทยในระยะยาว.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : January 20, 2026

Logistics
ฮ่องกงและหนานซา มุ่งสู่การเป็นมาตรฐานสากลด้านโดรน ผ่านการทดสอบข้ามพรมแดน
ฮ่องกงกำลังก้าวเติบโตอย่างสำคัญในการผลักดันการบินโดรนข้ามพรมแดน ด้วยการร่วมมือกับเขตหนานซาในประเทศจีนเพื่อพัฒนามาตรฐานนโยบายและแนวทางการตรวจรับรอง ทดลองและผ่านการทดสอบร่วมกันซึ่งอาจกลายเป็น “มาตรฐานอ้างอิงระดับโลก” ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นหลังการลงนามข้อตกลงเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ระหว่าง Hong Kong Productivity Council และ Nansha International Advanced Technology Application and Promotion Centre (GBA)
Mr. Edmond Lai Shiao-bun ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัลของสภาการผลิตฮ่องกงฮ่องกง ให้สัมภาษณ์ว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ต่อทั้งสองฝ่ายในการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” (low-altitude economy) โดยจะรวบรวมนักวิชาการ ผู้ถือหุ้นในภาคการบิน ผู้ประกอบการโดรนและ eVTOL รวมถึงสถาบันวิจัยจากทั้งสองฝ่าย เพื่อจัดทำมาตรฐานร่วมกันผ่าน “โมเดลวงจรปิด” ที่ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยีการประยุกต์ใช้เชิงอุตสาหกรรมเขาระบุว่า ฮ่องกงสามารถถูกวางตำแหน่งให้เป็น “ศูนย์กลางเอเชีย” ด้านเศรษฐกิจระดับความสูงต่ำได้ คุณค่าที่สำคัญที่สุดของความร่วมมือกับหนานซาคือการสร้างมาตรฐานระดับโลกด้านระบบอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งเมืองต่างๆ ในเอเชีย เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้
ทั้งนี้ผู้นำทั้งสองฝ่ายต่างยกให้“เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” เป็นวาระแห่งชาติ Mr. John Lee Ka-chiu ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง ระบุในสารปีใหม่ว่า ในปีพ. ศ 2569 ประเด็นนี้จะเป็นนโยบายสำคัญ ขณะที่ Mr. Li Qiang นายกรัฐมนตรีจีน ได้เรียกร้องให้เมืองเซินเจิ้น เร่งพัฒนาหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์AI และโดรน ระหว่างการเยือนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
บันทึกความเข้าใจระหว่างสภาฯ และศูนย์ฯ อาศัยกลไก ‘Regulatory Sandbox X’ ของรัฐบาลฮ่องกงเป็นฐานในการดำเนินงาน ซึ่งใช้ทดสอบอากาศยานที่มีลักษณะ “นอกกรอบ” และมีน้ำหนักเกิน 150 กิโลกรัม รวมถึง eVTOL เพื่อใช้ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างกลไกการยอมรับร่วมกันระหว่าง Guangzhou และฮ่องกง
Mr. Edmond Lai Shiao-bun คาดว่า บริษัทโดรนและสถาบันวิจัยชุดแรกจะสมัครเข้าร่วม sandbox ได้เร็วที่สุดภายในเดือนหน้า โดยหนานซาได้รับเลือกเพราะทำเลเชิงยุทธศาสตร์และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จากฮ่องกงสามารถเดินทางทางเรือไปยังหนานซาได้โดยไม่ต้องผ่านเมืองอื่นในประเทศจีน อีกทั้งยังมีห้องปฏิบัติการระดับชาติด้าน eVTOL และเทคโนโลยีโดรน ซึ่งการนี้ทั้งสองฝ่ายหวังว่าการทดสอบร่วมกันจะช่วยให้สามารถบูรณาการมาตรฐานเทคนิค การประสานเชิงนโยบาย และการใช้งานเชิงอุตสาหกรรม เพื่อสร้าง “เส้นทางการตรวจรับรองข้ามพรมแดน” ที่มีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันมีพันธมิตรทั้งหมด 16 ราย รวมถึง Hong Kong University of Science and Technology (HKUST) และวิทยาเขตกวางโจวของมหาวิทยาลัยดังกล่าว Greater Bay Area Low Altitude Economy Alliance และ Chinese Society of Aeronautics and Astronautics
Mr. Edmond Lai Shiao-bun กล่าวเสริมว่า “เรามุ่งหวังระบบข้ามพรมแดนที่ไร้รอยต่อ เนื่องจากแต่ละฝ่ายมีหน่วยงานเกี่ยวข้องมากกว่า 10 แห่ง” แหล่งข่าวภาครัฐระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ และช่วยให้บริษัทจีนขยายสู่ตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น เขากล่าวว่า ฮ่องกงเป็นที่รู้จักในด้าน “มาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินที่สูง” และหากบริษัทจีนผ่านมาตรฐานของฮ่องกงได้ ก็จะสามารถผ่านมาตรฐานสากลได้ไม่ยาก “ฮ่องกงยังสามารถเป็นเวทีทดสอบหรือฐานทดลองสำหรับบริษัทเหล่านี้ก่อนขยายสู่ต่างประเทศได้อีกด้วย”
Mr. Duncan Chiu Tat-kun สมาชิกสภานิติบัญญัติผู้แทนภาคเทคโนโลยีและนวัตกรรม กล่าวว่า เขตพิเศษอย่างหนานซาและเฉียนไห่ มีความยืดหยุ่นด้านนโยบายเหมาะสำหรับการทดลองด้านการไหลเวียนข้อมูลและการประสานห้วงอากาศ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบินโดรน โครงการนำร่องข้ามพรมแดนมีขึ้นเพื่อหาจุดที่ทั้งสองระบบสามารถบรรจบกันได้ โดยเฉพาะเมื่อกฎหมายและระเบียบของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกัน ทั้งนี้เทคโนโลยีปัจจุบันทำให้สามารถจัดการข้อมูลการบินและข้อมูลห้วงอากาศแยกกันได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงการประสานงานร่วมกันได้อย่างดี อย่างไรก็ตามความท้าทายต่อไปคือการปรับปรุงกฎหมายของฮ่องกงให้ทันสมัยเพราะกฎหมายที่ร่างไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนอาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานโดรนในภารกิจจริง เช่น การตอบสนองเหตุฉุกเฉินหรือการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน
Mr. Johnny Ng Kit-chong สมาชิกสภานิติบัญญัติอีกคนหนึ่ง กล่าวว่าทำเลของหนานซาที่อยู่ใกล้ฮ่องกง เหมาะสำหรับการทดสอบโดรนที่ใช้ขนส่งตัวอย่างทางการแพทย์หรือสิ่งของฉุกเฉินในการบินข้ามพรมแดนที่ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง “โดรนเหล่านี้เป็นวิธีที่ดีมาก เพราะปลอดภัย รวดเร็ว และสามารถติดตามได้” สภานิติบัญญัติจะพิจารณาต่อไปว่า การทดลองใน sandbox จะสามารถพัฒนาเป็นกลไกถาวรได้อย่างไร โดยจะพิจารณาช่องว่างทางกฎหมายและรูปแบบการประสานงานข้ามพรมแดนที่จำเป็น เพื่อให้การบิน เชิงปฏิบัติการในชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง
ความร่วมมือระหว่าง Hong Kong Productivity Council และ Nansha International Advanced Technology Application and Promotion Centre (GBA) ในการพัฒนามาตรฐาน นโยบาย และกลไกการตรวจรับรองด้านระบบอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Systems: UAS) และอากาศยานขึ้นลงทางดิ่งไฟฟ้า (eVTOL) ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของภูมิภาคเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า (Greater Bay Area: GBA) และมีศักยภาพสูงที่จะยกระดับให้เป็นมาตรฐานอ้างอิงระดับสากลในอนาคต มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของความร่วมมือ ผลักดันให้ฮ่องกงและหนานซามีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภูมิภาค GBA โดยมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ห้องปฏิบัติการระดับชาติ และระบบกฎหมายที่เอื้อต่อการทดสอบเทคโนโลยีใหม่ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการวางรากฐานเพื่อพัฒนา “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” (low-altitude economy) ซึ่งรัฐบาลจีนและฮ่องกงต่างให้ความสำคัญในระดับนโยบาย
ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพด้านระบบควบคุมการบิน เซนเซอร์ ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล หรือโดรนเพื่อการเกษตร การสำรวจ หรือการขนส่ง สามารถพิจารณาเข้าร่วมทดสอบใน Sandbox เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ติดตามความคืบหน้าโครงการ Regulatory Sandbox X อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินโอกาสเข้าร่วมทดสอบผลิตภัณฑ์
ฮ่องกงและหนานซามีความพร้อมด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการทดลองเทคโนโลยีโดรน ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและการประชุมด้านโดรนในฮ่องกงและ GBA เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจ สร้างโอกาสด้านการร่วมทุนและความร่วมมือทางธุรกิจ โดยร่วมทุนกับบริษัทในฮ่องกงหรือจีน ตั้งศูนย์วิจัยร่วม ใช้ฮ่องกงเป็นฐานทดสอบก่อนขยายสู่ตลาดจีนตอนใต้ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ไทย
ไทยมีความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และวัสดุน้ำหนักเบา ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของโดรนและ eVTOL ตลาดฮ่องกงและ GBA มีความต้องการสูงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสด้านการส่งออกชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ควรเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและมาตรฐานสากล เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ไทยสอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ที่กำลังพัฒนา ซึ่งมาตรฐานที่กำลังพัฒนาระหว่างฮ่องกง–หนานซา สามารถนำมาปรับใช้ในไทยเพื่อยกระดับการใช้โดรนในโลจิสติกส์ การแพทย์ การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน การเกษตรอัจฉริยะ และการจัดการภัยพิบัติ จะเป็นโอกาสด้านการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมไทยได้ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในหลายภาคส่วน
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/cx1knkuq13amtyy0k65j3j0p








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!