CEO ARTICLE
ภาษีกู
การใช้จ่ายภาษีกูให้คุ้มค่าควรเริ่มจากอะไร ?
“ในโลกนี้ ทุกสิ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้ ยกเว้นความตายและภาษี” (เบนจามิน แฟรงคลิน)
มันเป็นความจริงที่ทุกคนหนีความตายไม่พ้น แต่ภาษีอาจไม่แน่ คนอยู่ป่า อยู่เขา หากินไปกับธรรมชาติ ไม่มีการซื้อขาย ไม่มีสังคม แบบนี้ไม่มีโอกาสเสียภาษีแน่ ส่วนคนในเมืองใช้ไฟฟ้า น้ำประปา ซื้อหาอาหาร และอื่น ๆ ทุกคนต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
ยิ่งคนมีการบริโภคพิเศษ หรือมีการค้าก็ยิ่งต้องเสียภาษีมากขึ้น เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีการค้า ภาษีเงินได้ อากรศุลกากร และภาษีอื่น ทุกชีวิตในสังคมจึงหลีกเลี่ยงภาษีไม่พ้น
ภาษีจึงเป็นเงินที่ประชาชนเป็นผู้จ่าย และมีชื่อในอดีตว่า “ภาษีราษฎร”
แต่ในปี พ.ศ. 2563 เกิดการต่อต้านรัฐบาลจากนักกิจกรรมและคนรุ่นใหม่ เรียกร้องความคุ้มค่าการใช้งบประมาณของรัฐที่มาจากภาษีราษฎร และลุกลามสู่ความไม่สงบในบ้านเมือง
ครั้งนั้น ภาษีราษฎรถูกดัดแปลงเพื่อใช้ในการต่อต้านให้ตรงตัวด้วยคำว่า “ภาษีกู”
เสียงร้อง “ภาษีกู” ของคนจ่ายภาษีหลายล้านบาทจึงดังมาก แต่ในระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนมี 1 เสียงเท่ากัน คนจ่ายภาษี 100 บาทหรือ 1 บาทก็มีสิทธิ์ส่งเสียง “ภาษีกู” ได้ดังไม่ต่างจากคนเสียภาษี 1 ล้านบาท ศักดิ์ศรีคนจ่ายภาษีทุกคนมีเท่ากัน ทุกคนต้องการให้นำภาษีไปใช้ให้คุ้มค่ามากกว่าเดิมเหมือนกัน ให้ปลอดจากผลประโยชน์ทับซ้อน และไร้การทุจริตเหมือนกัน
เมื่อทุกคนมีเจตนารมณ์เหมือนกัน คำว่า “ภาษีกู” ที่ถูกดัดแปลงและถูกส่งเสียงร้องกระหึ่มพร้อม ๆ กันในครั้งนั้นจึงเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์ โด่งดัง และเป็นที่กล่าวถึงนับแต่นั้นเป็นต้นมา
แต่ปัญหาคือ ทำอย่างไรให้การใช้จ่ายภาษีกูมีความคุ้มค่ามากกว่าเดิม ?
ระบอบประชาธิปไตยไม่ยินยอมให้คน ๆ เดียวมีอำนาจนำภาษีไปใช้จ่าย
ประชาชนเจ้าของภาษีเป็นผู้เลือก ส.ส. ให้เป็นผู้แทน ให้ ส.ส. ทั้งสภาฯ ร่วมกันพิจารณา และอนุมัติการใช้จ่ายภาษีในรูปงบประมาณแผ่นดิน จากนั้น รัฐบาลก็นำงบประมาณแผ่นดินไปใช้จ่ายด้านต่าง ๆ ให้คุ้มค่า เท่าที่พอมองเห็น การใช้จ่ายภาษีสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. รายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการ เงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เป็นต้น
ประเภทนี้ชัดเจน ลดไม่ได้ แต่ควรนำมาพัฒนาประสิทธิภาพของข้าราชการประจำให้มากขึ้นได้ ทำให้การทำงานคุ้มค่าภาษีกูที่จ่ายเป็นเงินเดือนได้จึงอยู่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งจัดการ
2. โครงการต่าง ๆ เงินบรรเทาสาธารณภัย เงินฉุกเฉิน และอื่น ๆ ที่จ่ายเป็นกรณีพิเศษ
ประเภทนี้เป็นเงินช่วยเหลือที่จำเป็น แต่ต้องเปิดเผยให้การจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่าง ๆ ของรัฐมีการขุดคุ้ย ตีแผ่ และสร้างการรับรู้ให้เจ้าของภาษีกูซึ่งขึ้นอยู่กับ ส.ส. ฝ่ายค้าน
3. เงินใช้จ่ายเพื่อ ส.ส. เช่น ค่าเดินทาง ค่าดูงาน เบี้ยประชุม เงินบำนาญ เป็นต้น
ประเภทนี้จ่ายให้ ส.ส. ที่หลายเรื่องไม่คุ้มค่า เช่น ค่าดูงานที่ไร้สาระ ค่าตั๋วเครื่องบิน First Class ที่เจ้าของภาษีส่วนใหญ่ไม่เคยนั่ง เบี้ยประชุมที่ไม่คุ้มค่า เงินบำนาญ ส.ส. ที่หมดวาระแล้ว และอื่น ๆ อีกมากที่ประชาชนเริ่มรับไม่ได้ ควรเริ่มจัดการทันที ควรลดลง และหมดไป
วันนี้ ประชาชนได้เลือกตั้ง ส.ส. ชุดใหม่เสร็จแล้วในวันที่ 8 ก.พ. 2569
พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส. มากสุดราว 193 คนน่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคประชาชนได้ 118 คนน่าจะเป็นแกนนำฝ่ายค้าน และมี ส.ส. ที่ประชาชนไว้วางใจอีกหลายพรรค หลายคน
อีกหลายเดือนกว่ารัฐบาลและสภาฯ ชุดใหม่จะเข้าทำหน้าที่เพื่อจัดการภาษีกูให้คุ้มค่า
เมื่อเริ่มทำงาน สิ่งที่ควรจัดการทันคือ เงินส่วนที่ 3 ที่จ่ายให้กับ ส.ส. เป็นเงินที่จัดการได้เร็วและง่ายที่สุด แต่เงินนี้เป็นประโยชน์ของ ส.ส. โดยตรงแล้วจะมี ส.ส. หน้าไหนเริ่มต้นจัดการ
หากยังจัดการส่วนที่ 3 ให้คุ้มค่ามากขึ้นไม่ได้ก็อย่าหวังให้ ส.ส. ทั้งสภาฯ ไปจัดการภาษีกูในส่วนที่ 1 และ 2 ที่ใหญ่กว่า ยุ่งยากกว่า ซับซ้อนกว่า และมีผลประโยชน์ทับซ้อนมากกว่าได้
การเลือกตั้งที่เพิ่งจบลง นอกจากจะเป็นการชิงอำนาจทางการเมืองแล้วก็ยังเป็นการชิงผลประโยชน์ส่วนที่ 3 ของ ส.ส. ให้ไหลเข้าสู่ตัวเองด้วย ภาษีกูจึงเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจไปสู่ ส.ส. โดยที่ประชาชนเจ้าของภาษีไม่ได้ประโยชน์อะไร
“ในโลกนี้ ทุกสิ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้ ยกเว้นความตายและภาษี” แต่ประชาชนที่เป็นผู้จ่ายภาษีอาจอกแตกตายเมื่อรู้ว่า ส.ส. ที่ตนเลือกมามีส่วนร่วมผลาญภาษีกูไปอย่างไม่คุ้มค่า.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : February 10, 2026

Logistics
ยกระดับการค้าข้ามพรมแดน! เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรง “อู่ฮั่น-กรุงเทพฯ” หนุนเศรษฐกิจไทย-จีน
เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เที่ยวบินปฐมฤกษ์ที่บรรจุพัสดุอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ได้บินตรงจากสนามบินอู่ฮั่นเทียนเหอสู่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร เส้นทางนี้ถือเป็นการเปิดตัวเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศครั้งแรกของสนามบินเทียนเหอในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ดำเนินการโดยเครื่องบินบรรทุกสินค้าทั้งหมดของ JD Airlines โดยมีความจุสินค้าสูงสุด 22 ตันต่อเที่ยว เพื่อรองรับความต้องการขนส่งสินค้าปริมาณมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารองค์กรของกลุ่มสนามบินหูเป่ย เปิดเผยว่า การวางแผนการบินในครั้งนี้ มุ่งตอบสนองความต้องการของตลาดตามฤดูกาล โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคมจะเริ่มดำเนินการ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์และจะเพิ่มความถี่เป็น 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูกาลที่มีความต้องการขนส่งสูงสุด โดยเที่ยวบินขาออกจากอู่ฮั่นจะเน้นกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูง และพัสดุอีคอมเมิร์ซ ขณะที่เที่ยวบินขากลับจากกรุงเทพฯ จะเน้นการขนส่ง “ราชาผลไม้” อย่างทุเรียนและผลไม้เขตร้อนสดใหม่จากไทยส่งตรงสู่ตลาดอู่ฮั่นทันที เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนที่มองหาความสดใหม่
ความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับความร่วมมือระหว่าง Hubei Airport Group และ JD Logistics สู่ระดับสากล โดยอาศัยศักยภาพของเส้นทางบินตรงเป็นกลไกหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนให้มีความรวดเร็ว คล่องตัว และแม่นยำยิ่งขึ้น การเปิดเส้นทางบินตรง อู่ฮั่น–กรุงเทพฯ ไม่เพียงช่วยลดระยะเวลาการนำเข้าสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้าในระหว่างการขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องอาศัยระบบห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain)
เส้นทางบินดังกล่าวจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนตอนกลางได้โดยตรง โดยเฉพาะ สินค้าเกษตรมูลค่าสูง อาทิ ทุเรียน มังคุด ลำไย และผลไม้สดอื่น ๆ ซึ่งสามารถขนส่งจากแหล่งผลิตในประเทศไทยไปถึงตลาดมณฑลหูเป่ยได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ทำให้คงความสดใหม่ รสชาติ และคุณภาพในระดับสูงสุด ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคจีนที่ให้ความสำคัญกับสินค้าเกรดพรีเมียม และ ความปลอดภัยด้านอาหาร นอกจากนี้ การเชื่อมโยงกับเครือข่ายโลจิสติกส์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของ JD Logistics ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยสามารถกระจายสู่ผู้บริโภคในเมืองหลักและเมืองรองของจีนตอนกลาง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาเส้นทางผ่านศูนย์กระจายสินค้าเดิมในจีนตอนใต้ และช่วยขยายฐานตลาดใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดจีน และสนับสนุนการเติบโตของมูลค่าการค้าระหว่างไทย–จีนในระยะยาว
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย
ท่ามกลางโอกาสทางการค้าที่เพิ่มขึ้น สินค้าไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่สูงขึ้น ไทยจึงควรเร่งบูรณาการการพัฒนาระบบติดตามและตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า (Traceability System) เพื่อให้ผู้บริโภคชาวจีนสามารถเข้าถึงข้อมูลการเพาะปลูก กระบวนการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและภาพลักษณ์ของแบรนด์สินค้าไทยในระยะยาว
การยกระดับความร่วมมือระหว่าง Hubei Airport Group และ JD Logistics ครั้งนี้ ส่งเสริมให้สามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ลดความผันผวนของรายได้เกษตรกร และส่งเสริมการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ภาคการผลิต การแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงธุรกิจโลจิสติกส์และการตลาดดิจิทัล อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียวหรือเส้นทางขนส่งแบบเดิม ส่งผลให้โครงสร้างการค้าของไทย มีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนและผู้ประกอบการไทยควรมุ่งพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุสินค้า รักษาคุณภาพ และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคจีน พร้อมทั้งใช้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ การสร้างแบรนด์ และการสื่อสารจุดขายด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและใช้ประโยชน์จากศักยภาพการเติบโตของตลาดจีนได้อย่างเต็มที่และยั่งยืน
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/t9ppevrioqn4lh3qj6trkt8t







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!