SNP eJournal

ฉบับที่ 455

Follow Us :     เพิ่มเพื่อน  

CEO ARTICLE

“ต้นแบบสังคม”

“อย่าเอาเงินมาถวาย”

คำข้างต้นเป็นรับสั่งของสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ท่านรับสั่งต่อประชาชนผู้มาสักการะบูชาแล้วตามมาด้วยรับสั่ง ดังนี้

“พระรับเงินรับทองเป็นอาบัติที่รุนแรงมาก พุทธศาสนาของเราเสื่อมลงถึงวันนี้คิดให้ดี เป็นเพราะโยมไม่ศึกษาพระธรรมวินัย เอาเงินไปถวายพระ เมื่อไหร่พวกเราจะเลิกทำบาปกันเสียที หยุดเอาเงินให้พระ หยุดทำร้ายพระศาสนา หยุดสร้างกลุ่ม ‘เบญจราคี’ ที่โสโครกโสมมเพิ่มขึ้น” (อ้างอิง

http://tnews.teenee.com/etc/138686.html อ้างอิง Suwanna Pueakchaona)

เว็บไซต์ดังกล่าวยังได้เผยแพร่รับสั่งของสมเด็จพระสังฆราชก่อนหน้านี้

“เราไม่มีแม้สักแดงเดียวนะ เราไม่สะสม”

“แม้แต่เหรียญอาจารย์ฝั้นสักเหรียญเรายังไม่มี”

“รถเราก็ไม่มี”

หากไม่มี “รับสั่ง” ของสมเด็จพระสังฆราชในลักษณะนี้ ประชาชนจำนวนมากก็อาจยังไม่ทราบว่า ตัวประชาชนเองนั่นละที่เป็นผู้ทำลายพระ เป็นผู้ทำร้ายพระศาสนาโดยการถวายเงินพระ

ในหมู่คนดีย่อมมีคนไม่ดีปะปนกันฉันท์ใด

ในหมู่พระที่ดีก็ย่อมมีพระที่ยังมีกิเลสอยู่ฉันท์นั้น เมื่อพระได้รับการถวายปัจจัย พระที่ดีก็ย่อมรู้ว่า ปัจจัยที่ได้รับควรนำไปบำรุงศาสนาต่อไป

ตรงกันข้าม พระที่ยังมีกิเลสแม้จะไม่มากก็จะสะสมปัจจัยให้มากยิ่งขึ้นจนไปเพิ่มพูนกิเลสให้มากยิ่งขึ้นตามไปด้วยแล้วก็กลายเป็นพระนักสะสม

มันคือต้นเหตุของปัญหาสังคมอย่างที่เห็นทุกวันนี้

ด้วยรับสั่งของสมเด็จพระสังฆราช หลายท่านเชื่อว่า นับแต่นี้เป็นต้นไปเชื่อกันว่า การถวายปัจจัยแก่พระจะน้อยลง

ปัญหาพระสะสมวัตถุปัจจัยก็น่าจะลดลงตามไปด้วย

หากพิจารณาเป็นการทั่วไปก็จะพบว่า ปัญหาสังคมเกิดจากประชาชนผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ส่วนหนึ่งร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันสงเสริม แล้วร่วมกันผลักดันจากผิดให้เป็นถูก

ยิ่งในโลกโซเชียลปัจจุบัน การเลียนแบบก็ลุกลามไปทั่วอย่างรวดเร็ว

หากเรื่องที่อยู่กระแสที่สามารถสร้างความเสียหาย โลกโซเชียลปัจจุบันก็จะส่งเสริมความเสียหายให้มากยิ่งขึ้น

ลูกเทพเป็นตัวอย่างที่ดี

เพียงเวลาปีกว่าที่ผ่านมาการเลี้ยงลูกเทพเป็นกระแสจุดติดอย่างไม่น่าเชื่อ กระแสจุดติดจนเกิดสถานรับเลี้ยง ร้านอาหาร สายการบิน รถโดยสารสาธารณะ วัดที่ออกประกาศในทางสาธารณะเพื่อรับปลุกเสก และธุรกิจอื่น ๆ เพื่อรองรับลูกเทพ

กระแสจุดติดแต่ก็มีคนต่อต้าน แล้วการต่อต้านก็มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็มีแรงไม่มากพอ

การต่อต้านที่ไม่แรงพอแต่สังคมในเวลานั้นก็เริ่มสับสนที่ตามมาด้วยวลีเด็ด ๆ

“ประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?”

กระทั่งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. และบริษัทขนส่งจำกัด หรือ บขส. ออกมาประกาศให้ตุ๊กตาลูกเทพเป็นสัมภาระ

จากนั้นรีสอร์ท และโรงแรมบางแห่งออกประกาศห้ามนำตุ๊กตาลูกเทพเข้าพื้นที่ แล้วสำนักพุทธศาสนาก็ประกาศออกตรวจวัดที่รับปลุกเสก

วัดเอากฎข้อไหนมารับปลุกเสกลูกเทพ

สุดท้ายคนอุ้มตุ๊กตาลูกเทพออกเที่ยวก็ขาดความมั่นใจ บางรายถึงกับนำไปทิ้งที่วัด แล้วกระแสลูกเทพก็จางหายไปจนทุกวันนี้

หากหน่วยงานของรัฐ ผู้มีอำนาจ หรือผู้มีอิทธิพลไม่แสดงจุดยืนให้ชัดเจน ไม่ประกาศใด ๆ ออกมาให้เป็นแบบอย่าง ปัญหาสังคมที่มีมากมายก็จะยิ่งมากขึ้นจนแก้ไม่ได้

ปัญหาสังคมในวันนี้จึงมีทางออก

เมื่อใดที่หน่วยงานของรัฐ ผู้มีอำนาจ ผู้มีอิทธิพล หรือผู้เป็นต้นแบบของสังคมไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ยอมนั่งนิ่งดูดาย แล้วเร่งออกมาแสดงให้เห็น สร้างสิ่งที่ถูกต้องให้เกิดการรับรู้

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้น

วันนี้ เชื่อได้ว่า ต้นแบบสังคมของไทยกำลังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ แล้วความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีกำลังจะตามมา

เมื่อได้สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ต้นแบบสังคมในทางสงฆ์ก็น่าจะเปลี่ยนไป สิ่งใหม่ ๆ และความขัดแย้งทั้งด้านความคิด ความเชื่อ และการปฏิบัติก็น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

The Logistics

 วิธีตรวจสอบใบขนสินค้าขาเข้าเบื้องต้น (2)

คราวก่อนได้พูดถึงหลักเกณฑ์กว้างๆในการตรวจสอบใบขนสินค้าขาเข้าไปกันบ้างแล้วนะคะ วันน่ี้เรามาต่อกันด้วยเรื่องของการคำนวณภาษีอากรขาเข้าเบื้องต้นกันค่ะ สินค้า/สิ่งของทุกอย่างในทางศุลกากรแล้ว จำเป็นต้องมีการจำแนกจัดประเภทเข้าหมวดหมู่ และกำหนดให้มีพิกัดและรหัสสถิติ (พิกัดศุลกากร) เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบและมีหลักเกณฑ์มาตรฐานในการจัดเก็บภาษีอากรเข้ารัฐ

ยกตัวอย่างเช่น นำเข้าเครื่องจักรจากประเทศจีน พิกัดศุลกากร 84798210 อากรขาเข้า ปกติ 5% ของราคา CIF + VAT 7% นั่นหมายความว่า หากราคาเครื่องจักรที่ผู้ประกอบการสั่งซื้อจากโรงงานที่จีน ภายใต้ Incoterms: CIF ราคาอยู่ที่ USD 1,000.- ก็แปลว่า คุณจะต้องเสียอากรขาเข้าจำนวน USD 50.- โดยยอดเงินที่จะนำมาบวก VAT 7% ก็คือ USD 1,050.- ดังนั้น VAT 7% ที่จะต้องชำระให้กรมศุลฯ ก็จะเท่ากับ USD 73.50 ซึ่งเมื่อรวมกับค่าอากรขาเข้า USD 50.- แล้วจะต้องชำระให้กรมศุลฯ ทั้งสิ้น USD 123.50

อย่างไรก็ตาม ระหว่างประเทศไทย-จีน มีข้อตกลงความร่วมมือทางการค้า FTA อยู่ หากผู้ขาย/โรงงานที่จีนสามารถออก Form E (เป็นชื่อ Form ประเภทหนึ่งของ Certificate of Origin สำหรับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศจีน) ผู้นำเข้าสามารถใช้ Form E ในการลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับสินค้าบางรายการได้ แต่ก็ต้องตรวจสอบข้อมูลก่อนนะคะ ว่าสินค้านั้นได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าหรือไม่ และที่สำคัญข้อมูลใน Form E และเอกสารอื่นๆ จะต้องถูกต้องสอดคล้องกันทั้งหมด จึงจะสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ว่านี้ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นจะเป็นการดีมาก ถ้าตัวแทนออกของที่ผู้ประกอบการเลือกใช้ จะมีบริการและใส่ใจตรวจสอบเอกสารให้ลูกค้าด้วยนะคะ

กรณีที่ผู้นำเข้าสามารถใช้ Form E ในการยกเว้นอากรขาเข้า แต่ก็อย่าลืมว่ายังมี VAT 7% จากมูลค่า CIF ที่ผู้นำเข้าจะต้องชำระให้กรมศุลฯด้วยนะคะ

ทั้งนี้ผู้ประกอบการก็สามารถนำใบเสร็จค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจากกรมศุลฯ ไปขอคืน VAT ได้ตามระบบบัญชีค่ะ

คำถามต่อไปคือ ปกติการคำนวณค่าภาษีอากรขาเข้าจะใช้มูลค่า CIF เป็นฐานในการคำนวณค่าภาษีอากร หากผู้ประกอบการสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายภายใต้ Incoterms อื่นๆ อาทิเช่น Ex-works หรือ FOB หรือ CFR (C&F ก็เรียก) จะมีวิธีคิดคำนวณอย่างไร มาติดตามกันคราวหน้านะคะ

สุวิตรี ศรีมงคลวิศิษฎฺ์