CEO ARTICLE
ไทยเทียม
สินค้านำเข้าเพื่อการส่งออกในสภาพเดิมจะมีคำว่า Made in Thailand ได้หรือไม่ ?
ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการค้า (Trade Center) ด้วยการนำสินค้าเข้ามาจากประเทศที่ 1 และส่งออกในสภาพเดิมไปจำหน่ายยังประเทศที่ 3 มากขึ้น
บางกรณี ผู้ซื้อในประเทศที่ 3 ก็สั่งให้พิมพ์คำว่า Made in Thailand ที่ด้านข้างหีบห่อและในเอกสารเพื่อการส่งออกจนเกิดข้อสงสัยว่าทำได้หรือไม่ กรณีนี้ทำให้เกิดสิ่งที่ควรรู้ 3 ส่วน คือ
1. สินค้านำเข้าได้รับการยกเว้นอากร และส่งออกในสภาพเดิม
ปัจจุบัน สินค้านำเข้าสามารถใช้สิทธิ์ยกเว้นอากรขาเข้าได้หลายกรณี เช่น ยกเว้นตามข้อตกลงการค้าเสรีหรือ FTA คลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse) หลายประเภท การส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI หรือเขตฟรีอากรหรือ Free Zone เป็นต้น
ในกรณี FTA ที่เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ มิใช่สิทธิประโยชน์ทางภาษีของไทย กรณีนี้สามารถส่งสินค้าออกในสภาพเดิมได้ทันที ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ภายในประเทศไทย
แต่หากเป็นการยกเว้นภาษีอากรด้วย BOI คลังสินค้าทัณฑ์บน Free Zone หรืออื่น ๆ ที่เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีของไทย มีเงื่อนไขเพื่อการยกเว้น ก่อนการส่งออกในสภาพเดิม ผู้นำเข้าก็ควรศึกษาและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่แต่ละหน่วยงานกำหนดก่อน มิฉะนั้นจะมีความผิด
ตัวอย่างเช่น การนำเข้าเครื่องจักร หรือวัตถุดิบเพื่อการผลิต ได้รับสิทธิ์ยกเว้นอากรขาเข้าจาก B.O.I. เมื่อนำเข้ามาแล้วจะอยู่ในความควบคุมของ B.O.I. จะเคลื่อนย้ายไปสถานที่ใด หรือส่งกลับออกไปในสภาพเดิมก็ต้องยื่นขอ และได้รับอนุญาตจาก B.O.I. ก่อน เป็นต้น
2. สินค้านำเข้าชำระอากร และส่งออกในสภาพเดิม
กรณีนี้จะอยู่ภายใต้มาตรา 28 แห่ง พรบ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 ที่ผู้นำเข้าสามารถขอคืนอากรขาเข้าได้ 9 ใน 10 ส่วนหรือส่วนที่เกิน 1,000 บาท
ภาษากฎหมายเข้าใจยาก แต่สรุปง่าย ๆ ด้วยภาษาชาวบ้านคือ ได้คืนเกือบหมด ส่วนที่ไม่ได้คืนมีเพียง 10% ของอากรที่ชำระโดยไม่เกิน 1,000 บาทเท่านั้น
เมื่อมีการชำระอากร สินค้าสามารถนำเข้าได้เลย แต่ก่อนการส่งออกต้องพิสูจน์ว่าเป็นของรายเดียวกับที่นำเข้า ต้องไม่ใช้ประโยชน์ใด ๆ ระหว่างที่ของนั้นอยู่ในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นการแสดง การทดลอง หรืออื่น ๆ ต้องส่งออกภายใน 1 ปี และต้องยื่นขอคืนอากรภายใน 6 เดือน
ทั้งส่วนที่ 1 และ 2 มีคำว่า Made in Thailand ได้หรือไม่จะกล่าวในส่วนที่ 3
3. สินค้านำเข้า ส่งออกในสภาพเดิม และต้องการมีคำว่า Made in Thailand
กรณีเช่นนี้มักเกิดจาก 2 เหตุผลคือ
(1) ผู้นำเข้าต้องการปกปิดแหล่งกำเนิดสินค้าที่แท้จริง มิให้ผู้ซื้อในประเทศที่ 3 รู้และไปติดต่อโดยตรงซึ่งเป็นผลเสียของผู้นำเข้า หรือ
(2) ผู้ซื้อในประเทศที่ 3 รู้อยู่แล้ว แต่สั่งให้ระบุคำว่า Made in Thailand เพื่อประโยชน์ทางการค้าของตน บางครั้งก็สั่งใน L/C ให้พิมพ์คำว่า Made in Thailand ด้านข้างหีบห่อ ใช้เป็นเครื่องหมายและเลขหมาย (Shipping Mark and Number) และในเอกสารส่งออกก็มี
แต่ที่หนักสุดคือ ขอใบรับรองถิ่นกำเนิดเพื่อยืนยันว่า สินค้าผลิตในประเทศไทยทั้งที่ข้อเท็จจริง สินค้าที่ส่งออกในสภาพเดิม ไม่ผ่านกระบวนการผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุในประเทศไทย สินค้าจึงไม่ใช่ “ไทยแท้” หากใช้คำว่า Made in Thailand สินค้าย่อมเป็น “ไทยเทียม”
ยิ่งไปกว่านั้น สินค้าบางประเภทที่ขายจากผู้ขายประเทศที่ 1 อาจถูกจำกัดปริมาณนำเข้า หรือห้ามนำเข้าในประเทศผู้ซื้อที่ 3 ตามการกีดกันทางการค้าที่มีมากขึ้นในปัจจุบัน
“ไทยเทียม” ที่ระบุจึงเป็นความผิดในประเทศที่ 3 ทำให้ประเทศไทยถูกเพ่งเล็งว่าเป็นต้นทางของการทำผิด และอาจทำให้ถูกกีดกันทางการค้าจนผู้ส่งออกสินค้า “ไทยแท้” เดือดร้อน
การนำเข้าเพื่อส่งออกในสภาพเดิมไม่ว่าจะขอคืนอากรขาเข้าหรือไม่เป็นสิ่งทำได้ กฎหมายรองรับ และสามารถเปลี่ยนเครื่องหมายและเลขหมายข้างหีบห่อทั้งที่ท่านำเข้า (Port of Arrival) หรือที่ที่ทำการของผู้นำเข้าได้ด้วยการยื่นคำร้อง
แต่หากจะระบุ Made in Thailand ซึ่งเป็น “ไทยเทียม” ไม่ว่าในเครื่องหมายและเลขหมาย หรือในเอกสารต่าง ๆ ย่อมเป็นการสำแดงเท็จ และมีความผิดทางกฎหมาย
ผู้นำเข้าเพื่อการส่งออกที่คิดจะทำ “ไทยเทียม” จึงควรปรึกษาตัวแทนออกของ (Customs Broker) ที่มีความรู้ก่อนดำเนินการเพื่อป้องกันความผิดทางกฎหมาย และป้องกันประเทศไทยมิให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของการเป็นศูนย์กลางทางการค้า.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
👉 Home and Health … https://www.inno-home.com
👉 Art and Design …… https://www.cose.life
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : August 8, 2023

Logistics
ส่องตลาดข้าวออสเตรเลียหลังอินเดียยุติส่งออกข้าวขาว
อินเดียเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่มีสัดส่วนการส่งออกข้าวคิดเป็นร้อยละ 40 ของตลาดข้าวโลก รองลงมาคือ ไทยและเวียดนาม โดยอินเดียส่งออกข้าวขาว (ยกเว้นข้าวบาสมาติ) ประมาณ 500,000 ตันต่อเดือน ตลาดส่งออกข้าวขาวที่สำคัญของอินเดีย (ส่วนใหญ่เป็นประเทศแถบชายฝั่งทะเลตะวันตกของทวีปแอฟริกา) คือ เบนิน, เซเนกัล, โกตดิวัวร์, โตโก, กินี, บังกลาเทศและเนปาล
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 รัฐบาลอินเดียประกาศระงับการส่งออกข้าวขาว (ยกเว้นข้าวบาสมาติ) โดยมีผลบังคับใช้ทันที เพื่อรักษาระดับสต๊อกข้าวให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศและปรับราคาข้าวขาวให้อยู่ในราคาที่ชาวอินเดียที่มีรายได้ต่ำสามารถเข้าถึงได้ เนื่องจากราคาข้าวในอินเดียในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีราคาเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.5 และในเดือนมิถุนายน 2566 ราคาข้าวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 แม้ว่าในช่วงเดือนกันยายน 2565 รัฐบาลอินเดียเริ่มจัดเก็บภาษีส่งออกข้าวขาวไม่ได้ขัดสี ข้าวกล้อง ข้าวขาวขัดสีบ้างแล้วหรือทั้งหมด (ไม่รวมข้าวบาสมาติ) ในอัตราร้อยละ 20 แต่ปริมาณการส่งออกข้าวของอินเดีย โดยเฉพาะการส่งออกข้าวขาวในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2566 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 ประกอบกับพื้นที่เพาะปลูกข้าวสำคัญของอินเดียได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน มีผลให้ผลผลิตข้าวของอินเดียลดลงและราคาข้าวในประเทศเพิ่มสูงขึ้น
ผลกระทบเบื้องต้นจากการระงับการส่งออกข้าวขาวของอินเดียสามารถสรุปได้ดังนี้
– การระงับการส่งออกข้าวขาวจะเป็นกลไกกระตุ้นราคาข้าวในตลาดโลกที่สูงอยู่แล้วจากภาวะเงินเฟ้อปัจจุบัน มีราคาพุ่งสูงขึ้นอีก
– ผลต่อผู้ค้าข้าวรายใหญ่ของอินเดียที่รับเงินค้ำประกันการสั่งซื้อไว้ล่วงหน้าจะต้องยกเลิกสัญญาซื้อขายข้าวประมาณ 2 ล้านตันซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ
– การระงับการส่งออกข้าวขาวของอินเดียจะเป็นการกระตุ้นให้ราคาสินค้าธัญพืชในตลาดโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤต เนื่องจากก่อนหน้านี้ รัฐบาลรัสเซียได้ถอนตัวออกจากข้อตกลง Black Sea Grain Initiative ในการเปิดทางให้ยูเครนส่งออกสินค้าธัญพืชผ่านเส้นทางเดินเรือในน่านน้ำทะเลดำ จะมีผลต่อประชาชนในหลายประเทศที่พึ่งพาสินค้าธัญพืชจากยูเครน เช่น แอฟริกา ประเทศในแถบตะวันออกกลาง จีน สเปน และอิยิปต์ ได้รับความเดือดร้อน แต่จะเป็นปัจจัยบวกต่อความต้องการนำเข้าสินค้าธัญพืชจากออสเตรเลียเพิ่มขึ้นและออสเตรเลียยังได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้าธัญพืชในตลาดโลกที่สูงขึ้นด้วย (ราคาข้าวสาลีเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และราคาข้าวโพดเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 ภายในระยะเวลา 5 วันหลังอินเดียยุติส่งออกข้าวขาว)
– ออสเตรเลียจะไม่ได้รับผลกระทบจากการยุติการส่งออกข้าวขาวของอินเดียมากนัก เนื่องจากออสเตรเลียสามารถผลิตข้าวขาวบริโภคเองในประเทศ และข้าวที่อินเดียส่งออกมาออสเตรเลียส่วนใหญ่เป็นข้าวบาสมาติ แต่จะเป็นกลไกกระตุ้นความต้องการนำเข้าข้าวขาวจากไทย เวียดนาม ปากีสถานและไต้หวันเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยสัดส่วนที่อินเดียยุติการส่งออก
– ปัจจุบันราคาค้าปลีกข้าวในซุปเปอร์มาร์เก็ตออสเตรเลียยังทรงตัว โดยราคาข้าวขาวหอมมะลิ (ไทยผลิต OEM ให้แบรนด์ Woolworths) มีราคา 3.35 เหรียญออสเตรเลียต่อกิโลกรัม ราคาข้าวขาวหอมมะลิ (เวียดนามผลิต OEM ให้แบรนด์ SunRice) มีราคา 55 เหรียญอสเตรเลียต่อกิโลกรัม ราคาข้าวขาวเมล็ดยาว (ไทยผลิต OEM ให้แบรนด์ SunRice) มีราคา 2.65 เหรียญออสเตรเลียต่อกิโลกรัม ข้าวที่ออสเตรเลียผลิตในประเทศ ได้แก่ ข้าวกล้อง แบรนด์ SunRice มีราคา 4.40 เหรียญออสเตรเลียต่อกิโลกรัม ข้าวขาวเมล็ดกลางแบรนด์ SunRice มีราคา 3.30 เหรียญออสเตรเลียต่อกิโลกรัมและข้าวขาวเมล็ดกลางออร์แกนิกแบรนด์ Macro ของ Woolworths มีราคา 3.85 เหรียญออสเตรเลียต่อ 750 กรัม
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/141033








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!