CEO ARTICLE
การสั่งและการนำ
ทำไมหัวขวดชอบสั่งคน แต่หัวหน้าชอบนำคน ?
“การสั่ง” และ “การนำ” เป็นการจัดการจากบนลงล่าง (Top Down) ที่คล้ายกัน
“การสั่ง” มีความแข็งกร้าวคล้ายคำสั่งทางทหารจึงเหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่ดื้อรั้น คนที่เข้าใจอะไรยาก ในความหมายนี้ ภาษาอังกฤษอาจใช้คำว่า Ordering หรือ Commanding
การสั่งจะมุ่งไปที่งาน มุ่งไปที่กระบวนการให้เกิดความสำเร็จโดยไม่สนใจคน
แต่คนคือทรัพยากร (Human Resources) ที่มีคุณค่าสูงสุด การสั่งในทฤษฏีการจัดการจึงใช้คำว่า “Directing” ที่ให้ความนุ่มนวลและลึกล้ำกว่า แต่จะลึกล้ำกว่าอย่างไรก็ต้องเริ่มจากคำว่า “Direct” ที่เป็นต้นทางของคำต่าง ๆ ในแต่ละบริบทก่อน
“Direct” หมายถึง โดยตรง ตรงไปตรงมา ไปในทิศทางโดยตรง
“Direction” หมายถึง “ทิศทาง”
“Directing” หมายถึง การชี้ทิศทาง หรือการให้คำแนะนำเพื่อปฏิบัติให้ถูกต้อง
“Director” หมายถึง บุคคลผู้มีหน้าที่คอยชี้ทิศทางที่ถูกต้อง หรือผู้อำนวยความสะดวก
จากบริบทข้างต้น การสั่งในภาษาไทยจึงให้ความหมาย 2 ทาง ทางที่ 1 เป็นคำสั่งที่ต้องปฏิบัติ ต้องการความรวดเร็ว แม่นยำ การสั่งส่วนใหญ่จึงอยู่ในภาวะวิกฤิตที่ต้องการความสำเร็จ
ทางที่ 2 การสั่งต้องประกอบด้วยการชี้ทิศทางที่ถูกต้องให้ผู้ปฏิบัติ ให้คำแนะนำ ต้องมีการอำนวยความสะดวก การสร้างความรู้ สร้างความเข้าใจเพื่อความสำเร็จตามเป้าหมาย เป็นการหวังผลในระยะยาวเพื่อสร้างวัฒนธรรมให้เกิดการเรียนรู้แก่ทีมงาน
การสั่งในทางทฤษฏีจึงให้ความหมาย 2 ทาง ทางหนึ่งมุ่งไปที่งาน มุ่งไปสถานการณ์คับขันที่ต้องสั่งให้เด็ดขาด อีกทางหนึ่งมุ่งไปที่คน มุ่งไปที่การพัฒนา และการป้องกันข้อผิดพลาด
หัวหน้าที่เข้าใจการสั่งในบริบทการจัดการเลือกใช้ทางไหนก็จะได้ผลทางนั้น
“การนำ” เป็นการจัดการจากบนลงล่างเหมือน “การสั่ง” แต่ดูนุ่มนวลกว่า
การนำจะมุ่งเน้นไปที่คน มุ่งการสร้างแรงบันดาลใจ การจูงใจ การพัฒนาคนให้มีความรู้ มีความเข้าใจเพื่อมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ให้คำแนะนำ ป้องกันข้อผิดพลาด การตรวจสอบ และการเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกันเพื่อนำบุคลาการให้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ และได้ความสำเร็จ
การนำจึงเป็นการนำคน ภาษาอังกฤษใช้คำตรงตัวว่า “Leading” ส่วนหัวหน้าที่ใช้การนำได้ตรงตามหลักการจัดการถือว่า หัวหน้าผู้นั้นมีภาวะผู้นำ (Leadership) สามารถนำทีมงานทั้งในภาวะคับขันและภาวะผ่อนคลายได้ และทำให้การนำมีสภาพคล้ายการสั่งในความหมายที่ 2
ข้อสรุปคือ การสั่งให้ความหมาย 2 ทาง แต่การนำให้ความหมายทางเดียว
การสั่ง (Directing) มุ่งไปที่งาน ดูแข็งกร้าวก็ได้ หรือดูนุ่มนวลก็ได้
ด้วยเหตุนี้ หัวหน้าที่มีทัศนคติแคบ มองอะไรก็เห็นด้านเดียวจึงชอบการสั่งในความหมายที่แข็งกร้าวด้านเดียว เมื่อสั่งแล้วทำไม่ได้ ไม่เข้าใจ หรือทำผิดก็ต้องรับโทษตามขั้นตอน
เมื่อมองได้ด้านเดียว การพัฒนาบุคลากรจึงมีน้อย ทีมงานจึงมีความรู้ มีความเข้าใจจำกัด ไม่กว้าง ไม่ลึก มีคุณค่าน้อย ไม่มีคำแนะนำ ไม่มีการควบคุมดูแล และไม่มีการเคียงบ่าเคียงไหล่
หัวหน้าที่มองการสั่งได้ด้านเดียวจึงไม่ใช่หัวหน้าที่แท้จริง แต่เป็นหัวขวด (Bottle Leader) ที่สอนงานไม่เป็น กระจายงานไม่เป็น แบ่งงานไม่เป็น พัฒนาคนไม่เป็น ได้แต่แบกตำแหน่งเหมือนแบกขวดไว้บนหัวจนตัวเองกลายคอขวดที่แคบลงเรื่อย ๆ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทีมงาน
ตรงกันข้ามกับหัวหน้าที่มีทัศนคติกว้างจะไม่เอาตำแหน่งเป็นหัวโขน
หัวหน้าที่มีทัศนคติกว้างจะใช้การสั่ง (Directing) ร่วมกับการนำ (Leading) จะสร้างความรู้ สร้างความเข้าใจ จะป้องกันความผิดพลาด จะมุ่งควบคุม ดูแล จะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรใช้การสั่ง และเมื่อไหร่ใช้การนำจนทีมงานพัฒนา เกิดภาวะผู้นำ และเป็นหัวหน้าที่แท้จริง (Chief Leader)
หัวขวดมีคอขวดที่แคบจึงชอบสั่งคน หัวหน้าขยายคอขวดให้กว้างจึงชอบนำคน.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : April 7, 2026

Logistics
ทุเรียนไทย 33 ตัน ขนส่งตรงถึงเฉิงตู : ปฏิวัติโลจิสติกส์ผลไม้ไทยสู่จีนตะวันตก
ตามรายงานของ “Chengdu Release” เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ขบวนรถไฟขนส่งสินค้าห่วงโซ่ความเย็น (cold chain) เส้นทางจีน–ลาว–ไทย ซึ่งบรรทุกทุเรียนสดจากประเทศไทยจำนวน 33 ตัน ได้ออกเดินทางจากท่าเรือแหลมฉบัง โดยใช้ระบบขนส่งทางรางตลอดเส้นทาง ผ่านจังหวัดหนองคายของไทยสู่เวียงจันทน์ใต้ของ สปป.ลาว ก่อนเข้าสู่ประเทศจีนผ่านด่านโม่ฮาน มณฑลยูนนาน และมุ่งตรงสู่ท่าเรือรถไฟนานาชาติเฉิงตู (Chengdu International Railway Port)
เส้นทางดังกล่าวมีจุดเด่นด้านการขนส่งทางรางแบบไร้รอยต่อ โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายสินค้า ประกอบกับการควบคุมอุณหภูมิและความสดตลอดเส้นทาง จึงนับเป็นการยกระดับรูปแบบการนำเข้าผลไม้จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งผลไม้สดข้ามพรมแดนระหว่างจีน–ลาว–ไทย
ที่ผ่านมา การขนส่งทุเรียนสดจากประเทศไทยจำเป็นต้องลำเลียงทางรถยนต์ไปยังนครเวียงจันทน์ก่อน แล้วจึงเปลี่ยนรูปแบบเป็นการขนส่งทางรถไฟผ่านเส้นทางรถไฟจีน–ลาว เข้าสู่เฉิงตู อย่างไรก็ดี เส้นทางใหม่ “สายแหลมฉบัง” ได้ช่วยลดขั้นตอนดังกล่าวลงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยขยายจุดเริ่มต้นของระบบรางจากเวียงจันทน์ใต้ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แหล่งผลิตทุเรียนสำคัญในภาคตะวันออกของไทย ส่งผลให้สามารถขนส่งผลไม้จากสวนถึงจุดต้นทางได้ภายในเวลาเพียง 5 ชั่วโมง ก่อนบรรทุกขึ้นรถไฟและเดินทางตรงสู่ปลายทาง ช่วยลดจำนวนจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีการใช้ตู้คอนเทนเนอร์แบบ “ตู้เดียวตลอดเส้นทาง” ควบคู่กับการรักษาอุณหภูมิที่ 13 องศาเซลเซียสตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อคงคุณภาพและความสดของทุเรียนให้ได้มากที่สุด
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า การขนส่งเที่ยวปฐมฤกษ์ของ “สายแหลมฉบัง” ในครั้งนี้ ใช้ตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 2 ตู้ บรรทุกทุเรียนสดรวม 33 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่าหลายล้านหยวน ภายหลังจากสินค้าถึงนครเฉิงตู จะถูกกระจายผ่านเครือข่ายโลจิสติกส์แบบหลายรูปแบบของศูนย์กระจายสินค้าผลไม้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ทุเรียน) ณ ท่าเรือรถไฟนานาชาติเฉิงตู ทำให้สามารถส่งต่อไปยังตลาดค้าส่งผลไม้ในเมืองสำคัญ อาทิ เฉิงตู ฉงชิ่ง ซีอาน เจียซิง กวางโจว และปักกิ่ง ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระยะเวลาตั้งแต่สินค้าถึงท่าเรือจนถึงการวางจำหน่ายสั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ศูนย์กระจายสินค้าดังกล่าวเปิดดำเนินการเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา มูลค่าการนำเข้าผลไม้จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านท่าเรือรถไฟนานาชาติเฉิงตู (Chengdu International Railway Port) ทะลุ 260 ล้านหยวน ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มความหลากหลายของสินค้าในตลาดภายในประเทศ และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคในภูมิภาคตะวันตกของจีนสามารถเข้าถึงผลไม้สดจากต่างประเทศได้ในราคาที่เหมาะสมและจับต้องได้มากยิ่งขึ้น
ในระยะต่อไป พื้นที่ท่าเรือดังกล่าวมีแผนนำความสำเร็จของการเดินรถเที่ยวปฐมฤกษ์ครั้งนี้ไปต่อยอด โดยผลักดันให้ขบวนรถไฟห่วงโซ่ความเย็นเส้นทางจีน–ลาว–ไทย เปิดให้บริการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการขยายประเภทสินค้าห่วงโซ่ความเย็น การปรับปรุงกระบวนการพิธีการศุลกากร และการพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน–ลาว–ไทย และสนับสนุนการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในและระหว่างประเทศ ตลอดจนสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับการยกระดับการบริโภคและการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเปิดของภูมิภาคตะวันตก
ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู
การเปิดให้บริการขบวนรถไฟห่วงโซ่ความเย็นเส้นทางจีน–ลาว–ไทย (สายแหลมฉบัง–เฉิงตู) ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งผลไม้สดจากไทยเข้าสู่ตลาดจีน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันตก อาทิ นครเฉิงตูและเมืองเศรษฐกิจสำคัญโดยรอบ ทั้งในด้านระยะเวลาขนส่ง ต้นทุน และการรักษาคุณภาพสินค้าให้สดใหม่มากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลดีต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดจีน เส้นทางดังกล่าวจะช่วยลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนนและบรรเทาความแออัดบริเวณด่านชายแดน โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลผลไม้ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการการส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากขึ้น
นอกจากนี้ เส้นทางดังกล่าวยังเอื้อต่อการกระจายสินค้าไปยังเมืองชั้นในของจีนได้รวดเร็วและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผ่านเครือข่ายโลจิสติกส์ทางรางที่เชื่อมโยงกับระบบขนส่งหลายรูปแบบ (multimodal transport) ส่งผลให้ระยะเวลาตั้งแต่สินค้าขนส่งถึงปลายทาง จนถึงการวางจำหน่ายในตลาดสั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ อันจะช่วยเพิ่มความสดใหม่ของสินค้าและลดการสูญเสียระหว่างการขนส่ง
ในเชิงโครงสร้าง เส้นทางรถไฟห่วงโซ่ความเย็นดังกล่าวยังมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการบริหารจัดการอุณหภูมิ การลดขั้นตอนการขนถ่ายสินค้า และการเชื่อมโยงข้อมูล ตลอดจนกระบวนการขนส่ง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคในตลาดปลายทาง
ขณะเดียวกัน การพัฒนาเส้นทางขนส่งทางรางโดยตรงจากประเทศไทยไปยังจีน ยังสอดคล้องกับแนวโน้มการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาค และนโยบายการส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง อันจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของการค้าชายแดนและการค้าระหว่างประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ หากมีการผลักดันให้การเดินรถไฟในเส้นทางดังกล่าวดำเนินการอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการอำนวยความสะดวกทางการค้าเพิ่มเติม จะช่วยยกระดับศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้าเกษตรคุณภาพไปยังตลาดจีน และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/fapq525rc4nlom50r0xvikcf








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!