CEO ARTICLE

ข้าวเหนียวหมูปิ้ง

Published on June 18, 2024


Follow Us :

    

ข้าวเหนียวหมูปิ้งของไทยจะเป็น Soft Power ได้หรือไม่ ?

Soft Power เป็นคำฮิตที่ทุกคนได้ยินมาหลายปีและเป็นคำในหนังสือชื่อ “Soft Power the Means to Success in World Politics” ปี 2004 (พ.ศ. 2547) โดย Joseph S. Nye ซึ่งมีผู้นำไปแปลเป็นภาษาไทยไว้หลายคำ เช่น “อำนาจละมุน” หรือ “ภูมิพลังวัฒนธรรม”
Soft Power จึงเป็นพลังความอ่อนที่นำไปสู่ความสำเร็จในทางการเมืองระดับโลก
คำแปลยังสื่อถึง “การใช้อิทธิพลทางวัฒนธรรม การกิน การดื่ม วิถีชีวิต หรือความเชื่อนำเสนอผ่านสื่อหรือผลงานในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อโน้มน้าวใจ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด หรือพฤติกรรมความชอบให้หันมาสนใจสิ่งเหล่านี้กันมากขึ้น” (ไทยรัฐออนไลน์ 06 พ.ย. 66)
เมื่อเป็นความสำเร็จระดับโลก Soft Power จะเกิดได้ต้องมี 2 ปัจจัยร่วมกัน คือ
1. พฤติกรรมด้วยความยินดีของคนท้องถิ่น
2. พฤติกรรมของคนทั่วโลกที่ยอมรับ ยกย่อง และทำตาม
มันต้องมี 2 ปัจจัยนี้ร่วมกัน การที่ใครมาใช้อิทธิพล คิดเอง เออเองให้อื่นคนมองว่า สิ่งนี้คือ Soft Power โดยที่คนท้องถิ่นไม่รู้ ไม่เห็น มันจะเป็น Soft Power ได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น ผู้นำที่ควรสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แต่กลับมาแต่งตัวประหลาดเพื่อให้คนอื่นมองว่าเป็น Soft Power เป็นต้น
ยิ่งคนทั้งโลกไม่นิยม ไม่ตอบรับ ไม่ทำตามก็ยิ่งไม่ใช่ และอาจถูกตีตราว่าเป็น Hard Power ซึ่งเป็นการใช้อำนาจเชิงบังคับให้เชื่อ ให้นิยม และให้ประพฤติตามอย่างไม่เต็มใจ
พฤติกรรมที่ติดกระแสโลก และเป็น Soft Power จะเกิดการจ้างงานที่เกี่ยวข้อง การผลิตสินค้า การส่งออก การท่องเที่ยว และผลดีอื่น ๆ ต่อสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงวัฒนธรรมจึงประกาศสนับสนุน Soft Power ไว้ 5 ด้าน หรือ 5F คือ F – Food อาหารไทย F – Film ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ F – Fashion การออกแบบแฟชั่นไทย F – Fighting ศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย หรือมวยไทย และ F – Festival เทศกาลประเพณีไทย
ส่วนจะทำได้จริงจังแค่ไหน และไปถึง Soft Power หรือไม่ก็น่าจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ประเทศไทยมี Soft Power ตั้งแต่ก่อนจะมีคำนี้ในปี พ.ศ. 2547 ด้วยซ้ำ
ตัวอย่างเช่น ประเพณีสงกรานต์ ลอยกระทง รำวง ผัดไทย ส้มตำ ต่อมาก็เกิดแกงมัสมั่นไก่ และชุดนักเรียนมัธยมจนทำให้เกิดการจ้างงาน และส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัว ล่าสุดก็มีลูกชิ้นยืนกินที่ลิซ่าจุดประกาย คนท้องถิ่นในไทยยินดีประพฤติตาม แต่น่าเสียดายที่ไปไม่ถึงกระแสโลก
ในมุมนี้ ข้าวเหนียวหมูปิ้งของไทยก็น่าจะขึ้นเป็น Soft Power ได้ไม่ยาก
หมูปิ้งของไทยต้องกินกับข้าวเหนียว กินเปล่า ๆ ก็ได้ แต่ไม่อร่อยเท่ากินกับข้าวเหนียว เป็นอาหารจานด่วนมื้อเช้าที่มีทั้งผลดีและผลเสียเหมือนอาหารอื่น ๆ คนไทยทุกคนรู้จักดี ส่วนใหญ่ต้องเคยกินข้าวเหนียวหมูปิ้งไม่มากก็น้อย และมีการพัฒนาจากหมูปิ้งโบราณไปเป็นหมูปิ้งนมสด
วันนี้ หมูปิ้งจึงมีหลายรสชาติ หาซื้อได้ทั่วไป และทำง่ายไม่ต่างจากส้มตำ
ปัจจุบัน คนไทยว่างงานมาก คนที่อยากทำกิจการเล็ก ๆ ก็ขาดเงินทุน ข้าวเหนียวหมูปิ้งซึ่งอยู่ใน “กลุ่ม F – Food อาหาร” หากได้รับการส่งเสริมให้ชัดเจน ให้จริงจังก็จะแก้ปัญหาการว่างงานได้ระดับหนึ่ง รัฐจึงควรเข้ามาเป็นเจ้าภาพ และควรทำในสิ่งต่อไปนี้
1. จัดให้คนที่อยากทำอาชีพข้าวเหนียวหมูปิ้งมาขึ้นทะเบียน
2. จัดอบรมวิธีการทำข้าวเหนียวและหมูปิ้งให้ถูกสุขลักษณะ
3. พัฒนาไปหลายรูปแบบและหลายรสชาติให้เหมาะกับคนแต่ละรุ่น
4. เมื่ออบรมจนทำได้แล้วก็มอบอุปกรณ์ที่จำเป็นให้ส่วนหนึ่ง
5. มอบเงินทุนเล็ก ๆ ก้อนหนึ่งเพื่อซื้อวัตถุดิบในตอนต้น
6. จัดทำสัญลักษณ์ให้รู้ว่า ร้านนี้ผ่านการอบรมหลักสูตรแล้ว
7. จัดทีมงานลงพื้นที่ทุกเดือนเพื่อตรวจสอบผลที่ได้ และช่วยเหลือ
8. นำหมูปิ้งรสชาติและรูปแบบต่าง ๆ ไปจดทะเบียนให้เป็นของไทย
ในมุมการตลาดท้องถิ่นแทบไม่ต้องทำอะไร ข้าวเหนียวหมูปิ้งเป็นอาหารที่คนไทยรู้จักดีอยู่แล้ว เพียงแค่รัฐจัดการ 8 ข้อข้างต้นอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม การรับรู้จะกว้างขึ้น
หากหวังเพียงการสร้างงาน สร้างอาชีพ วิธีการนี้จะช่วยได้ระดับหนึ่ง ไม่บังคับ ไม่ใช่ Hard Power ไม่คิดเอง ไม่เออเองว่า ข้าวเหนียวหมูปิ้งคือ Soft Power ทั้งที่ยังไม่ใช่
แต่หากโชคดี คนทั่วโลกสนใจ ติดตาม ประพฤติตาม อยากกิน อยากลองด้วยความยินดี ประเทศไทยจะได้ข้าวเหนียวหมูปิ้งเป็น Soft Power เพิ่มขึ้นอีก 1 อย่าง.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
for Home and Health,
please visit https://www.inno-home.com

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : June 18, 2024

Logistics

บริษัทสิงคโปร์เปิดสถานีเปลี่ยนแบต ไม่ต้องรอชาร์จ

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 บริษัทสิงคโปร์ Evotion Labs ได้เปิดตัวสถานีให้บริการเปลี่ยนและชาร์จแบตเตอรี่สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในสิงคโปร์ และวางแผนที่จะเปิดสถานีที่สองในกลางเดือนมิถุนายน 2567 โดยผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ถูกใช้จนหมดเป็นแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มแล้วภายในเวลาไม่กี่นาที

บริษัทคาดว่า จะเปิดสถานีอีก 20 แห่ง ภายในสิ้นปี 2567 รวมถึงแผนการใช้งบประมาณกว่าสี่ล้านเหรียญสิงคโปร์เพื่อขยายกิจการเพิ่มจำนวนไปเป็น 400 สถานี ในอีกสองปีข้างหน้า ซึ่งนอกจากบริษัทจะให้บริการเปลี่ยนแบตเตอรี่แล้ว บริษัทยังจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Niu NQi GTS ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้เทคโนโลยีการเปลี่ยนแบตเตอรี่ในสิงคโปร์ โดยในปัจจุบันบริษัทให้บริการเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สถานที่ของผู้ใช้หรือสถานที่ของบริษัท Evotion Labs เท่านั้น แต่หากบริษัทดำเนินการติดตั้งสถานีชาร์จในห้างสรรพสินค้า บุคคลทั่วไปจะสามารถใช้บริการชาร์จและเปลี่ยนแบตเตอรี่ของบริษัท Evotion Labs ได้ต่อเมื่อการสมัครใบอนุญาตผู้ประกอบการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท Evotion ได้รับการอนุมัติ

องค์การขนส่งทางบกสิงคโปร์ (Land Transport Authority : LTA) กล่าวว่า LTA ได้ออกกฎเกณฑ์การชาร์จแบตเตอรี่และเทคโนโลยีเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในเดือนมีนาคม 2565 และอนุญาตให้สองบริษัท (บริษัท Mo Batteries และบริษัทไต้หวัน Gogoro) ทดสอบเทคโนโลยีดังกล่าวในปี 2566 โดยบริษัท Mo Batteries ทดสอบเสร็จสิ้นแล้วแต่ยังไม่มีแผนที่จะให้บริการเชิงพาณิชย์ และใบอนุญาตของบริษัท Gogoro จะหมดอายุในเดือนกันยายน 2567 ซึ่งขณะนี้บริษัท Evotion Labs เป็นบริษัทเดียวที่ดำเนินการสมัครขอรับใบอนุญาต

รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Niu เป็นรถที่ใช้ระบบสองแบตเตอรี่ หากชาร์จไฟเต็มจะสามารถวิ่งได้ไกลถึง 120 กม. ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนแบตเตอรี่หนึ่งก้อนหรือทั้งสองก้อนเป็นแบตเตอรี่ใหม่ได้ ผู้ใช้งานสามารถค้นหาสถานีชาร์จผ่านแอพพลิเคชั่นของ Evotion Labs โดยทำการสแกนบาร์โค้ดที่สถานีที่จะใช้บริการเพื่อทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ ทั้งนี้ สถานีชาร์จและการเปลี่ยนแบตเตอรี่จะมาจากการจัดหาของบริษัท Evotion Labs เท่านั้น และเพื่อจะได้รับการอนุมัติใช้งานจาก LTA รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะต้องนำเครื่องประจุแบตเตอรี่ (charger) ออก และผู้ซื้อจะต้องยินยอมว่าจะไม่ชาร์จแบตเตอรี่รถด้วยวิธีที่ผิดกฎหมาย ดังนั้นพลังงานจากแบตเตอรี่จะมาจากการเปลี่ยนที่สถานีเท่านั้น การชาร์จแบตเตอรี่ทั้งสองก้อนจนเต็มจากแบตเตอรี่เปล่า จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 8 เหรียญสิงคโปร์ หรือเกือบ 6.7 เซนต์ต่อกิโลเมตร ในขณะที่ รถจักรยานยนต์ Yamaha Aerox ที่ใช้น้ำมันอ๊อกเทน 92 จะอยู่ที่ประมาณ 5 เซนต์ต่อกิโลเมตร

ราคารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งมีสมรรถนะเทียบได้กับรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 17,500 เหรียญสิงคโปร์ รวมค่าใบรับรองสิทธิการซื้อยานพาหนะ (Certificate of Entitlement : COE) แต่ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษานั้น คาดว่าจะต่ำกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน เพราะระบบไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเป็นระยะ โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่าเทคโนโลยีการเปลี่ยนสลับแบตเตอรี่จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่การเดินทางระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการชาร์จแบตเตอรี่นานหลายชั่วโมง เนื่องจากขนาดรถที่กะทัดรัด รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจึงไม่สามารถบรรทุกแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่พอที่จะไปไกลจนกว่าจะได้ชาร์จหรือเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ใหม่ได้อีกครั้ง

ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2567 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในสิงคโปร์คิดเป็น 0.2% (282 คัน) เมื่อเทียบกับ 2.6% ของรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ (3,696 คัน) และ 2.4% ของรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด (15,713 คัน) จักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นเทรนด์ที่เริ่มได้รับการสนใจในสิงคโปร์สำหรับการคมนาคมแบบรักษ์โลกเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ทั้งนี้ สิงคโปร์มีแผนที่จะลดการปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยรัฐบาลสิงคโปร์มีนโยบายสนับสนุนการใช้ยานพาหนะที่ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

แนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ที่สำคัญของโลก ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานที่มีบทบาทสำคัญและสร้างมูลค่าส่งออกให้กับประเทศเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งรัฐบาลไทยได้มี Roadmap แนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ นโยบาย 30@30 เพื่อการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศ ด้วยการตั้งเป้าผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือ รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2030 นอกจากนี้ ยังต้องการส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน รวมถึงมีการเตรียมความพร้อมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้ารอบด้านเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สามารถศึกษาการสนับสนุนจากภาครัฐ และร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมเข้าสู่เทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อปูทางไปสู่การเป็นฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาโอกาสในธุรกิจสถานีชาร์จไฟฟ้า/สินค้าแบตเตอรี่ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/173929

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *