CEO ARTICLE
ของส่งกลับสภาพเดิม
ของนำเข้าไม่ใช้ประโยชน์ และส่งกลับในสภาพเดิมจะได้คืนอากรหรือไม่ ?
หากของที่นำเข้าได้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA (Free Trade Agreement) เมื่อส่งกลับออกไป (Re-Export) ก็ไม่ต้องขอคืนอากรให้วุ่นวาย
หากเป็นการนำเข้าภายใต้ BOI (Board of Investment) ที่ได้ยกเว้นอากรขาเข้า เมื่อจะส่งกลับก็เพียงยื่นขออนุญาตจาก BOI โดยไม่ต้องขอคืนอากรให้วุ่นวายเช่นกัน
แต่หากของที่นำเข้าเสียอากรปกติโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ใด ๆ เช่น ของผิดสเปค ของขายไม่ออก ต้องการส่งคืนเจ้าของเดิม ส่งออกไปขายประเทศอื่น หรือส่งออกไปบริจาค เป็นต้น
หากของนั้นเก็บไว้เฉย ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะหรือรูป ไม่มีการใช้ประโยชน์ ขณะที่ของนั้นอยู่ภายในประเทศ ของนั้นจะมีสภาพเป็น “ของนำเข้าชั่วคราว”
เมื่อส่งของนั้นกลับออกไป อากรขาเข้าที่ชำระไว้ขณะนำเข้าจะได้รับคืนเกือบทั้งหมดตามบทบัญญัติใน พรบ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 28 โดยมีเงื่อนไข (โดยย่อ) ดังนี้
1. ก่อนการส่งกลับออกไปต้องยื่นคำร้องขอใช้มาตรา 28 และต้องได้รับอนุมัติก่อน
2. ต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ว่า ของนั้นอยู่ในสภาพเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะหรือรูป ไม่มีการใช้ประโยชน์ใด ๆ นอกจากการเก็บรักษาในระหว่างที่ของนั้นอยู่ในประเทศไทย
3. ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมศุลกากรกำหนด
4. เงินอากรที่จะได้รับคืนภายหลังการส่งออกมีสัดส่วน 9 ใน 10
5. สัดส่วน 1 ใน 10 ที่ศุลกากรจะเก็บไว้ กฎหมายบัญญัติให้เก็บได้ไม่เกิน 1,000 บาท
7. ข้อมูลที่แสดงในกำกับสินค้าขาออก (Export Invoice) และใบขนสินค้าขาออกต้องตรงกับข้อมูลที่แสดงขณะนำเข้า เช่น ชื่อสินค้า รายละเอียดสินค้า น้ำหนักสินค้า และอื่น ๆ ต้องเหมือนเดิมเพื่อเป็นข้อยืนยันว่าของที่จะส่งกลับออกไปไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะหรือรูปใด ๆ
8. ต้องส่งกลับออกไปภายใน 1 ปีนับแต่วันที่นำเข้า
9. การเปลี่ยนหีบห่อ (Package) หรือการเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายและเลขหมาย (Shipping Mark and Number) ข้างหีบห่อสามารถทำได้โดยการยื่นคำร้อง และได้รับอนุมัติก่อน
การนำเข้าชั่วคราวและส่งกลับออกไปจึงขอคืนอากรที่เสียไปแล้วได้ตามเงื่อนไขข้างต้น
แต่หากของที่นำเข้ายังไม่เสียอากร และยังเก็บรักษาในท่านำเข้า
ความหมายคือ ของนั้นยังอยู่ในอารักขาของศุลกากร กรณีนี้ ผู้นำเข้าก็ไม่ต้องเสียอากร ไม่ต้องผ่านกระบวนพิสูจน์ และไม่ต้องยื่นขอคืนอากรให้วุ่นวายในภายหลัง
กรณีนี้ยังอยู่บทบัญญัติมาตรา 28 เช่นกันโดยมีวิธีการและเงื่อนไข ดังนี้
1. ต้องส่งกลับออกไปภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นำเข้าเหมือนกัน
2. สามารถยื่นผ่านพิธีการศุลการเพื่อการนำเข้าและส่งออกพร้อมกัน ยื่นชำระอากร 1 ใน 10 ส่วน แต่ไม่เกิน 1,000 บาท ส่วนอากรที่เหลือ 9 ใน 10 ส่วนจะได้รับการยกเว้น
3. ลดขั้นตอนกระบวนการพิสูจน์เพราะของที่นำเข้ายังอยู่ในอารักขาศุลกากร
4. สามารถเปลี่ยนหีบห่อ (Package) เปลี่ยนเครื่องหมายและเลขหมาย (Shipping Mark and Number) ข้างหีบห่อ ณ เขตท่านำเข้าได้โดยการยื่นคำร้อง
การนำของเข้าชั่วคราว หรือการนำเข้าเพื่อส่งออก (Import for Re-Export) มีส่วนส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางให้แก่ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกได้เป็นอย่างดี และกฎหมายให้การส่งเสริม
ของนำเข้าที่ส่งกลับออกไปในสภาพเดิม หรือของนำเข้าชั่วคราวเป็นกิจกรรมที่กฎหมายให้คืนอากรได้เมื่อส่งกลับออกไป ไม่ว่าของนั้นจะอยู่ในหรือนอกอารักขาของศุลกากร
“การค้าระหว่างประเทศ” (International Trade) ได้ทำเป็นหนังสือ ให้ความรู้ ความเข้าใจตั้งแต่เริ่มต้นการค้าฯ แสดงวิธีการทำภาษีให้ต่ำ ให้ถูกกฎหมาย และการทำต้นทุนการขนส่งให้ต่ำหนังสือเขียนด้วยภาษาง่าย ๆ โดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
หนังสือมีขนาด 17.6 x 25 cm จำนวน 408 หน้าจะวางจำหน่ายตามแผงหนังสือเร็ว ๆ นี้.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : March 25, 2025

Logistics
สิงคโปร์และไทยลงนามบันทึกความเข้าใจ 5 ฉบับ เสริมสัมพันธ์การค้าและการลงทุน
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 สิงคโปร์และไทยลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) จำนวน 5 ฉบับ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เนื่องในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 60 ปี ของทั้งสองประเทศ พิธีลงนามจัดขึ้นระหว่างการประชุมกรอบความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสิงคโปร์ (Singapore-Thailand Enhanced Economic Relationship: STEER) ครั้งที่ 7 โดยมีดร. ตัน ซี เลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์คนที่สองของสิงคโปร์ และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน
บันทึกความเข้าใจ (MOU) ทั้งหมด 5 ฉบับ ประกอบไปด้วย
1. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการค้าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนระหว่าง Shopee (ประเทศไทย) และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ของไทย เพื่อส่งเสริมสินค้าไทยผ่านร้านค้าเฉพาะบนแพลตฟอร์ม Shopeeทั้งนี้ ผู้บริโภคชาวสิงคโปร์สามารถเลือกซื้อสินค้าไทยในแคมเปญส่งเสริมการขายสำหรับร้านค้าสินค้าไทย “TOPTHAI” บนแพลตฟอร์ม Shopee สิงคโปร์ ได้ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2568
2. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างสมาคมผู้ค้าเนื้อสัตว์สิงคโปร์ และสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออกของไทย
3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างสมาคมผู้ค้าเนื้อสัตว์สิงคโปร์ และสมาคมผู้แปรรูปไก่เพื่อการส่งออกของไทย โดยทั้งสองฉบับมีวัตถุประสงค์เดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การแปรรูปและการผลิต การพัฒนาอุตสาหกรรม และความปลอดภัยของอาหาร
4. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคระหว่างสมาคมผู้บริโภคแห่งสิงคโปร์ (CASE) และสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคแห่งประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายในการจัดการกับคำถาม ข้อพิพาท หรือข้อร้องเรียนจากผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภคข้ามพรมแดน
5. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์ม
ฟินเทคระหว่าง iFAST Corporation Limited และบริษัทหลักทรัพย์ TSFC จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มฟินเทคที่จะช่วยให้บริษัทหลักทรัพย์และสถาบันการเงินของไทยสามารถซื้อขายพันธบัตรต่างประเทศได้อย่างราบรื่น โดยมีการกำหนดราคาที่ดำเนินการได้ทันทีและความโปร่งใสด้านราคาอย่างเต็มรูปแบบ
ในระหว่างการประชุม รัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคีที่ยาวนานและแสดงความยินดีต่อการขยายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจของสิงคโปร์และไทย นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับประเด็นความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การค้าเกษตร การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล ทรัพย์สินทางปัญญา เครดิตคาร์บอน และการท่องเที่ยวเรือสำราญ
ในคำกล่าวเปิดการประชุม ดร. แทน กล่าวว่า บริษัทในสิงคโปร์ได้มีพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในประเทศไทย ซึ่งช่วยขยายการลงทุนในภาคส่วนต่างๆ ของไทย เช่น อุตสาหกรรมการผลิต บริการทางการเงินและการประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงภาคส่วนใหม่ๆ ที่กำลังเติบโต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และเศรษฐกิจดิจิทัล
สิงคโปร์เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของไทยมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2558 และกลายเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในปี 2567 โดยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของสิงคโปร์ในประเทศไทยมีมูลค่ารวม 357,500 ล้านบาท (14,200 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) ในปี 2567 คิดเป็นร้อยละ 43 ของคำขอลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั้งหมดของไทย ขณะเดียวกัน ไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 9 ของสิงคโปร์ในปี 2567 โดยมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 44,470 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับไทยถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างเครือข่ายการค้าและการลงทุนในอาเซียน การเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของไทยแสดงให้เห็นถึงความสนใจของภาคธุรกิจสิงคโปร์ในการขยายตลาดในภูมิภาค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งไทยมีทรัพยากรและกำลังแรงงานที่สามารถสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจจากสิงคโปร์ได้
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสิงคโปร์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ นอกจากนี้ การลงทุนโดยตรงจากสิงคโปร์ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย อย่างไรก็ตาม ไทยอาจจะต้องเร่งพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและดึงดูดการลงทุนจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกได้เช่นกัน
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/198693








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!