CEO ARTICLE

สหรัฐชัตดาวน์

Published on October 6, 2025


Follow Us :

    

ไทยมีความเสี่ยงที่จะชัตดาวน์ประเทศเหมือนสหรัฐหรือไม่ ?

สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดข่าวว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ประเทศ สาเหตุเกิดจากกฎหมายงบประมาณไม่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา (ไทยรัฐออนไลน์เผยแพร่ 01 ต.ค. 68)
งบประมาณเป็นรายจ่ายของประเทศที่จ่ายเป็นเงินเดือนให้ข้าราชการประจำ งบที่ต้องใช้แต่ละกระทรวง โครงการต่าง ๆ กฎหมายงบประมาณจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
แต่งบประมาณเป็นเงินที่ได้จากภาษีของประชาชน ในเมื่อเป็นภาษีของประชาชน ประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงไม่มีใครคนเดียวที่สามารถอนุมัติให้จ่ายเงินงบประมาณได้
เงินภาษีเป็นของประชาชนก็ต้องอนุมัติให้จ่ายโดยประชาชนเท่านั้น
แต่ประชาชนในแต่ละประเทศมีเป็นสิบ เป็นร้อยล้านคน ไม่มีประเทศไหนมีสถานที่กว้าง ๆ ให้คนเป็นล้านมานั่งคุยกันได้ ระบอบประชาธิปไตยจึงกำหนดให้ประชาชนเลือกผู้แทนของตนขึ้นมาทำหน้าที่พิจารณาและอนุมัติกฎหมายต่าง ๆ ที่รวมถึงงบประมาณแทนประชาชน
ส.ส. และ ส.ว. ของทุกประเทศ ด้านหนึ่งจึงทำหน้าที่อนุมัติแทนประชาชน
แต่อีกด้านหนึ่ง ส.ส. และ ส.ว. ก็ทำหน้าที่ตัวแทนพรรคการเมือง แม้บางประเทศกำหนดให้ ส.ว. ต้องเป็นอิสระจากพรรคการเมือง แต่โดยพฤตินัย ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องแอบอิงฐานเสียงของพรรคการเมืองไม่มากก็น้อย หลายกรณี ส.ว. จึงต้องเดินตามพรรคการเมือง
กฎหมายงบประมาณที่ไม่ผ่านของสหรัฐในครั้งนี้ เกิดจากพรรคเดโมแครตต้องการนำเงินไปทำเรื่องสุขภาพก่อน แต่พรรครีบพับลิกันต้องการทำไปทำเรื่องความสะอาดก่อน
ทั้ง 2 เรื่องเป็นประโยชน์ต่อประชาชนเหมือนกัน แต่เงินคงมีจำกัดจึงต้องเลือกทำอะไรก่อนจนขัดแย้งกันทำให้กฎหมายงบประมาณที่รวมเงินเดือน และรายจ่ายอื่นไม่ได้รับการอนุมัติ
ผลกระทบที่เป็นข่าวส่วนหนึ่งคือ ข้าราชการราว 750,000 คนจะไม่ได้รับเงินเดือน
แล้วอยู่ ๆ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งเป็นคนของพรรครีพับลิกันก็ประกาศขู่จะยกเลิกโครงการที่พรรคเดโมแครตสนับสนุน และจะปลดพนักงานของรัฐบาลซ้ำเข้าไปอีก
ไม่ว่าคนสหรัฐจะถูกซ้ำเติมอย่างไรก็เป็นเรื่องของสหรัฐที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับไทยโดยตรง
แต่มันมาเกี่ยวตรงที่หากคนสหรัฐไม่มีเงิน กำลังซื้อลดลง เศรษฐกิจตก การส่งออกและการผลิตของไทยและประเทศที่ส่งออกก็ต้องลดลง และสุดท้ายก็กระทบเศรษฐกิจของไทยและทั่วโลก
สหรัฐชัตดาวน์ไม่น่าจะเกี่ยวกับไทยโดยตรง แต่ก็เกี่ยวโดยอ้อมอย่างไม่รู้ตัว

งบประมาณเป็นเงินภาษีประชาชน เป็นเรื่องกฎหมาย และเป็นเรื่องการเมือง
ในเมื่อเป็นเรื่องการเมืองจึงเป็นเรื่องผลประโยชน์ที่เจรจากันได้ หลายฝ่ายจึงเชื่อว่า วันใดที่ การเจรจาระหว่าง 2 พรรคในสหรัฐลงตัว กฎหมายงบประมาณก็คงกลับมาผ่านสภาได้ ผลกระทบในประเทศก็คงหมดไปจนไม่กระทบต่อการส่งออก การผลิตทั้งของไทยและของประเทศอื่น
ประเทศไทยก็มีกฎหมายงบประมาณไม่ต่างจากสหรัฐ แต่ที่ต่างกันคือ
1. การทุจริต
นักการเมืองของไทยถูกศาลตัดสินว่ามีการทุจริตมากกว่าสหรัฐ
การทุจริตส่วนใหญ่มาจากงบประมาณที่ผ่านการพิจารณาโดยนักการเมือง ในระหว่างการพิจารณาก็อาจมีความขัดแย้ง แต่ส่วนใหญ่ผ่าน และนำไปสู่การทุจริตในโครงการต่าง ๆ การตรวจสอบจากองค์กรอิสระ สุดท้ายก็นำไปสู่ศาลที่ชี้ว่า การทุจริตจากงบประมาณของไทยมีมาก
2. การขาดอุดมการณ์
นักการเมืองไทยมีอุดมการณ์น้อย ไม่มั่นคง และมีการย้ายพรรคบ่อย
สาเหตุหลักจากผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวและมีการต่อรอง พรรคใดให้ผลประโยชน์มากกว่าก็จะย้ายไปพรรคนั้น การเมืองของไทยจึงเต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนและมีวาระซ่อนเร้น
การเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงจึงมีน้อยกว่าสหรัฐ
ทั้งการทุจริตและการขาดอุดมการณ์ข้างต้น กฎหมายงบประมาณของไทยจึงไม่มีโอกาสที่จะถูกตีตก หรือโอกาสที่จะไม่ผ่านสภาฯ จึงน้อย แต่หากไม่ผ่านจริง กฎหมายไทยก็ให้ใช้ตัวเลขจากงบของปีก่อนหน้ามาเบิกจ่ายไปก่อนได้ ไทยจึงมีความเสี่ยงที่จะชัตดาวน์ประเทศน้อยกว่าสหรัฐ
แต่หากมีการชัตดาวน์จริงไม่ว่ากรณีใด ไทยก็ยังมีรัฐพันลึกเข้ามาแก้ไขอยู่ดี.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : October 6, 2025

Logistics

Etihad Rail : ปฏิวัติการคมนาคมและเศรษฐกิจในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ความสำคัญต่อการขนส่งของยูเออี:
Etihad Rail คือเครือข่ายทางรถไฟแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบการขนส่งทางรางที่ครอบคลุม ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุดในภูมิภาค โครงการนี้เป็นเสาหลักในแผนงาน “Projects of the 50” ของยูเออี ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนอนาคตการขนส่งอย่างยั่งยืน โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ UAE Centennial 2071 และเป้าหมาย Net Zero 2050 ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

แม้ว่าในระยะแรก Etihad Rail จะมุ่งเน้นการขนส่งสินค้ามาแล้ว แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการประกาศเปิดให้บริการขนส่งผู้โดยสารในปี 2569 ตามเป้าหมาย โดยจะเชื่อมต่อ 11 เมืองสำคัญ ทั่วประเทศ ตั้งแต่ Al Sila ทางตะวันตก ไปจนถึงFujairah ทางตะวันออก ผ่านศูนย์กลางหลักอย่าง Abu Dhabi และ Dubai

การเดินทางจากกรุงอาบูดาบีไปยังเมืองดูไบ จะใช้เวลาเพียงประมาณ 57 นาที (สำหรับรถไฟปกติ) และมีการวางแผนโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่จะลดเวลาการเดินทางระหว่างสองเมืองนี้เหลือเพียง30นาที ด้วยความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Etihad Rail จะมอบความสะดวกสบาย และราคาที่เข้าถึงได้ให้ผู้โดยสาร รวมถึงการใช้แนวคิด “ตั๋วดิจิทัลเป็นหลัก” ออกแบบรถไฟที่สามารถรองรับผู้โดยสารประมาณ 400 คนต่อเที่ยว ทำให้สามารถขนส่งคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการนี้ถือเป็นการพลิกโฉมโลจิสติกส์ ของยูเออีอย่างแท้จริง ด้วยการสร้างเส้นทางที่แยกออกจากถนนโดยสิ้นเชิง เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และเป็นทางเลือกการขนส่งที่สะอาดและลดการใช้พลังงานฟอสซิลเมื่อเทียบกับการขนส่งทางถนน
Etihad Rail ไม่ได้เป็นเพียงโครงการโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ แต่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการสร้าง เครือข่ายรถไฟเชื่อมโยงกลุ่มประเทศ GCC ซึ่งจะส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาคโดยรวม

การเติบโตของเศรษฐกิจยูเออี:
โครงการนี้คาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ GDP ของยูเออีประมาณ 50 พันล้านดอลลาหสหรัฐฯ ในอีก 50 ปีข้างหน้า ซึ่งจะตอกย้ำตำแหน่งของยูเออีในฐานะศูนย์กลางการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต การเชื่อมโยงท่าเรือหลักของยูเออี (เช่น Khalifa Port, Jebel Ali, Fujairah)เข้ากับสถานีขนถ่ายสินค้าในประเทศ (Mainland) จะช่วยเพิ่มศักยภาพและความน่าสนใจของยูเออีในฐานะศูนย์กลางขนส่งต่อเนื่อง(Multimodal Hub) ของภูมิภาค GCC

การเชื่อมโยงและผลประโยชน์ร่วมกันในกลุ่มประเทศ GCC:
การขยายเครือข่ายรถไฟนี้จะช่วย ลดต้นทุนโลจิสติกส์สำหรับการขนส่งสินค้าข้ามประเทศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ทั่วทั้งภูมิภาค มีการคาดการณ์ว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า 54 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั่วกลุ่ม GCC

เศรษฐกิจและการค้า:
รถไฟสายนี้จะเชื่อมโยงการเคลื่อนย้ายสินค้าและผู้คนระหว่างประเทศใน GCC อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โอมาน ซาอุดีอาระเบีย และยูเออี ส่งผลให้ธุรกิจในภูมิภาคสามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ลดความเร็วและลดค่าใช้จ่ายในห่วงโซ่อุปทาน การนำเข้าสินค้าจะได้รับประโยชน์จากระบบขนส่งและศุลกากรที่รวดเร็วขึ้นทำให้สินค้าเข้าสู่ตลาดปลายทางทั่ว GCC ได้รวดเร็วและต้นทุนต่ำ

ยกระดับภูมิภาค:
โดยภาพรวมโครงการนี้จะผลักดันกลุ่มGCC สู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ระดับโลกเพิ่มความเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพลดต้นทุน และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในตลาดภูมิภาคและสากล

ผลกระทบต่อการขนส่งและส่งออกมาภูมิภาคตะวันออกกลาง:
การเกิดขึ้นของ Etihad Rail จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเล และรูปแบบการค้าในภูมิภาค รวมถึงผลกระทบทางอ้อมต่อคู่ค้าสำคัญอย่างประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมขนส่งทางทะเลของ GCC:
ในระยะสั้น การเชื่อมต่อทางรางระหว่างท่าเรือหลักกับพื้นที่ในแผ่นดินห่างไปจากท่าเรือ (Hinterland)จะช่วยเสริมประสิทธิภาพท่าเรือและเพิ่มศักยภาพในการรองรับสินค้าหลากหลายประเภท (container, bulk, general cargo)
ศูนย์กลางโลจิสติกส์ใหม่: ท่าเรือยูเออีจะแข็งแกร่งขึ้นในฐานะจุดถ่ายโอนสินค้าจากทะเลสู่ราง ซึ่งจะช่วยระบายการขนถ่ายตู้สินค้า และกระจายสินค้าสู่เมืองรองหรือประเทศเพื่อนบ้านได้เร็วขึ้น ทำให้ปริมาณสินค้าผ่านท่าเรืออาจเติบโตในระยะสั้น

รูปแบบบริการเปลี่ยนแปลง:
คาดว่าจะเห็นรูปแบบบริการใหม่ๆ ระหว่างสายเรือเดินทะเลกับ ผู้ให้บริการราง (Intermodal/Rail-Feeder) ซึ่งหมายความว่าสายเรือและบริษัทขนส่งต้องปรับตัวมาใช้ระบบการขนส่งต่อเนื่องจากเรือสู่รางมากขึ้น โดยผู้ประกอบการที่เชี่ยวชาญการขนส่งต่อเนื่อง (Inland Haulage) จะได้รับประโยชน์ในการขยายตลาดใหม่ใน GCC

คาดผลกระทบต่อการขนส่งและส่งออกของไทย:
สำหรับประเทศไทยและคู่ค้าในเอเชีย ผลกระทบหลักจะเป็นไปในทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโลจิสติกส์ของ GCC การส่งออกสินค้าทางทะเลไปยัง GCC จะเห็นการแข่งขันด้านระยะเวลาและราคาที่เพิ่มขึ้น หากสายเรือเดินสมุทรเน้นการใช้ท่าเรือที่เชื่อมต่อกับระบบรางของ GCC ก็จะได้รับความได้เปรียบด้านต้นทุนและความรวดเร็วในการกระจายสินค้าทำให้ตลาดไทยต้องแข่งขันในด้านบริการโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนขึ้น

แม้ว่าความแออัดของท่าเรือไทยจะไม่ลดลงทันที แต่ท่าเรือหลักของไทย เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ต้องเร่งปรับปรุงบริการ Multi-modal (การเชื่อมต่อรถไฟ-ทะเลแบบผสมผสาน) และเพิ่มประสิทธิภาพการเคลียร์ตู้สินค้า หากไม่ปรับตัว อาจเผชิญปัญหาความแออัดและต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่งใน GCC ที่ได้เปรียบจากระบบ โลจิสติกส์รางใหม่

Etihad Rail บทบาททางยุทธศาสตร์เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด:
ในสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือสำคัญถูกปิด Etihad Railจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในฐานะเส้นทางโลจิสติกส์สำรองบนบก (Strategic Land Bridge) ของกลุ่มประเทศ GCC

1. จุดยุทธศาสตร์ฟูไจราห์ (Fujairah Gateway)
เปลี่ยนเส้นทางขนส่ง: ท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งตั้งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ จะกลายเป็น “ประตูทางเลือก” หลักในการรับสินค้าทางทะเล
ขนถ่ายสู่แผ่นดินใหญ่: Etihad Rail (ที่เชื่อม Fujairah↔Abu Dhabi/Dubai) จะรับหน้าที่ขนถ่ายสินค้าจำนวนมากจากฟูไจราห์ เข้าสู่ Mainland ยูเออี และกระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว

2. เส้นทางโลจิสติกส์สู่ GCC
เข้าถึงซาอุดีอาระเบีย:เมื่อเครือข่ายรถไฟเชื่อมต่อระหว่างยูเออีกับ ซาอุดีอาระเบีย (ส่วนหนึ่งของโครงการ GCC Railway) สินค้าที่เข้าทางฟูไจราห์จะถูกป้อนผ่าน Etihad Rail เข้าสู่ตลาดซาอุดีอาระเบียได้โดยตรง โดยไม่ต้องเสี่ยงกับเส้นทางทางทะเล
ความมั่นคงด้านอุปทาน:ระบบรางจะช่วยรักษาความต่อเนื่องของการจัดหา อาหาร พลังงาน และสินค้าจำเป็น เข้าสู่ยูเออีและกลุ่ม GCC ซึ่งเป็นหัวใจของความมั่นคงทางเศรษฐกิจในสถานการณ์วิกฤต

3. การใช้ประโยชน์จากประเทศโอมาน
โครงการ Hafeet Rail คือโครงการรถไฟข้ามพรมแดนแห่งแรกของภูมิภาค GCC ที่เชื่อมต่อยูเออีกับโอมาน โดยเชื่อมเครือข่าย Etihad Rail ของยูเออี (ที่เมือง Al Ain) เข้ากับ ท่าเรือ Sohar ของโอมาน ให้บริการทั้งรถไฟโดยสาร (ความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม.) และรถไฟขนส่งสินค้า สามารถลดเวลาเดินทางระหว่างกรุงอาบูดาบีไปเมือง Sohar เหลือเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที เท่านั้น (จากเดิมต้องขับรถนานกว่า 3 ชั่วโมง) และมีความสำคัญต่อภูมิภาค GCC ด้านโลจิสติกส์การค้า ให้การขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และลดต้นทุนลงอย่างมาก
สามารถสร้างความมั่นคงยุทธศาสตร์ เป็นทางเลือกสำคัญที่สุด ในการขนส่งสินค้าเข้าสู่กลุ่ม GCCผ่านท่าเรือ Sohar ที่อยู่ นอกช่องแคบฮอร์มุซ ช่วยรับมือความเสี่ยงหากช่องแคบถูกปิดกั้น และเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเครือข่ายรถไฟเชื่อมโยงกลุ่มประเทศ GCC ทั้งหมด ในอนาคต

ความเห็นของ สคต.ดูไบ:
Etihad Rail นั้นเป็นมากกว่าโครงการรถไฟในยูเออี แต่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการบูรณาการเศรษฐกิจและการค้าของกลุ่ม GCC สู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับโลก ซึ่งจะเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดสากล และกำหนดทิศทางการขนส่งในตะวันออกกลางยุคใหม่

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/ad2v3025bxeqeg9fn2cunn5v

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *