CEO ARTICLE

การไม่ขาย

Published on October 6, 2026


Follow Us :

    

ทำอย่างไรให้การไม่ขายกลายเป็นการขายอย่างมีกลยุทธ์ ?

“การไม่ขาย” (Soft Sale) เป็นแนวคิดทฤษฏีการขายยุคใหม่ที่เปลี่ยนจากการยัดเยียดให้ซื้อมาเป็นการสร้างคุณค่าและความสัมพันธ์ระยะยาวโดยมี 9 ขั้นตอนที่สำคัญ ดังนี้

  1. รู้จักและเข้าใจตัวเอง

ก่อนจะสื่อสารอะไรออกไป ผู้ขายต้องชัดเจนในคุณค่า (Value) ภาพลักษณ์ (Image) การสร้างแบรนด์ (Branding) รู้จุดแข็ง รู้จุดอ่อนของสินค้าและบริการรวมถึงเกียรติประวัติขององค์กรตนเองอย่างแท้จริง

  1. สร้างการรับรู้

ก่อนพบลูกค้า ผู้ขายควรพาตัวเองสู่โลกภายนอกด้วยการสร้างเนื้อหา (Content) ที่เป็นประโยชน์แก่ลูกค้าโดยการดึงเอาคุณค่า ดึงเอาจุดแข็งของสินค้าและบริการมาสื่อสารสม่ำเสมอ เนื้อหาที่มุ่งการให้ความรู้และการแก้ปัญหามากกว่าโดยไม่แฝงฮาร์ดเซลล์

  1. รู้จักและเข้าใจลูกค้า

ไม่ว่าจะพบกันหน้างาน โทรศัพท์ หรือโซเชียลมีเดีย ให้ตั้งต้นด้วยการสืบค้นและทำความเข้าใจปัญหา (Pain Points) รวมถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าก่อนเสมอ

  1. สร้างความเชื่อมั่นด้วยแนวทางแก้ไข

นำเสนอให้ลูกค้าเห็นว่า จุดแข็งของเราจะช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้อย่างไร ผ่านกระบวนการทำงาน ขั้นตอนการทำงาน หรือเสนอเคสตัวอย่างที่ชัดเจน

  1. ฟังให้มากกว่าพูด

หลีกเลี่ยงการอวดรู้ทุกเรื่อง หรือเอาแต่พูดเรื่องของตัวเอง จงตั้งใจฟังความต้องการและข้อกังวลของลูกค้าเพื่อจะได้ตอบคำถามและแก้ปัญหาได้ตรงประเด็นที่สุด

  1. บอกทั้งข้อดีและข้อจำกัด

ยอมรับจุดอ่อนของสินค้าและบริการอย่างตรงไปตรงมา การบอกทั้งข้อดีและข้อเสียจะช่วยพิสูจน์ความจริงใจ ทำให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัยและเชื่อมั่นในมืออาชีพ

  1. เปลี่ยนข้อตำหนิเป็นโอกาสพัฒนา

เมื่อถูกปฏิเสธ หรือได้รับข้อติชม ให้กล่าวคำขอบคุณอย่างจริงใจ แล้วนำข้อติชมนั้นมาปรับปรุงบริการ พร้อมส่งข่าวสารการปรับปรุงกลับไปให้ลูกค้ารับรู้

  1. สื่อสารสม่ำเสมอในโลกแห่งปัญหา

ปัญหาของลูกค้าหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามเวลา วันนี้เขาอาจยังไม่ซื้อ แต่การสื่อสารที่มอบประโยชน์อย่างสม่ำเสมอจะทำให้เราเป็น “ชื่อแรก” ที่ลูกค้าระลึกถึงเมื่อปัญหานั้นวนกลับมา

  1. ดูแลด้วยความจริงใจไม่ว่าจะซื้อหรือไม่

ให้การดูแลลูกค้าด้วยมิตรภาพที่แท้จริง หากลูกค้าไม่ซื้อก็ยังคงเป็นกัลยาณมิตรที่มอบประโยชน์ให้กัน แต่หากเขาตัดสินใจซื้อ ก็ยิ่งต้องติดตามผลเพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า

เคล็ดลับของ “การไม่ขายที่เป็นการขายอย่างมีกลยุทธ์” จึงอยู่ที่การรู้จักลูกค้าให้มาก การสร้างความเป็นมิตรที่แท้จริง การมอบประโยชน์ให้ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ และไม่แสดงท่าทีเร่งรัดการขายใด ๆ ให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัด.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่ประชาสัมพันธ์) 

โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร 

ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK

📞 02-096-4977

ENGLISH HADING

The Art of Selling Without Selling

How Can “Not Selling” Become a Smart Sales Strategy?

“Selling without selling,” also known as soft selling, is a modern sales approach that moves away from pressuring customers to buy. Instead, it focuses on delivering value, building trust, and developing long-term relationships.

This approach consists of nine key steps:

1. Know and Understand Yourself

Before communicating with customers, salespeople must clearly understand their own value, image, and brand.

They should know the strengths and limitations of their products and services, as well as their organisation’s experience, reputation, and proven track record.

2. Build Awareness

Before meeting potential customers, salespeople should establish a presence in the market by regularly creating useful content.

This content should highlight the value and strengths of the company’s products or services. Its main purpose should be to educate customers and help solve their problems—without turning every message into a hard sell.

3. Know and Understand Your Customers

Whether you meet customers in person, speak with them over the phone, or communicate through social media, always begin by learning about them.

Research and understand their pain points, challenges, and genuine needs before offering a solution.

4. Build Confidence Through Solutions

Show customers how your strengths can help solve their problems.

Explain your working process, service procedures, or present clear case studies that demonstrate how your solutions have helped others in similar situations.

5. Listen More Than You Speak

Avoid trying to prove that you know everything or spending too much time talking about yourself.

Listen carefully to your customers’ needs and concerns. This will allow you to answer their questions and offer solutions that directly address their problems.

6. Be Honest About Both Strengths and Limitations

Be open about the limitations of your products and services.

Explaining both the advantages and potential drawbacks demonstrates honesty. It helps customers feel more comfortable and builds confidence in your professionalism.

7. Turn Criticism into an Opportunity to Improve

When customers reject an offer or provide negative feedback, thank them sincerely.

Use their feedback to improve your products or services, and keep them informed about the improvements you have made.

8. Communicate Consistently as Customer Needs Change

Customers’ problems and priorities change over time. They may not be ready to buy today, but consistent and useful communication can keep your company at the top of their minds.

When the same problem arises again, your company may become the first name they think of.

9. Care for Customers Whether They Buy or Not

Treat customers with genuine care and friendship, regardless of whether they decide to buy.

If they do not buy, continue to maintain a positive relationship and provide useful information. If they do buy, follow up to ensure that they receive the greatest possible benefit from your product or service.

Conclusion

The key to selling without selling is to understand your customers, build genuine relationships, and consistently provide value.

Salespeople should avoid creating pressure or making customers feel uncomfortable. When customers trust you and recognise the value you provide, sales can happen naturally.

Written by
Dr. Sitthichai Chawaranggoon
Chief Executive Officer (CEO) – SNP GROUP

Translated by
Parinya Visetpanitkij
Sales & Logistics Supervisor – SNP Logistics

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : October 6, 2026

Logistics

ระดับน้ำไรน์ต่ำดันต้นทุนขนส่ง เนเธอร์แลนด์ปรับระบบโลจิสติกส์รับความผันผวน

ภาวะแห้งแล้งและฝนที่ตกน้อยในช่วงฤดูร้อนปี 2569 ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำไรน์อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน และลดลงอีกครั้งในเดือนกันยายน ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าทางน้ำระหว่างท่าเรือรอตเตอร์ดัมกับเยอรมนีและพื้นที่ตอนในของยุโรป เรือบรรทุกสินค้าต้องลดน้ำหนักบรรทุกให้เหมาะกับความลึกของร่องน้ำ ผู้ประกอบการจึงเพิ่มจำนวนเที่ยว ใช้เรือหลายลำ หรือเปลี่ยนไปใช้รถไฟและรถบรรทุกบางส่วน ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและการวางแผนส่งมอบสินค้ามีความซับซ้อนมากกว่าเดิม

สำนักงานสถิติแห่งชาติเนเธอร์แลนด์ (CBS) รายงานว่า เดือนสิงหาคม 2569 การขนส่งสินค้าทางน้ำของเนเธอร์แลนด์มีปริมาณรวม 21.8 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 18.8 จากเดือนเดียวกันของปีก่อน และเป็นปริมาณต่ำที่สุดสำหรับเดือนสิงหาคมในรอบ 15 ปี ต่อเนื่องจากเดือนกรกฎาคมที่ลดลงร้อยละ 9.3 ระดับน้ำที่ลดลงทำให้เรือบรรทุกสินค้าได้น้อยลง โดยน้ำหนักบรรทุกเฉลี่ยในเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 1,299 ตันต่อเที่ยว เทียบกับประมาณ 1,500 ตันในเดือนสิงหาคมของปีที่ระดับน้ำอยู่ในภาวะปกติ แต่อย่างไรก็ตาม จำนวนเที่ยวเดินเรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 สะท้อนว่า การขนส่งสินค้าแต่ละเที่ยวทำได้ในปริมาณน้อยลงและต้องใช้เที่ยวเรือมากขึ้น

ผลกระทบเกิดขึ้นชัดเจนกับการขนส่งระหว่างประเทศ สินค้าที่ขนส่งจากต่างประเทศเข้าสู่เนเธอร์แลนด์ลดลงร้อยละ 20.2 ส่วนสินค้าที่ส่งจากเนเธอร์แลนด์ไปต่างประเทศลดลงร้อยละ 22.2 ขณะที่สินค้าผ่านแดน ซึ่งใช้เนเธอร์แลนด์เป็นทางผ่านระหว่างต้นทางและปลายทางในต่างประเทศ ลดลงร้อยละ 50.1 ส่วนการขนส่งภายในประเทศเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.4

เส้นทางระหว่างเนเธอร์แลนด์กับเยอรมนีได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยปริมาณสินค้าที่ส่งจากเนเธอร์แลนด์ไปเยอรมนีลดลงประมาณ 2 ล้านตัน หรือร้อยละ 39.7 ขณะที่สินค้าที่ขนส่งจากเยอรมนีเข้าสู่เนเธอร์แลนด์ลดลงประมาณ 1 ล้านตัน หรือร้อยละ 49.5 เส้นทางดังกล่าวพึ่งพาแม่น้ำไรน์เป็นหลัก ทั้งในการลำเลียงวัตถุดิบจากท่าเรือรอตเตอร์ดัมไปยังฐานการผลิต และการขนส่งสินค้าจากพื้นที่อุตสาหกรรมกลับมายังเนเธอร์แลนด์

แม่น้ำไรน์เป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมท่าเรือรอตเตอร์ดัมกับพื้นที่อุตสาหกรรมในเยอรมนี ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ โดยบริเวณ Kaub ทางตอนกลางของเยอรมนีเป็นหนึ่งในจุดตื้นและจุดคอขวดสำคัญ เรือที่เดินทางผ่านบริเวณนี้จึงต้องปรับน้ำหนักบรรทุกตามระดับน้ำในแต่ละวัน ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ข้อจำกัดบริเวณดังกล่าวเพิ่มขึ้นตามระดับน้ำที่ลดลง โดยค่าระดับน้ำอ้างอิงที่สถานี Kaub ลดจาก 21 เซนติเมตรเมื่อวันที่ 11 กันยายน เหลือ -2 เซนติเมตรเมื่อวันที่ 27 กันยายน ก่อนปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 5 เซนติเมตรในวันที่ 29 กันยายน ซึ่งต่ำกว่าสถิติเดิม 25 เซนติเมตรที่บันทึกไว้ในปี 2561 ข้อมูลพยากรณ์ของหน่วยงานบริหารทางน้ำและการเดินเรือของเยอรมนี ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 คาดว่า ระดับน้ำที่ Kaub จะอยู่ในช่วงประมาณ 2 – 6 เซนติเมตรไปจนถึงวันที่ 3 ตุลาคม ทำให้เรือยังต้องจำกัดน้ำหนักบรรทุกและผู้ประกอบการต้องติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด

ระดับน้ำที่ลดลงทำให้เรือข้ามฟากบริเวณ Kaub ต้องหยุดให้บริการเมื่อระดับต่ำกว่าเกณฑ์ 15 เซนติเมตร ส่วนเรือบรรทุกสินค้ายังคงให้บริการได้บางส่วน โดยต้องลดน้ำหนักบรรทุกอย่างมาก การรับขนสินค้าจึงขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของเรือ ปริมาณสินค้าที่บรรทุก ตลอดจนกำลังเรือที่มีอยู่ในตลาด

ต้นทุนขนส่งปรับสูงขึ้นตามข้อจำกัดด้านน้ำหนักบรรทุก S&P Global รายงานว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน ค่าขนส่งเรือบรรทุกสินค้าจากกลุ่มท่าเรือ Amsterdam–Rotterdam–Antwerp ไปยังเมือง Basel ในสวิตเซอร์แลนด์เพิ่มเป็นประมาณ 215 ยูโรต่อตัน จาก 165 ยูโรต่อตันเมื่อวันที่ 11 กันยายน หรือเพิ่มขึ้น 50 ยูโรต่อตันภายในหนึ่งสัปดาห์ ขณะเดียวกัน ระบบราง ถนน และท่อส่งมีการใช้งานในระดับสูง และไม่สามารถรองรับสินค้าทั้งหมดที่เปลี่ยนมาจากทางน้ำได้

Contargo ผู้ให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างท่าเรือรอตเตอร์ดัมและแอนต์เวิร์ปกับพื้นที่ตอนในของยุโรป ระบุว่า เมื่อค่าระดับน้ำที่ Kaub อยู่ที่ 80 เซนติเมตรหรือต่ำกว่า บริษัทอาจต้องปรับการให้บริการ และพิจารณาการรับขนสินค้ากับอัตราค่าธรรมเนียมเป็นรายกรณี เนื่องจากเรือสามารถบรรทุกสินค้าได้น้อยลงและต้องใช้พื้นที่ระวางเพิ่มขึ้น

ด้าน Hapag-Lloyd สายเรือระหว่างประเทศซึ่งให้บริการขนส่งตู้สินค้าต่อจากท่าเรือเข้าสู่พื้นที่ตอนในของยุโรป ประกาศปรับอัตราค่าธรรมเนียมน้ำต่ำ (Low Water Surcharge) โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 สำหรับปลายทางที่อยู่ตอนใต้ของเมือง Koblenz อัตราสำหรับตู้ขนาด 20 ฟุตเริ่มที่ 40 ยูโร เมื่อค่าระดับน้ำที่ Kaub อยู่ระหว่าง 131–150 เซนติเมตร และเพิ่มเป็น 1,350 ยูโรเมื่อระดับน้ำอยู่ที่ 25 เซนติเมตรหรือต่ำกว่า

สินค้าที่ได้รับผลกระทบมากเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักสูงและขนส่งครั้งละปริมาณมาก เช่น น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ ถ่านหิน แร่ โลหะ ธัญพืช วัตถุดิบอาหารสัตว์ และวัสดุก่อสร้าง เมื่อเรือรับน้ำหนักได้น้อยลง บริษัทต้องแบ่งสินค้าออกเป็นหลายเที่ยว เพิ่มปริมาณสินค้าสำรอง หรือปรับไปใช้ระบบขนส่งที่มีต้นทุนสูงกว่า โรงงานที่พึ่งพาวัตถุดิบจากท่าเรือรอตเตอร์ดัมต้องปรับแผนการผลิตและการบริหารสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับระยะเวลาขนส่งที่เปลี่ยนไป

evofenedex สมาคมผู้ประกอบการด้านการค้าและโลจิสติกส์ของเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า ระดับน้ำต่ำทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นและการส่งมอบสินค้ามีความไม่แน่นอนมากขึ้น บริษัทที่พึ่งพาวัตถุดิบจากการขนส่งทางน้ำจึงอาจต้องเพิ่มสินค้าสำรอง ปรับแผนการผลิต แบ่งสินค้าเป็นหลายเที่ยว หรือเปลี่ยนไปใช้รถไฟและรถบรรทุก ซึ่งมีต้นทุนและกำลังรองรับแตกต่างกัน

สมาคมฯ แนะนำให้ผู้ประกอบการเตรียมเส้นทางและรูปแบบการขนส่งสำรอง รวมทั้งใช้ข้อมูลพยากรณ์ระดับน้ำในการวางแผนล่วงหน้า ส่วนการรับมือในระยะยาวควรครอบคลุมการดูแลร่องน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีเรือ ตลอดจนการเชื่อมต่อระหว่างทางน้ำ รถไฟ และถนน เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนวิธีขนส่งได้เมื่อระดับน้ำผันผวน

ด้าน Koninklijke Binnenvaart Nederland (KBN) สมาคมผู้ประกอบการขนส่งทางน้ำของเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า ผลกระทบจากระดับน้ำต่ำแตกต่างกันตามลักษณะของเรือและเส้นทางเดินเรือ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับน้ำหนักบรรทุกและแผนการเดินเรือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมเรียกร้องให้มีโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำที่เชื่อถือได้และสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในระยะยาว

บทวิเคราะห์และความเห็น สคต.

ระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ที่ลดลงกระทบการขนส่งสินค้าจากท่าเรือรอตเตอร์ดัมไปยังพื้นที่ตอนในของยุโรป โดยเฉพาะเส้นทางผ่าน Kaub ในเยอรมนี ซึ่งเป็นจุดสำคัญของการขนส่งต่อไปยังเยอรมนีตอนใต้และสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเรือบรรทุกสินค้าได้น้อยลง ผู้ประกอบการอาจต้องเพิ่มเที่ยวเรือหรือใช้รถไฟและรถบรรทุกเสริม ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและระยะเวลาส่งมอบมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ภาคธุรกิจจึงต้องติดตามระดับน้ำและนำความเสี่ยงดังกล่าวมาประกอบการวางแผนขนส่งและบริหารต้นทุน

ความแข็งแกร่งของเนเธอร์แลนด์ในฐานะศูนย์กลางกระจายสินค้าของยุโรปไม่ได้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของท่าเรือรอตเตอร์ดัมเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อระหว่างท่าเรือกับระบบขนส่งทางน้ำ รถไฟ ถนน และคลังสินค้า การพัฒนาระบบขนส่งหลายรูปแบบให้สามารถรองรับและทดแทนกันได้เมื่อเกิดข้อจำกัด จึงมีความสำคัญต่อการรักษาความต่อเนื่องของการขนส่งและลดความผันผวนของต้นทุนในระยะยาว

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/nqcrhyn8mntc1xb01bqlw374

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *