CEO ARTICLE
แก้มลิง
ทำอย่างไรให้แก้มลิงกลับมาป้องกันน้ำท่วมได้อย่างถาวร ?
“แก้มลิง” เป็นคำที่บางคนได้ยินก็เข้าใจ แต่หลายคนไม่เข้าใจวิธีการทำงาน
หากจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็ลองนึกภาพบ้าน โรงงาน หรือสถานที่ขนาด 1 ไร่ มีรั้วรอบขอบชิด มีประตูปิดเปิดได้ถาวร และมีการขุดบ่อน้ำขนาดประมาณ 2×3 เมตร ลึก 2 เมตรเตรียมไว้
ในยามปกติ บ่อนี้อาจมีฝาที่แข็งแรงปิดไว้เพื่อใช้เป็นที่จอดรถหรือประโยชน์อื่น ๆ
เมื่อเกิดน้ำไหลทะลักเข้ามา สถานที่เหล่านี้จะปิดกั้นรั้ว นำกระสอบทรายมาอุดปิดช่องทางที่น้ำจะผุดขึ้นรอบบ้าน เปิดฝาที่ปิดบ่อออก และเตรียมเครื่องสูบน้ำในบ่อให้พร้อม
ในความเป็นจริง รั้วและทางระบายน้ำไม่สามารถปิดกั้นน้ำได้ 100% น้ำยังคงซึม และไหลทั่วบริเวณ แต่น้ำจะไหลลงสู่บ่อซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำกว่า เครื่องสูบน้ำที่เตรียมไว้จะทำหน้าที่ดูดน้ำออกนอกรั้วเพื่อปกป้องทรัพย์สิน แม้การป้องกันนี้จะใช้ได้ผลในกรณีที่ระดับน้ำไม่สูงเกินรั้ว แต่ก็เป็นวิธีที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลาย
หลักการของแก้มลิงก็ใช้แนวคิดเดียวกัน
แต่ที่ต่างกันคือ บ่อที่ขุดเตรียมไว้นี้จะเปลี่ยนเป็นบึงขนาดใหญ่ มีทั้งบึงธรรมชาติและบึงขุดให้ต่ำกว่าพื้นดิน ให้กระจายรายล้อมเมืองใหญ่ ๆ เช่น กรุงเทพฯ หรือหาดใหญ่ เมื่อบ่อล้อมเมืองจึงเรียกว่า “แก้มลิง” ที่มีพื้นที่รวมเป็นร้อย เป็นพันไร่เพื่อรองรับและกักเก็บน้ำรอการระบาย
เมื่อฝนตกหนัก หรือปริมาณน้ำไหลเข้าพื้นที่จำนวนมาก น้ำจะไหลเข้าสู่แก้มลิงเพื่อเก็บกัก และเตรียมสูบออกทันทีที่ระดับน้ำทะเลลดลง หรือสถานการณ์อำนวยให้สูบออก
หลักการพื้นฐานนี้ ทั้งนักวิชาการ รัฐบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างทราบดี และที่ผ่านมาหลายเมืองใหญ่ก็จัดเตรียมพื้นที่แก้มลิงไว้รองรับน้ำเช่นกัน
แต่ปี พ.ศ. 2569 น้ำยังคงท่วมเมืองใหญ่ซ้ำซาก หรือว่าแก้มลิงใช้ไม่ได้ผลแล้ว ?
คำตอบคือ “แก้มลิงยังคงใช้ได้ผลดี”
หลายเมืองทั่วโลกยังคงใช้แนวคิดนี้ในการบริหารจัดการน้ำ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “พื้นที่แก้มลิงกำลังทยอยหายไป”
“แก้มลิง” แม้จะเป็นโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ใครก็เทิดทูลและเชิดชู แต่การบำรุงรักษา และการขับเคลื่อนโครงการให้ได้ผลจริงในเชิงโครงสร้างและผังเมือง จำเป็นต้องอาศัยการตัดสินใจ และการบริหารจัดการจากภาครัฐและฝ่ายการเมือง มิฉะนั้น แก้มลิงจะรับน้ำไม่ได้ จะขาดประสิทธิภาพจนน้ำก็ท่วมเมือง และทำลายทรัพ์สินประชาชน
การเปลี่ยนแปลงผังเมือง การปล่อยให้มีการบุกรุกพื้นที่รับน้ำธรรมชาติ การขาดการบำรุงรักษา การไม่ขุดลอกบึงให้พร้อม และการตัดงบประมานดูแลโครงสร้างพื้นฐาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แก้มลิงลดประสิทธิภาพ และหายไปในที่สุด
การป้องกันน้ำท่วมอย่างถาวรจึงต้อง “นำแก้มลิงกลับมา” ดังนี้
1. การบังคับใช้กฎหมายผังเมืองอย่างเคร่งครัด เพื่ออนุรักษ์พื้นที่รับน้ำ และบึงธรรมชาติที่เป็นแก้มลิง ไม่ให้เปลี่ยนเป็นพื้นที่สิ่งก่อสร้าง
2. การฟื้นฟูและพัฒนาแก้มลิงเดิม ขุดลอกคูคลองและบึงกักเก็บน้ำให้มีความลึกและจุน้ำได้เต็มประสิทธิภาพ และบำรุงรักษาคูคลองนี้ไว้
3. การลงทุนในนวัตกรรมแก้มลิงยุคใหม่ เช่น แก้มลิงใต้ดินสำหรับเมืองที่มีพื้นที่จำกัด
ทั้ง 3 วิธีเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วสำหรับคนที่สนใจ แต่ผังเมืองและภาครัฐอยู่ใต้บังคับบัญชาของ ‘ฝ่ายการเมือง’ หาก ‘การเมืองเก่า’ ยังเอาแต่มุ่งผลประโยชน์ทับซ้อนให้กับพวกพร้องจะไม่รู้ และไม่สนใจ “แก้มลิง” ประชาชนก็ต้องนำ ‘การเมืองใหม่’ ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนให้เข้ามาแทนที่
การนำแก้มลิงกลับคืนมาเท่านั้นจึงจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างถาวร.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
================
(พื้นที่ประชาสัมพันธ์)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977
ENGLISH HADING
The Disappearing Flood Buffers Around Our Cities
How Water Retention Areas Can Help Protect Cities from Flooding
Some people immediately understand the term “monkey cheek,” while many others are unfamiliar with how the system works.
How the System Works
For a simple illustration, imagine a house, factory, or other property covering one rai of land. It has a secure perimeter fence, a gate that can be opened and closed, and a prepared water pit measuring approximately 2 by 3 metres and 2 metres deep.
Under normal conditions, the pit may be covered with a strong lid so that the surface can be used for parking or another purpose.
When floodwater begins to surge into the area, the property is sealed as much as possible. Sandbags are used to block gaps where water may rise around the building, the pit cover is opened, and a water pump is prepared inside the pit.
In reality, fences and drainage channels cannot block water completely. Water will still seep in and spread across the property, but it will flow toward the pit because the pit is lower than the surrounding ground. The pump then removes the water beyond the fence to protect the property. This protection is effective as long as the floodwater does not rise above the fence, and the method is widely used.The Same Principle at City Scale
The Same Principle at City Scale
The monkey cheek system follows the same concept. The difference is that the small pit is replaced by large water retention areas. These may be natural wetlands or excavated basins built below ground level and distributed around major cities such as Bangkok or Hat Yai.
Because these basins surround the city, they are known as “monkey cheeks.” Together, they may cover hundreds or thousands of rai and are designed to receive and store water until it can be discharged.
During heavy rain or when large volumes of water enter an area, the water is directed into the monkey cheeks for temporary storage. It can then be pumped out as soon as the sea level falls or conditions allow the water to be released.
Academics, government agencies, and local authorities understand this basic principle. Many major cities have previously prepared monkey cheek areas to receive excess water.
Why Major Cities Still Flood
In 2026, however, major cities continue to experience repeated flooding. Does this mean the monkey cheek system no longer works?
The answer is no. The monkey cheek system still works well, and many cities around the world continue to use this concept for water management. The real problem is that monkey cheek areas are gradually disappearing.
The monkey cheek system is a royal initiative of King Rama IX and is widely respected. However, maintaining the system and making it work effectively through infrastructure and urban planning require decisions and management by the government and the political sector. Without such support, the retention areas cannot receive enough water, the system loses efficiency, cities flood, and people’s property is damaged.
Changes to urban plans, encroachment on natural water retention areas, poor maintenance, failure to dredge wetlands and prepare them for use, and cuts to infrastructure maintenance budgets are important reasons why monkey cheek areas become less effective and eventually disappear.
How to Bring the Monkey Cheek System Back
A lasting approach to flood prevention therefore requires the return of the monkey cheek system through three measures:
1. Enforce urban planning laws strictly Conserve natural water retention areas and wetlands that serve as monkey cheeks, and prevent them from being converted into construction sites.
2. Restore and improve existing monkey cheek areas Dredge canals and retention basins so that they have sufficient depth and can hold water at full capacity, and continue maintaining these waterways.
3. Invest in modern monkey cheek innovations Examples include underground water retention systems for cities where available land is limited.
The Decisions Behind Lasting Flood Protection
These three measures are widely understood among people who follow the issue. However, urban planning and government agencies operate under the authority of the political sector. If “old politics” continues to pursue conflicts of interest that benefit its own networks, it will neither understand nor pay attention to the monkey cheek system. Citizens must then bring in “new politics” that is free from conflicts of interest.
Only by bringing the monkey cheek system back can the flooding problem be resolved on a lasting basis.
Written by
Dr. Sitthichai Chawaranggoon
Chief Executive Officer (CEO) – SNP GROUP
Translated by
Parinya Visetpanitkij
Sales & Logistics Supervisor – SNP Logistics
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : October 20, 2026

Logistics
สหภาพยุโรปอนุมัติแผนปฏิรูประบบศุลกากรครั้งใหญ่
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 รัฐสภายุโรปลงมติเห็นชอบการปฏิรูปประมวลกฎหมายศุลกากรของสหภาพยุโรป (Union Customs Code: UCC) กฎหมายฉบับนี้คือ Regulation (EU) 2026/2108 ซึ่งยกเลิก Regulation (EU) No 952/2013 ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาของสหภาพยุโรป และเผยแพร่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2026 เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2027 โดยแต่ละมาตรการจะทยอยมีผลในช่วงหลายปีถัดไป ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปกฎหมายศุลกากรของสหภาพยุโรปครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การก่อตั้งสหภาพศุลกากรในปี 1968 มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงระบบศุลกากรของสหภาพยุโรปให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เป็นระบบดิจิทัล ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และตอบสนองต่อความท้าทายที่เพิ่มขึ้นของการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซ ปริมาณการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ปัจจัยที่ผลักดันการปฏิรูป ได้แก่ ปริมาณใบขนสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการค้าออนไลน์และพัสดุมูลค่าต่ำจำนวนหลายล้านชิ้นต่อวัน ขณะที่ประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศยังใช้ระบบ IT ศุลกากรที่แยกจากกัน เช่น ระบบ ATLAS ในเยอรมนีเป็นตัวอย่าง การปฏิรูปนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความกระจัดกระจายนี้ ปรับปรุงการป้องกันสินค้าอันตราย และทำให้กระบวนการศุลกากรมีความเป็นเอกภาพมากขึ้นทั่วทั้งสหภาพยุโรป โดยการปฏิรูปนี้สร้างขึ้นบน 3 เสาหลัก ได้แก่ การบริหารความเสี่ยงและการควบคุมทางศุลกากรที่ดีขึ้น กรอบการทำงานรูปแบบใหม่สำหรับอีคอมเมิร์ซ และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับภาคธุรกิจ
สาระสำคัญของกฎใหม่
1. จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสำหรับอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce)
ประมวลกฎหมายศุลกากรฉบับใหม่กำหนดให้แพลตฟอร์ม E-Commerce ที่ไม่ได้ตั้งอยู่ใน EU ถือเป็นผู้นำเข้าสินค้าที่ขายเข้าสู่ EUจึงมีหน้าที่ดำเนินพิธีการศุลกากรและชำระอากรทั้งหมด แทนผู้บริโภคปลายทาง ผู้ขายจากประเทศที่สามต้องมีสถานประกอบการในสหภาพยุโรป หรือแต่งตั้งตัวแทนในสหภาพยุโรป ที่ได้รับสถานะ อาทิ ผู้ประกอบการเศรษฐกิจที่ได้รับอนุญาต (AEO – Authorised Economic Operator) หรือ Trust and Check
โดยกฎใหม่กำหนดค่าธรรมเนียมการจัดการสำหรับสินค้าแต่ละชิ้นที่สั่งซื้อจากร้านค้าออนไลน์นอก EU และส่งตรงถึงผู้บริโภคใน EU เพื่อช่วยชดเชยต้นทุนการตรวจสอบพัสดุขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้น คณะกรรมาธิการยุโรปเป็นผู้กำหนดอัตรา โดยจะเริ่มใช้ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 อย่างช้าที่สุด และมีการทบทวนอัตราทุก 2 ปี
นอกจากนี้ สินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโรที่นำเข้า EU โดยได้รับการยกเว้นอากรก่อนหน้านี้ ข้อยกเว้นนี้ถูกยกเลิกแล้ว และค่าธรรมเนียมการจัดการข้างต้นเป็นมาตรการแยกต่างหากจากการยกเลิกดังกล่าว ระหว่างรอระบบ Data Hub พร้อมใช้งาน มีการเก็บอากรอัตราเหมาจ่าย 3 ยูโรเป็นมาตรการชั่วคราว โดยระบุว่าเป็นการเก็บต่อหมวดสินค้า และเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2026
2. การปฏิรูปศุลกากรของสหภาพยุโรป
การปฏิรูปศุลกากรจะช่วยประสานงานระบบระดับชาติที่กระจัดกระจายอยู่ในปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้น ภายใต้สถาปัตยกรรมที่เป็นหนึ่งเดียวและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เปลี่ยนระบบศุลกากรของสหภาพยุโรปให้เป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมากยิ่งขึ้น สามารถรับมือกับภัยคุกคามสมัยใหม่และตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจได้
โดยจัดตั้งหน่วยงานใหม่ของสหภาพยุโรป คือ หน่วยงานศุลกากรของสหภาพยุโรป (EUCA) ที่เมืองลีลล์ ประเทศฝรั่งเศส ที่จะช่วยรับมือกับความท้าทายข้ามพรมแดนในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งอำนวยความสะดวกในการประสานงานการปฏิบัติการร่วมกัน และจัดการความเสี่ยงในระดับสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังจะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายศุลกากรของสหภาพยุโรปเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน รวมถึงการตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกงทางศุลกากรทั่วทั้งสหภาพ โดยจะบริหารจัดการศูนย์กลางข้อมูลศุลกากรของสหภาพยุโรป (EU Customs Data Hub) ซึ่งเป็นอินเทอร์เฟซดิจิทัลเดียวสำหรับการดำเนินงานด้านศุลกากรทั้งหมดในสหภาพยุโรป ผู้ประกอบการจะส่งข้อมูลเพียงครั้งเดียวผ่านแพลตฟอร์มกลาง และนำข้อมูลกลับมาใช้ได้กับการขนส่งหลายครั้ง
ในระยะยาว Data Hub จะเข้ามาแทนใบขนสินค้าแบบเดิม ทั้งนี้ ระบบจะเปิดใช้งานกับสินค้า E-Commerce ก่อนภายในปี 2028 และขยายไปครอบคลุมการเคลื่อนย้ายสินค้าทุกประเภทภายในปี 2034 คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของประเทศสมาชิกได้มากกว่า 2 พันล้านยูโรต่อปี
3. ระบบ Trust & Check: การลดความซับซ้อนสำหรับผู้ประกอบการที่น่าเชื่อถือ
การปฏิรูปนี้จะกำหนดนิยามใหม่ของวิธีการให้ การใช้ และการแบ่งปันข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับธุรกิจทุกประเภทได้อย่างมาก จะช่วยให้ธุรกิจสามารถส่งข้อมูลได้เพียงครั้งเดียว โดยลดความซับซ้อนของการใช้งานระบบของหลายประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังจะช่วยอำนวยความสะดวกใหม่ๆ ให้กับผู้ค้าที่น่าเชื่อถือในระบบ “Trust & Check” รวมถึงความเป็นไปได้ในการ “ปล่อยสินค้าด้วยตนเอง” ในนามของศุลกากร เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ประกอบการที่น่าเชื่อถือจะได้รับประโยชน์จากขั้นตอนที่ง่ายขึ้นและการควบคุมที่น้อยลง ทำให้หน่วยงานศุลกากรสามารถมุ่งเน้นทรัพยากรไปที่สินค้าที่มีความเสี่ยงสูงได้
ส่วนมาตรการลงโทษ ในกรณีฝ่าฝืนร้ายแรง ผู้ประกอบการอาจถูกปรับสูงสุดร้อยละ 6 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าประจำปีก่อนหน้า ถูกเพิกถอนสิทธิพิเศษทางศุลกากรบางประการ หรือถูกจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/eamn9rniibkbt6m0leuh77gl







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!