CEO ARTICLE
พิกัดผิดพลาด
ระวัง … การให้พิกัดผิดอาจทำให้ธุรกิจเสียหายหลายล้านบาท
1. ทำไมต้องมีพิกัด ?
ทรัพยากร (Resources) เพื่อการผลิตของแต่ละประเทศต่างกัน วัฒนธรรม (Culture) การเรียกชื่อก็ต่างกัน สินค้าที่เหมือนกันของประเทศหนึ่งจึงอาจมีชื่อเรียกต่างจากประเทศอื่น
องค์การศุลกากรโลก หรือ WCO (World Customs Organization) จึงกำหนดให้สินค้าทุกประเภทที่เคลื่อนย้ายระหว่างประเทศต้องมีเลขรหัส (Tariff Code) กำกับเพื่อเป็นสื่อกลางให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้าใจตรงกันโดยเรียกรหัสนี้ว่า “พิกัดสินค้า” หรือ HS Code (Harmonized Code)
2. พิกัดเข้าใจยากหรือไม่ ?
สินค้าทั่วโลกมีมาก แต่ WCO ไล่เรียงเป็น 21 หมวด แต่ละหมวดมีหลายตอนที่รวมได้ 97 ตอน แต่ละตอนยังมีตอนย่อย และทุกตอนย่อยมีรหัส 6 หลักกำกับเหมือนกันทั่วโลก
การไล่เรียงสินค้าเป็นหมวดและเป็นตอนจึงทำให้เข้าใจได้ไม่ยาก
3. ทำไมจึงมีคนกล่าวว่าเข้าใจยาก ?
พิกัดตอนย่อยมี 6 หลักก็จริง แต่ประเทศอาเชียนขอเพิ่มอีก 2 หลักเป็น 8 หลักใช้เฉพาะในกลุ่ม ประเทศไทยขอเพิ่มอีก 3 หลักเป็น 11 หลักเพื่อเก็บสถิติภายใน สินค้า 1 รายการสำหรับผู้นำเข้าของไทยจึงเกี่ยวพันทั้งพิกัดสากลทั้ง 6 หลัก พิกัดอาเชียน 8 หลัก และพิกัดของไทย 11 หลัก
ตัวอย่างเช่น “สินค้าที่ทำจากกระดาษ” ในพิกัดตอนที่ 48 หากเป็น “กระดาษปูโต๊ะและ กระดาษเช็ดปาก” ในทางสากลใช้พิกัด 6 หลักเหมือนกันที่ 4818.30 แต่อาเชียนใช้ 8 หลักโดยแยก “กระดาษปูโต๊ะ” อยู่ในพิกัด 4818.30.10 และแยก “กระดาษเช็ดปาก” อยู่ในพิกัด 4818.30.20
ประเทศไทยใช้เลขรหัสเดียวกับอาเชียน แต่เพิ่มเป็น 11 หลักทำให้ “กระดาษปูโต๊ะ” อยู่ในพิกัด 4818.30.10.000 และ “กระดาษเช็ดปาก” อยู่ในพิกัด 4818.30.20.000 เป็นต้น
พิกัดมีทั้ง 6 หลัก 8 หลัก และ 11 หลักของผู้นำเข้าไทยจึงอาจเข้าใจยาก
4. พิกัดผิดพลาดมีปัญหาอย่างไร ?
ทุกประเทศนำพิกัดมาควบคุมสินค้า กำหนดอัตราภาษี ลดหย่อน และยกเว้นภาษี
พิกัดผิดพลาดจึงมีผลกระทบเป็นห่วงโซ่ พรบ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 202 – 257 ได้กำหนดโทษที่มีตั้งแต่การผ่อนผันในกรณีความผิดเล็กน้อย ปรับ 4 เท่า ริบของ และจำคุก
5. การป้องกันเบื้องต้นควรทำอย่างไร ?
5.1 ถามจากผู้ขายต่างประเทศขณะสั่งซื้อ แต่ไม่เป็นทางการ
5.2 ตรวจสอบจากหนังสือพิกัดหรือหนังสือ EN (Explanatory Note) ที่ให้คำอธิบาย
5.3 ถามจากผู้ชำนาญการศุลกากรที่ได้รับอนุญาต (Licensed Customs Specialist)
5.4 ตรวจสอบกับศุลกากรที่หมายเลข 02-667-7000 ต่อ 20544 สายด่วนศุลกากร 1164 หรือเข้าเว๊บไซต์เพื่อค้นหาที่ customs e tariff service
หมายเหตุ การสอบถามโดยวาจาจะนำมาอ้างอิงไม่ได้จึงเป็นความเสี่ยง
6. การป้องกันที่แน่นอนควรทำอย่างไร ?
โดยการขอหนังสือเป็นยันต์ป้องกันตาม พรบ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 18 ยินยอมให้สอบถามจากกรมศุลกากรล่วงหน้าที่มีค่าธรรมเนียม ผู้นำเข้าต้องแนบข้อมูล ดังนี้
6.1 ลักษณะของสินค้าคืออะไร ?
6.2 สินค้าทำหน้าที่อะไร ?
6.3 สินค้าทำจากวัสดุอะไรบ้าง ?
6.4 ขั้นตอนการผลิตสินค้าเป็นอย่างไร ?
6.5 สินค้าเป็นของที่ใช้ได้ทั่วไป หรือของใช้เฉพาะ ?
6.6 หากเป็นส่วนประกอบของเครื่องจักร สินค้าที่นำเข้าติดตั้งส่วนใดของเครื่องจักร หรืออยู่ในกระบวนการใด ?
6.7 ตัวอย่างสินค้า หรือรูปภาพประกอบ (ไม่เน้น Drawing)
6.8 กรณีเป็นผลิตภัณฑ์เหล็ก ต้องมี Mill Sheet แนบ
6.9 กรณีเป็นสินค้าเคมีภัณฑ์ อาหาร หรือมีส่วนผสมรวมกันหลายชนิดรวมกัน ควรมีส่วนประกอบทางเคมี (ระบุเป็น 100%) และสามารถอธิบายตามคำถามข้างต้นได้โดยละเอียด
หนังสือที่กรมศุลกากรตอบสามารถใช้เป็นยันต์ป้องกันความผิดได้ 100% (รายละเอียดหาอ่านได้จากหนังสือการค้าระหว่างประเทศ บทที่ 12 พิกัดฮาร์โมไนซ์ หน้า 87)
พิกัดจึงมีความสำคัญ หากผิดพลาดมีความเสียหายอาจเป็นล้านบาท การเสียเวลาตรวจพิกัดให้ถูกต้องก่อนการสั่งซื้อเพื่อนำเข้าจึงเป็นสิ่งที่ผู้นำเข้าควรปฏิบัติอย่างยิ่ง.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
ENGLISH HADING
Getting HS Codes Right and Avoiding Costly Classification Errors
An Incorrect HS Code Can Cost a Business Millions of Baht
1 Why Are HS Codes Necessary
Each country has different resources for production. Cultures and naming conventions also vary, so the same product may be known by different names in different countries.
The World Customs Organization (WCO) therefore requires every type of product moving between countries to carry a tariff code. This code serves as a common reference so that different authorities understand the product in the same way. It is known as a tariff classification or HS code (Harmonized System code).
2 Are HS Codes Difficult to Understand
There are many types of products worldwide, but the WCO organizes them into 21 Sections. These Sections contain a total of 97 Chapters, and each Chapter contains further subheadings. Every subheading is identified by the same six-digit code worldwide.
Because products are arranged systematically by Section and Chapter, the basic structure is not difficult to understand.
3 Why Do People Say HS Codes Are Difficult
Although an international subheading has six digits, ASEAN countries added two more digits to create an eight-digit code for use within the region. Thailand added another three digits, creating an eleven-digit code for domestic statistical purposes. A single product imported into Thailand can therefore involve the international six-digit code, the ASEAN eight-digit code, and the Thai eleven-digit code.
For example, products made from paper are classified in Chapter 48. At the international level, paper tablecloths and paper napkins share the six-digit code 4818.30. Under the ASEAN eight-digit system, paper tablecloths are classified under 4818.30.10, while paper napkins are classified under 4818.30.20.
Thailand uses the same ASEAN codes but extends them to eleven digits. Paper tablecloths are therefore classified under 4818.30.10.000, while paper napkins are classified under 4818.30.20.000.
The use of six-digit, eight-digit, and eleven-digit codes can therefore make tariff classification more difficult for Thai importers.
4 What Problems Can an Incorrect HS Code Cause
Countries use tariff codes to control goods, set duty rates, and grant duty reductions or exemptions.
An incorrect classification can therefore trigger a chain of consequences. Sections 202 to 257 of the Customs Act B.E. 2560 (2017) prescribe penalties ranging from leniency for minor offences to a fourfold fine, forfeiture of the goods, and imprisonment.
5 What Initial Checks Can Reduce the Risk
5.1 Ask the overseas seller when placing the order, although the information provided is not official.
5.2 Check the tariff schedule or the Explanatory Notes (EN), which provide classification guidance.
5.3 Consult a Licensed Customs Specialist.
5.4 Check with the Thai Customs Department by calling 02-667-7000 ext. 20544, the Customs Hotline at 1164, or searching the Customs e-Tariff Service website.
Note: Verbal answers cannot be used as formal references and therefore carry a degree of risk.
6 What Is the Most Certain Way to Prevent an Error
The most reliable approach is to obtain a written advance ruling. Section 18 of the Customs Act B.E. 2560 (2017) allows an importer to submit a paid advance inquiry to the Customs Department. The importer must provide the following information:
6.1 What are the product’s characteristics?
6.2 What function does the product perform?
6.3 What materials is the product made from?
6.4 What is the product’s manufacturing process?
6.5 Is the product for general use or a specific purpose?
6.6 If the product is a machinery component, where is it installed in the machine, or in which process is it used?
6.7 A product sample or supporting photographs. Drawings are not the main focus.
6.8 For steel products, a Mill Sheet must be attached.
6.9 For chemicals, food products, or products containing several combined ingredients, the chemical composition should be provided and must total 100%. The questions above should also be answered in detail.
The written response issued by the Customs Department can be relied upon as complete protection against an offence. Further details are available in the book International Trade, Chapter 12, Harmonized Tariff Classification, page 87.
Tariff classification is therefore important. An error can cause losses amounting to millions of baht. Importers should take the time to confirm the correct classification before ordering goods for import.
Written by
Dr. Sitthichai Chawaranggoon
Chief Executive Officer (CEO) – SNP GROUP
Translated by
Parinya Visetpanitkij
Sales & Logistics Supervisor – SNP Logistics
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : November 3, 2026

Logistics
RCEP หนุน SME จีนขยายฐานธุรกิจในอาเซียน จากการเข้าถึงตลาดสู่การเติบโตระยะยาว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาเซียนมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าของจีน ทั้งในฐานะตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และจุดเชื่อมโยงสำคัญของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานในเอเชีย ขณะเดียวกัน การดำเนินการตามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้กฎเกณฑ์ทางการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนมีความสอดคล้องกันมากขึ้น และเอื้อให้เกิดสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งภาคธุรกิจต้องพึ่งพาความสามารถของตนเองเป็นหลักในการแสวงหาโอกาสและขยายที่ตลาดในต่างประเทศ
บทวิเคราะห์ชี้ว่า เมื่อประเทศสมาชิกทยอยดำเนินการตามข้อผูกพันด้านการลดภาษี รวมถึงมาตรการเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้าและการอำนวยความสะดวกทางการค้า ผลประโยชน์จาก RCEP จึงขยายจากการลดภาษีศุลกากรไปสู่การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ โดยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม มีบทบาทสำคัญในการขยายตลาดระดับภูมิภาคและนำสิทธิประโยชน์จากความตกลงไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริงในทางธุรกิจ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมของจีนมีจุดแข็งด้านความคล่องตัวในการบริหาร การตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้รวดเร็ว และความสามารถในการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) จึงมีโอกาสขยายธุรกิจในด้านต่างๆ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรมสนับสนุนการผลิต การแปรรูปสินค้าเกษตร และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การขยายตลาดต่างประเทศยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน บุคลากรเฉพาะทาง และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น การใช้ประโยชน์จาก RCEP จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิทธิประโยชน์ที่ความตกลงกำหนดไว้เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการในการทำความเข้าใจและนำกฎเกณฑ์ไปใช้ ตลอดจนการดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
* โอกาสจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) กับ SMEs จีนในการขยายตลาดอาเซียนที่สำคัญ ได้แก่
1. ลดภาษีช่วยบริหารต้นทุน แต่ผู้ประกอบการยังใช้สิทธิประโยชน์ไม่เต็มที่
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมักมีอัตรากำไรจำกัด ทำให้ภาษีและต้นทุนการทำธุรกรรมระหว่างประเทศส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคามากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ การลดภาษีภายใต้ RCEP จึงมีความสำคัญต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยตรง อย่างไรก็ตาม RCEP ไม่ได้ลดภาษีสินค้าทุกรายการในอัตราเดียวกัน แต่ทยอยลดตามข้อผูกพันของแต่ละประเทศสมาชิก โดยการใช้สิทธิภาษีพิเศษยังขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ดังนั้นประโยชน์ของ RCEP จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลดภาษี แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนต้นทุนได้ชัดเจนขึ้น สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เริ่มขยายตลาดต่างประเทศ การใช้สิทธิภาษีพิเศษเพื่อลดต้นทุนโดยรวมช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการกำหนดราคา ขยายคำสั่งซื้อ และพัฒนาช่องทางจำหน่ายได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางส่วนยังขาดความรู้เกี่ยวกับอัตราภาษีและเงื่อนไขถิ่นกำเนิดสินค้า ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ การเพิ่ม ความเข้าใจและทักษะในการใช้กฎเกณฑ์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ตามความตกลงให้เกิดผลจริงทางธุรกิจ
2. การสะสมถิ่นกำเนิดสินค้าเปิดทางให้ SMEs เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค
RCEP ไม่เพียงช่วยลดภาษี แต่ยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคผ่านกลไกการสะสมถิ่นกำเนิดสินค้า (Cumulation) ซึ่งภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด วัตถุดิบที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศสมาชิกสามารถนำมาคำนวณถิ่นกำเนิดของสินค้าขั้นสุดท้ายได้ ผู้ประกอบการจึงสามารถเลือกจัดหาวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และดำเนินการผลิตในประเทศต่างๆ ตามต้นทุนและความเหมาะสม แทนการผลิตทุกขั้นตอนในประเทศเดียว ช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตสามารถเชื่อมโยงกับพันธมิตรในภูมิภาคและบริหารต้นทุนได้ยืดหยุ่นขึ้นนอกจากนี้ RCEP ยังส่งเสริม การอำนวยความสะดวกทางการค้า ทั้งด้านพิธีการศุลกากรและการจัดการเอกสารถิ่นกำเนิดสินค้า โดยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 จีนและสิงคโปร์ได้เริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ภายใต้ RCEP ทางอิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ ช่วยให้การดำเนินพิธีการสะดวกยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การลดขั้นตอนเอกสารเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีความรู้ในการบริหารจัดการถิ่นกำเนิดสินค้าและปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วย
3. อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเพิ่มช่องทางเข้าสู่ตลาดอาเซียน
ช่วงแรกเริ่มของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะเข้าสู่ตลาดต่างประเทศมักพึ่งพาตัวแทนจำหน่าย ประเทศปลายทาง การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศ หรือการสร้างช่องทางจำหน่ายของตนเอง ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนและเวลา ปัจจุบันพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน (Cross-border E-commerce) กลายเป็นอีกช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้สะดวกขึ้น โดย RCEP มีบทบัญญัติด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าดิจิทัลในภูมิภาคช่องทางดังกล่าวช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีนเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ทดลองจำหน่ายสินค้าในปริมาณน้อย และใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มเพื่อศึกษาความต้องการของตลาดก่อนขยายการลงทุน โดยเฉพาะสินค้าที่มีเอกลักษณ์หรือเจาะกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะ อย่างไรก็ตาม การขายออนไลน์ยังมีต้นทุนและความท้าทาย ทั้งการดึงดูดผู้เข้าชม การสร้างแบรนด์ บริการหลังการขาย และการปฏิบัติตามกฎของแพลตฟอร์ม ดังนั้น การปรับสู่ดิจิทัลจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนช่องทางจำหน่าย แต่เป็นการปรับวิธีเข้าสู่ตลาดและบริหารธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล
* ความท้าทายของผู้ประกอบการในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีนยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ 3 ประการ ในการใช้ประโยชน์จาก RCEP โดยปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดนโยบายสนับสนุนเป็นหลัก แต่อยู่ที่ความพร้อมและขีดความสามารถของผู้ประกอบการในการนำสิทธิประโยชน์ไปใช้ในทางปฏิบัติ ได้แก่
1. ขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้ประโยชน์จากกฎของ RCEP
อุปสรรคสำคัญของ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีนไม่ได้อยู่ที่การขาดนโยบายสนับสนุน แต่เป็นข้อจำกัดในการนำกฎเกณฑ์ไปใช้จริง ถึงแม้ว่า RCEP จะครอบคลุมทั้งการลดภาษี กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร ทรัพย์สินทางปัญญา พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุน แต่ผู้ประกอบการบางส่วนยังเข้าใจเพียงว่าความตกลงช่วยลดภาษี โดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้าและเงื่อนไขการใช้สิทธิอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ไม่สามารถใช้สิทธิภาษีพิเศษได้ แม้สินค้าจะมีศักยภาพในตลาดก็ตาม นอกจากนี้ การค้าข้ามพรมแดนยังเกี่ยวข้องกับเอกสารศุลกากร มาตรฐานสินค้า การรับรองผลิตภัณฑ์ และการชำระเงินระหว่างประเทศ ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมักขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำให้มีต้นทุนด้านเวลาและการบริหารจัดการสูง ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ช่องว่างระหว่างสิทธิประโยชน์ที่ความตกลงกำหนดไว้กับความสามารถของผู้ประกอบการในการนำไปใช้จริง
2. ข้อมูลตลาดไม่เพียงพอ ทำให้เข้าถึงตลาดได้ไม่ตรงเป้าหมาย
อาเซียนไม่ได้เป็นตลาดเดียวที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประเทศ แต่มีความแตกต่างทั้งด้านเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค โครงสร้างอุตสาหกรรม วัฒนธรรมทางธุรกิจ และกฎระเบียบ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีนบางส่วนยังขาดการศึกษาตลาดในระดับประเทศ อุตสาหกรรม และกลุ่มผู้บริโภค ส่งผลให้กำหนดตำแหน่งสินค้าและเลือกช่องทางจำหน่ายได้ไม่เหมาะสม รวมถึงประเมิน ความเสี่ยงในการลงทุนได้ไม่รอบด้าน เมื่อขาดข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมาย ภาษี แรงงาน และแนวปฏิบัติทางธุรกิจในท้องถิ่น ผู้ประกอบการมักพึ่งพาคนกลาง ในการเข้าสู่ตลาด แม้ช่วยลดภาระในระยะแรก แต่ก็อาจทำให้เข้าถึงข้อมูลตลาดปลายทางได้จำกัด
3. สินค้ายังขาดความแตกต่าง แบรนด์และฐานลูกค้ายังไม่แข็งแกร่ง
การเปิดตลาดภายใต้ RCEP ช่วยเพิ่มโอกาสให้ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีนขยายธุรกิจ ในอาเซียน แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้การแข่งขันกับผู้ประกอบการจากประเทศสมาชิกอื่นเข้มข้นขึ้น สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ยังพึ่งพาความได้เปรียบด้านราคาและมีสินค้าที่ไม่แตกต่างจากคู่แข่ง อาจรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวได้ยาก ผู้ประกอบการบางส่วนยังเน้นการรับจ้างผลิต (OEM) และส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ โดยขาดแบรนด์ของตนเองและฐานลูกค้าต่างประเทศที่มั่นคง จึงต้องพึ่งพาผู้ค้าและแพลตฟอร์มท้องถิ่น เมื่อการแข่งขันเปลี่ยนแปลงหรือผู้ซื้อเปลี่ยนคู่ค้า คำสั่งซื้อก็อาจได้รับผลกระทบได้ง่าย บทวิเคราะห์ชี้ว่า การสร้างประโยชน์ระยะยาวจาก RCEP ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาคุณภาพและความแตกต่างของสินค้า สร้างแบรนด์ และยกระดับบริการควบคู่กันไป
* จาก “เข้าถึงตลาด” สู่การ “ปักหลัก” ในตลาดอาเซียน
บทวิเคราะห์รายงานว่า การลดภาษีช่วยลดต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดได้เพียงบางส่วน ขณะที่ประโยชน์ระยะยาวของ RCEP ทั้งในด้านการสะสมถิ่นกำเนิดสินค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้า และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการในการปรับระบบการผลิตและการดำเนินธุรกิจ โดยอาศัยการแบ่งงานกันทำและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ดังนั้น ความสำเร็จในการใช้ประโยชน์จาก RCEP จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความเข้าใจกฎเกณฑ์ทางการค้า การเข้าถึงข้อมูลตลาด การสร้างแบรนด์ และความสามารถในการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดนด้วย
เมื่อการดำเนินการตาม RCEP มีความคืบหน้าและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคปรับตัวอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันของ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีนในตลาดอาเซียนมีแนวโน้มเปลี่ยนจากการพึ่งพา ความได้เปรียบด้านต้นทุนและการส่งออกสินค้า ไปสู่การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว ผ่านการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และการปรับสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับตลาดท้องถิ่น ควบคู่กับการสนับสนุนจากภาครัฐ สมาคมอุตสาหกรรม และสถาบันการเงิน ทั้งด้านกฎระเบียบ ข้อมูล เงินทุน และการบริหารความเสี่ยง เพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีนก้าวจากการเข้าสู่ตลาดอาเซียนไปสู่การสร้างฐานธุรกิจในภูมิภาคอย่างมั่นคง และเปลี่ยนสิทธิประโยชน์จาก RCEP ให้เป็นความสามารถการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศของจีนในระยะยาว
* ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู
จากบทวิเคราะห์ RCEP หนุน SME จีนขยายฐานธุรกิจในอาเซียน จากการเข้าถึงตลาดสู่การเติบโตระยะยาวนั้น สะท้อนให้เห็นว่า อาเซียนเป็นทั้งตลาดเป้าหมายและฐานสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีน ขณะเดียวกัน ประโยชน์ของ RCEP ได้ขยายจากการลดภาษีศุลกากรไปสู่การปรับโครงสร้างการผลิตและการดำเนินธุรกิจในระดับภูมิภาค โดยอาศัยกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและอีคอมเมิร์ซ ข้ามพรมแดนเป็นกลไกสำคัญ นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีนปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันจากการเน้นราคาและการรับจ้างผลิต ไปสู่การสร้างแบรนด์และการขยายตลาดในอาเซียนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งสะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจในเชิงโครงสร้าง มากกว่าการมุ่งเจาะตลาดเพื่อสร้างผลลัพธ์ในระยะสั้น
สำหรับผู้ประกอบการไทย แนวโน้มดังกล่าวเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ในด้านความท้าทาย ไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนย่อมเป็นส่วนหนึ่งของตลาดที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีนมุ่งขยายธุรกิจเข้ามา เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรมสนับสนุนการผลิต การแปรรูปสินค้าเกษตร และอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยมีบทบาทอยู่เช่นกัน การแข่งขันจึงมีแนวโน้มทวีความเข้มข้นขึ้น และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านราคา แต่จะขยายไปสู่การแข่งขันด้านแบรนด์ ช่องทางออนไลน์ และบริการหลังการขายด้วย ในขณะเดียวกัน การที่บทวิเคราะห์ส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีนร่วมมือกับผู้ประกอบการในท้องถิ่น ก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพเข้าไปเป็นพันธมิตรทางธุรกิจได้ ไม่ว่าจะในฐานะซัพพลายเออร์ ผู้รับจ้างผลิต ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ หรือตัวแทนจำหน่าย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังสามารถใช้ประโยชน์จาก RCEP เพื่อขยายตลาดสินค้าไทยในจีนได้เช่นกัน
ผู้ประกอบการไทยจึงควรเตรียมความพร้อมทั้งในด้านการรับมือกับการแข่งขันและการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ โดยเริ่มจากการตรวจสอบกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ RCEP สำหรับสินค้าของตนในตลาดเป้าหมายพร้อมเปรียบเทียบกับความตกลงการค้าเสรีฉบับอื่นที่สามารถใช้ได้เพื่อเลือกใช้สิทธิประโยชน์ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดควบคู่กับการสร้างความแตกต่างให้แก่สินค้าและบริการผ่านคุณภาพ มาตรฐาน เรื่องราวที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย และบริการหลังการขาย แทนการพึ่งพา การแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามความเคลื่อนไหวและทิศทางการขยายธุรกิจของ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีนในอาเซียนอย่างใกล้ชิด เพื่อวางกลยุทธ์รับมือกับการแข่งขันและแสวงหาโอกาสในการสร้างความร่วมมือได้อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จาก RCEP เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้าไทยทั้งในอาเซียนและจีนอย่างต่อเนื่อง
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/e3mulj5vu126lwl9vug0fg8s







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!