CEO ARTICLE
ภาวะผู้นำ
ผู้นำองค์กร ผู้นำหน่วยงาน หรือแม้แต่ผู้นำกระทรวงต่างก็อยู่ในสถานะที่ต้องมี ‘ภาวะผู้นำ’ ทั้งสิ้น มากบ้าง น้อยบ้างตามระดับตำแหน่ง และลักษณะหน่วยงาน
‘ผู้นำ’ และ ‘ภาวะผู้นำ’ ต่างกันอย่างไร และจะฝึกฝนตนเองให้มีภาวะผู้นำได้อย่างไร ??
ผู้นำ (Leader) และภาวะผู้นำ (Leadership) เป็นคำที่เขียนคล้ายกัน มีคำว่า ‘ผู้นำ’ ฝังอยู่ภายในเหมือนกัน แต่กลับมีความหมายต่างกัน
ผู้นำ หมายถึง หัวหน้าหน่วยงานหนึ่ง ๆ ที่มีอิทธิพลอยู่เหนือผู้อื่น และเป็นผู้ใช้อิทธิพลนั้นเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อื่นหรือผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติไปตามเป้าหมาย วัตถุประสงค์ หรือทิศทางที่ต้องการ
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อื่นจำเป็นต้องใช้ ‘เครื่องมือบริหาร’ ที่มีให้เลือกมากมาย
คนจะเป็นผู้นำที่ดีได้จึงต้องเป็นศูนย์รวมกลุ่ม ต้องทำตัวให้ได้รับความเคารพ ได้รับความนับถือ ได้รับความร่วมมือ และได้รับการเชื่อฟังจากผู้อื่นหรือผู้ใต้บังคับบัญชา
ส่วน ‘ภาวะผู้นำ’ หมายถึง ความสามารถ ความชำนาญ และทักษะในการสร้างและการใช้ ‘เครื่องมือบริหาร’ นั้นนำผู้อื่นหรือผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติตนไปในทิศทางที่ต้องการ
ผู้นำจึงเป็นตัวบุคคลซึ่งจะเป็นใครหรือมาจากไหนก็ได้ แต่ภาวะผู้นำจะเป็นความสามารถที่ต้องอาศัยสติปัญญา ความรู้ ประสบการณ์ และการฝึกฝนซึ่งผู้นำที่เลือกมานั้นอาจไม่มีเลยก็ได้
รองศาสตราจารย์ ดร. ชูศักดิ์ เอกเพชร ได้สรุปความหมายสั้น ๆ ว่า ‘ผู้นำ’ หมายถึง ตัวบุคคลที่ผู้ดำรงตำแหน่ง ‘ภาวะผู้นำ’ เป็นเรื่องของความสามารถ ทักษะ และกระบวนการที่ผู้นําใช้ในการนํากลุ่มให้ไปสู่จุดมุ่งหมาย (https://graduate.sru.ac.th)
ด้วยเหตุที่ ‘ผู้นำ’ และ ‘ภาวะผู้นำ’ ต่างกัน และเป็นคนละส่วนกัน ภาวะผู้นำจึงไม่ใช่เรื่องของ ‘ผู้นำ’ แต่เพียงผู้เดียว แต่เป็นเรื่องของใครก็ได้ที่อยากฝึกตนเองให้มีภาวะผู้นำ
บุคคลใดที่ฝึกฝนได้ดี มีภาวะผู้นำเกิดขึ้น บุคคลนั้นก็จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่ดีได้ง่าย และการสร้าง ‘ภาวะผู้นำ’ ก็ไม่ใช่เรื่องยากด้วย 3 เงื่อนไขเท่านั้น
1. เชื่อถือทีมงาน
คนจะฝึกภาวะผู้นำต้องไม่เอาความคิดตนเองเป็นใหญ่ ไม่ดูถูกทีมงาน ไม่เอาแต่ใช้งานคนอื่น ต้องเชื่อถือทีมงาน รู้ว่างานใดควรทำเองและงานใดควรมอบให้คนอื่น มองปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ลอยตัวเหนือปัญหา เข้าหาปัญหา มีส่วนร่วมในกิจกรรมส่วนรวม รู้จุดแข็งและจุดอ่อนแต่ละคนในทีม ต้องแก้ไขจุดอ่อน และนำจุดแข็งมาสร้างคุณค่าและภาพลักษณ์ที่ดีให้ทีมงาน
“เมื่อใช้งานผู้ใดก็ต้องไม่ระแวงสงสัย แต่หากจะระแวงสงสัยก็อย่าไปใช้เขา”
2. มีทักษะการฟัง
คนจะฝึกภาวะผู้นำต้องฝึกทักษะการฟังก่อน ไม่ว่าทีมงานจะต่ำต้อยด้อยค่าเพียงใดก็ต้องให้โอกาสเขาพูด ฟังด้วยตัวเอง ฟังอย่างมีศิลปะ ไม่ใช่ฟังจากผู้อื่น ไม่ฟังความด้านเดียว แต่ต้องฟังให้รอบด้าน การฟังทำให้ได้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้มาก่อน ได้เข้าใจทีมงานมากขึ้น ได้พิจารณามากขึ้น
“การยอมรับฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจและมีศิลปะจะนำไปสู่การพูดที่ดี”
3. ตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง
คนจะฝึกภาวะผู้นำต้องมองผลกระทบในสิ่งที่จะเกิดได้ ไม่พะวงเรื่องเล็กมากเกินไป มุ่งไปที่เรื่องใหญ่มากกว่า และตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยเหตุผลที่ถูกต้องเท่านั้น
เรื่องต่าง ๆ ย่อมมีหลักการของเรื่อง เช่น เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายก็มีข้อกฎหมาย เรื่องเกี่ยวกับงานก็มีขั้นตอนการทำงาน มีแผนงาน มีหลักบริหาร หลักสากล ข้อตกลง หรือระเบียบ เป็นต้น
เมื่อรู้หลักการแต่ละเรื่องแล้ว หากจะตัดสินใจก็จะมีเพียง 2 ทางให้เลือกเท่านั้น
‘หนึ่ง’ หาหลักการที่เกี่ยวข้อง หากมีมากกว่า 1 หลักการ เช่น หลักความงาม หลักความประหยัดที่ขัดแย้งกันก็ต้องมีเหตุผลจะเลือกหลักการใด ‘สอง’ หากจะตัดสินใจขัดต่อหลักการก็ต้องมีเหตุผลที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ส่วนตน และอธิบายให้ยอมรับกันได้
“เหตุผลที่ดีและมีความรับผิดชอบแม้จะผิดหลักการ บางครั้งก็อาจถูกต้องมากกว่า”
ในความเป็นจริง การฝึกฝนตนเองให้มีภาวะผู้นำยังมีเงื่อนไขอื่นอีกมาก แต่หากเริ่มจาก 3 เงื่อนไขนี้ได้ เงื่อนไขอื่นก็ตามมาเอง ภาวะผู้นำก็ไม่ใช่เรื่องยาก
เมื่อผ่านการฝึกอย่างจริงจัง ผู้ฝึกจะมีการคิด การแสดงออก มีรูปแบบ และมีวิธีการทำงานที่ต่างจากผู้อื่น จะใช้ ‘เครื่องมือบริหาร’ แต่ละประเภทได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ และจะก้าวขึ้นสู่ผู้นำที่ดีได้ง่าย
สิ่งที่น่ากลัวในปัจจุบันคือ ‘ผู้นำ’ ที่ขาด ‘ภาวะผู้นำ’ ยังโลดแล่นในสังคมอยู่มาก ยิ่งก้าวขึ้นตำแหน่งสูง ๆ เป็นนักการเมือง เป็นรัฐมนตรี ก็ยิ่งเป็นภัยเงียบต่อส่วนรวมที่น้อยคนจะมองเห็น
ภาพผู้นำที่ทำงานไปวัน ๆ อย่างไร้เป้าหมาย ไม่คำนึงถึงวิสัยทัศน์ พันธกิจ และนโยบายที่กำหนดไว้ เอาแต่สั่งงานอยู่บนหอคอย ไม่ลงสัมผัสงานด้วยตนเอง รัฐมนตรีหนีประชุม หรือหนีการตอบกระทู้สดในสภาฯ จึงมีให้เห็นบ่อย ๆ
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
CEO – SNP Group
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : June 28, 2022

Logistics
Greater Bay Airlines สายการบินน้องใหม่ของฮ่องกง พร้อมเปิดเส้นทางบินไปไทยกลางปีนี้
Greater Bay Airlines เป็นสายการบินราคาประหยัดของฮ่องกง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2563 ตามนโยบายการพัฒนาเขตอ่าวกวางตุ้ง – ฮ่องกง – มาเก๊า (Guangdong – Hong Kong – Macao Greater Bay Area หรือ GBA) ของรัฐบาลกลางสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมุ่งเน้นเส้นทางบินในพื้นที่ 11 เมืองภายในเขต GBA ได้แก่ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เขตบริหาร พิเศษมาเก๊า เมืองเซินเจิ้น เมืองกว่างโจว เมืองโฝชาน เมืองจูไห่ เมืองตงกว่าน เมืองจงชาน เมืองเจียงเหมิน และเมืองจ้าวชิง ซึ่งมีประชากรอาศัยรวมกันประมาณ 72 ล้านคน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมโยงทางการบินและการขนส่งทางอากาศระหว่างเขตบริหารพิเศษฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่ รวมทั้งสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลฮ่องกงในการพัฒนาฮ่องกงให้เป็นศูนย์กลางทางการบินระหว่างประเทศ
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2565 สายการบิน Greater Bay Airlines ได้รับแต่งตั้งจาก Transport and Housing Bureau รัฐบาลฮ่องกงให้เป็นสายการบินที่กำหนดของฮ่องกง ภายใต้ความตกลงว่าด้านการบริการทางอากาศระหว่างฮ่องกงกับประเทศและเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ แล้ว โดยสายการบินฯ มีแผนที่จะทำการบินกว่า 104 เส้นทาง ทั้งในจีนและในภูมิภาคเอเชีย อาทิ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเวียดนาม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฮ่องกงในการเป็นศูนย์กลางทางการบินในระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ และฟื้นฟูอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคที่ซบเซามากว่า 2 ปีจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
ทั้งนี้ ทางสายการบินฯ มีแผนว่าในช่วงกลางปี 2565 นี้ จะเปิดเส้นทางบินไปยังประเทศไทยจำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางฮ่องกง – กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) และฮ่องกง – ภูเก็ต เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีนแผ่นดินใหญ่และและฮ่องกง
ที่มา : https://thaibizchina.com/greater-bay-airlines








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!