CEO ARTICLE
พันธกิจ
“พันธกิจ” มีความสำคัญต่อ “วิสัยทัศน์” อย่างไร ?
คำว่า “ทัศน์” ที่อยู่ในวิสัยทัศน์มีความหมายตรงตัวว่า “การมอง”
คำว่า “กิจ” ที่อยู่ในพันธกิจก็มีความหมายตรงตัวว่า “หน้าที่ที่ต้องกระทำ”
“ทัศน์” และ “กิจ” จึงมีความหมายรวมกันว่า “เมื่อมองเห็นแล้วต้องมีการกระทำ”
คนที่มอง แต่ไม่กระทำ การมองก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ในทำนองเดียวกัน คนที่มีการกระทำโดยไม่มองก็เหมือนการพายเรือออกทะเล ไม่รู้จะไปในทิศไหน ความเสี่ยงต่อหายนะมีสูง
วิสัยทัศน์และพันธกิจจึงต้องเกี่ยวพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วิสัยทัศน์ (Vision) คือการมองด้วยปัญญา มองให้เห็น “ภายนอก” และเห็น “ภายใน”
➧ มองภายนอก (External)
“วิสัยทัศน์” เริ่มจากการมองภายนอกก่อน มองเพื่อวิเคราะห์สิ่งที่เกิดรอบตัว มองให้กว้าง ให้ไกล ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มองเพื่อค้นหาให้ได้ว่าอะไรคือ โอกาส (Opportunities) ที่คว้าได้ และอะไรคือ ความเสี่ยง (Threats) ที่ต้องระวัง
การมองให้เห็นเพื่อกำหนดเป้าหมายที่จะมุ่งไปสู่ในอนาคต (Future Goal)
หากมองไม่เห็น ทุกอย่างก็จบ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องไปไหน ปล่อยให้โชคชะตาพาไป
➧ มองภายใน (Internal)
“วิสัยทัศน์” มองภายในต่อมาเพื่อประเมินตนเองว่า อะไรคือจุดแข็ง (Strengths) ที่จะใช้คว้าโอกาส และอะไรคือ จุดอ่อน (Weaknesses) ที่จะทำให้โอกาสหลุดลอย หรือเสียหาย
การมอง 2 ด้านนี้จะนำไปสู่คำถามสำคัญว่า “อะไรบ้างที่ต้องทำ ?”
เรื่องภายนอกคุมไม่ได้ก็จริง แต่เรื่องภายในต้องคุมได้ แม้จะมีเรื่องมากมายที่ต้องทำก็ต้องคุมให้มีการกระทำอย่างจริงจังเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าให้มุ่งสู่เป้าหมายที่กำหนด
สิ่งที่ต้องทำมากมายหลายเรื่องนี้เรียกรวมกันว่า “พันธกิจ” (Mission)
“พันธกิจ” อาจมาในรูปของแผนงาน โครงการ รายการที่ต้องทำ (To-Do List) นโยบายต่าง ๆ (Policies) ให้เป็นแนวทางกว้าง ๆ เพื่อการปฏิบัติ แผนแม่บท มาตรฐานการทำงาน หรือ SOP (Standard Operating Procedure) และอื่น ๆ รวมกัน
“วิสัยทัศน์” เป็นการมองให้เห็นปลายทางที่อยากไปเพื่อกำหนดเป้าหมาย
“พันธกิจ” เป็นสิ่งที่ต้องลงมือทำมากมายเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย
หากมองภายนอก (External) ออกแล้ว แต่ภายใน (Internal) ไม่ทำอะไร ทุกอย่างก็จบอีก ความล้มเหลวก็เกิดอีก วิสัยทัศน์ที่มีก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ตัวอย่างเช่น
➧ ธุรกิจกำหนด “วิสัยทัศน์” มุ่งสู่อันดับ 1 ในธุรกิจบริการภายใน 3 ปีเป็นเป้าหมาย
➧ จากนั้นก็สร้าง “พันธกิจ” กำหนดให้ทุกคนต้องตอบสนองความต้องการที่ถูกต้องของลูกค้าทันทีโดยบูรณาการ (Integration) ร่วมกันระหว่างทีมงานภายใน (InHouse) กับพันธมิตรภายนอก (Outsource) ด้วย SOP เพื่อให้เป็นมาตรฐานความเป็นมืออาชีพ (Professional) เป็นต้น
คน และธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ “วิสัยทัศน์” มากกว่า “พันธกิจ” จึงมักพบความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จเหมือนการมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่ไร้การลงมือทำอย่างจริงจัง
“วิสัยทัศน์” และ “พันธกิจ” มีความสัมพันธ์กัน แยกกันไม่ได้ เป็นเกลียวเชือกที่ต้องหมุนไปพร้อมกัน และมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
หากมีวิสัยทัศน์ แต่ไร้พันธกิจจะเป็นเพียง “ความฝันอันเลื่อนลอย”
แต่หากมีพันธกิจ แต่ไร้วิสัยทัศน์จะเป็นเพียง “คนขยันที่ไร้ทิศทาง”
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : August 4, 2026

Logistics
พุ่งทะยาน 85.5%! มูลค่าการค้าบนเส้นทางเดินเรือสายทองคำ “ล้านช้าง-แม่โขง” ในช่วงครึ่งปีแรกเกือบ 2,900 ล้านหยวน
ท่าเรือกวนเหล่ย ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำล้านช้าง เป็นประตูด่านแรกของจีนที่เส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศบนเส้นทางล้านช้าง–แม่โขงเข้าสู่ประเทศจีน ภายในพื้นที่ท่าเรือมีการเดินเรืออย่างคึกคัก การผ่านพิธีการศุลกากรเป็นไปอย่างราบรื่น เสียงหวูดเรือที่ทอดยาวตามสายลมริมแม่น้ำ สะท้อนภาพ ความเจริญรุ่งเรืองของการเชื่อมโยงการค้าระหว่าง 6 ประเทศ และการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน
จากข้อมูลสถิติจากศุลกากรสิบสองปันนาภายใต้สังกัดศุลกากรนครคุนหมิง เผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 เส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศบนเส้นทางล้านช้าง-แม่โขง มีปริมาณการขนส่งสินค้านำเข้า-ส่งออกรวมทั้งสิ้น 160,100 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.5 คิดเป็นมูลค่า 2,876 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 85.8 และมีผู้โดยสารเดินทางเข้า-ออกประเทศผ่านเส้นทางดังกล่าวจำนวน 25,700 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 53.8 มีเรือเข้า-ออกจำนวน 1,067 เที่ยว เพิ่มขึ้นร้อยละ 54 สะท้อนให้เห็นว่า เส้นทางเดินเรือสายทองคำนี้มีการฟื้นตัวและขยายตัวด้านการขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้นอย่างมาก
นอกจากนี้ ศักยภาพด้านการขนส่งสินค้าได้ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรือบรรทุกสินค้าควบคุมอุณหภูมิ “Lancang-Mekong Express” ซึ่งมีการบรรทุกผลไม้สด ได้แก่ ลำไย ทุเรียน และมังคุด ได้ขนส่งจากท่าเรือเชียงแสนของไทย โดยใช้เวลาเพียง 10 ชั่วโมงถึงท่าเรือกวนเหล่ยของจีน หลังจากผ่านการตรวจสอบและอนุมัติปล่อยสินค้าจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรแล้ว สินค้าจะถูกส่งต่อผ่านเครือข่ายโลจิสติกส์ภายในประเทศจีนที่มีประสิทธิภาพ ไปยังตลาดสำคัญกว่า 20 แห่งทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว เช่น นครฉงชิ่ง เมืองซีอาน และนครกว่างโจว ทั้งนี้ ข้อมูลจากศุลกากรสิบสองปันนา ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ด่านท่าเรือกวนเหล่ยมีปริมาณ นำเข้าผลไม้ 21,600 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 11.8 คิดเป็นมูลค่า 360 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 6.7 โดยปริมาณนำเข้าผลไม้ในช่วงครึ่งปี 2569 นี้ มากกว่าปริมาณนำเข้าตลอดทั้งปี 2568 ถึง 2 เท่า
เนื่องจากผลไม้ที่นำเข้ามีอายุการเก็บรักษาสั้นและเกิดความเสียหายได้ง่าย ศุลกากรสิบสองปันนาได้เปิดใช้ “ช่องทางสีเขียว” สำหรับสินค้าสด และดำเนินมาตรการอำนวยความสะดวก โดยการนัดหมายผ่านพิธีการศุลกากรตลอด 24 ชั่วโมง และการยื่นสำแดงสินค้าล่วงหน้า เพื่อให้สามารถดำเนินการ “ถึงปุ๊บตรวจปั๊บ ตรวจผ่านแล้วปล่อยสินค้าทันที” ในขณะเดียวกัน ยังมีการผลักดันการสร้างศุลกากรอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง โดยยกระดับการใช้งานแพลตฟอร์ม “โลจิสติกส์อัจฉริยะ 2.0” และระบบช่องทางตรวจผ่านอัจฉริยะ พร้อมจัดตั้งแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างศุลกากร ผู้ดำเนินงานพื้นที่ และผู้ประกอบการนำเข้า–ส่งออก ทำให้สามารถส่งต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทั้งสถานะการตรวจสอบสินค้า ข้อมูล การเคลื่อนย้ายยานพาหนะ ทำให้การไหลเวียนข้อมูลของเอกสารและสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วย การขับเคลื่อนควบคู่กันระหว่าง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมรูปแบบการดำเนินงาน ส่งผลให้ระดับการอำนวยความสะดวกด้านการค้าข้ามแดนมีการยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การไหลเวียนของสินค้าที่ราบรื่นช่วยกระตุ้นให้การเดินทางของผู้คนเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยเส้นทางเดินเรือล้านช้าง–แม่โขงได้กลายเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระดับภูมิภาคและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของประเทศต่าง ๆ ในลุ่มน้ำ โดยปัจจุบันมีการเปิดให้บริการเรือโดยสารท่องเที่ยวระหว่างประเทศบนเส้นทางล้านช้าง–แม่โขง ซึ่งสามารถเดินทางท่องเที่ยวแบบ “ล่องเรือหนึ่งลำเที่ยวได้ 3 ประเทศ” ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศจีนส่วนใหญ่มาจากประเทศเมียนมา ไทย และลาว เป็นต้น โดยคุณตู้ เจี๋ยเทา รองหัวหน้าฝ่ายกำกับดูแลด่านศุลกากร สำนักงานศุลกากรสิบสองปันนาประจำด่านท่าเรือกวนเหล่ย กล่าวว่า “ท่าเรือกวนเหล่ยได้เร่งพัฒนาการประยุกต์ใช้ ระบบอัจฉริยะในการตรวจคนเข้าเมือง โดยติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ณ จุดผ่านแดนของผู้โดยสาร เช่น เครื่องตรวจร่างกายแบบอัจฉริยะ และ เครื่องตรวจข้อมูลด้วยตนเองหลายภาษา เพื่อให้กระบวนการผ่านแดนเป็นระบบอัจฉะริยะแบบครบวงจร และยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสารในการผ่านพิธีการ อย่างต่อเนื่อง”
ด้วยปริมาณธุรกิจการขนส่งสินค้าด้วยตู้คอนเทนเนอร์ข้ามพรมแดนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอุปกรณ์ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ (H986) ณ ท่าเรือกวนเหล่ยจะสร้างเสร็จพร้อมใช้ภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นการช่วยยกระดับประสิทธิภาพของการกำกับดูแลเป็นไปแบบอัจฉริยะ และสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการขนส่งระหว่างประเทศของด่านท่าเรือกวนเหล่ยให้เพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย ศุลกากรสิบสองปันนามุ่งมั่นนำเทคโนโลยีมาเสริมสร้างนวัตกรรมด้านการกำกับดูแล พร้อมเดินหน้าปฏิรูปเพื่ออำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากรอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้บทบาทของ “เส้นทางเดินเรือสายทองคำล้านช้าง–แม่โขง” สามารถแสดงศักยภาพและสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งเพื่อเป็นแรงผลักดันให้ท่าเรือกวนเหล่ยกลายเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงประเทศเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป
ความคิดเห็น สคต.คุนหมิง
การพัฒนาท่าเรือกวนเหล่ยและการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์บนเส้นทางแม่น้ำล้านช้าง–แม่น้ำโขง โดยการสร้างระบบแบบอัจฉริยะ ถือเป็นโอกาสสำคัญของผลไม้ไทยในการขยายตลาดจีน เนื่องจากช่วยเพิ่มทางเลือกด้านการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้ไทยที่ต้องการความรวดเร็วในการขนส่งและการรักษาคุณภาพสินค้า นอกจากนี้ การเพิ่มขีดความสามารถของท่าเรือกวนเหล่ยจะช่วยอำนวยความสะดวกในการนำเข้าผลไม้ไทยเข้าสู่มณฑลยูนนานและกระจายต่อไปยังตลาดจีนตะวันตกเฉียงใต้ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/jljd28totxg3oy5xto9dx874







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!