CEO ARTICLE
ค่าเสียเวลาตู้สินค้า
ค่าเสียเวลาตู้สินค้า (Container) ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างไร ?
ค่าเสียเวลาตู้สินค้า (ค่าปรับ) แบ่งเป็น Demurrage Charge และ Detention Charge
“Demurrage” หมายถึง การขัดขืน การไม่ยอมทำตามข้อกำหนด
Demurrage Charge จึงเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการขัดขืน ไม่ยอมทำตามข้อกำหนด
ในธุรกิจ Shipping and Logistics จึงหมายถึง การที่ผู้นำเข้าขัดขืน ไม่นำสินค้าออกจากตู้ (Container) หรือไม่นำตู้ที่มีสินค้าบรรจุภายในออกไปจากเขตท่าเรือภายในเวลาที่กำหนด
ตัวอย่างเช่น เมื่อเรือสินค้าเทียบท่า สายการเดินเรือ (Shipping Line) กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องนำสินค้าออกจากตู้ หรือลากตู้สินค้าออกจากเขตท่าภายใน 7 วัน แต่เผอิญสินค้าของผู้นำเข้าถูกศุลกากรจับกุม พิธีการ หรือใบอนุญาตนำเข้ายังไม่ผ่านเป็นเหตุให้สินค้ายังอยู่ในตู้ เอาออกไปไม่ได้ภายในเวลาที่กำหนด และสายเรือฯ ก็ไม่สามารถนำตู้นั้นไปใช้ประโยชน์อื่นได้ เป็นต้น
สายเรือฯ จึงต้องเก็บค่า Demurrage Charge ตั้งแต่วันที่ 8 เป็นต้นไป
“Detention” หมายถึง การกักขัง การเหนี่ยวรั้ง
Detention Charge จึงเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเหนี่ยวรั้งตู้สินค้าไว้ ณ ที่ทำการของผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกเกินเวลาที่สายการเดินเรือกำหนด
ตัวอย่างเช่น ผู้นำเข้าลากตู้ไปยังสถานที่ของตนเพื่อขนถ่ายสินค้า หรือผู้ส่งออกลากตู้ไปยังสถานที่ของตนเพื่อบรรจุสินค้า สายเรือฯ กำหนดเวลาให้นำตู้มาคืนภายใน 3 วัน แต่ผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกไม่สามารถนำตู้มาคืนภายในเวลาที่กำหนดจึงอยู่สภาพเหนี่ยวรั้งตู้ไว้ เป็นต้น
สายเรือฯ จึงต้องเก็บค่า Detention Charge ตั้งแต่วันที่ 4 เป็นต้นไป
จำนวนวันที่กำหนดให้ใช้ตู้สินค้า หรือที่เรียกว่า Free Time โดยไม่เก็บค่าเสียเวลาตู้ เช่น ให้ฟรี 7 วัน หรือ 10 วัน และอัตราที่จะเก็บ เช่น US$ 100 หรือ US$ 150 ต่อวันของแต่ละสายเรือฯ จะไม่เท่ากัน แต่เป็นค่าใช้จ่ายของผู้นำเข้าและผู้ส่งออกในฐานะเอกชนต้องจ่ายเหมือนกัน
Demurrage Charge เกิดที่ท่าเรือ … Detention Charge เกิด ณ ทำการเอกชน
‘เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว’ (Butterfly Effects)
เมื่อนำทฤษฏีข้างต้นมาใช้กับค่าเสียเวลาตู้จะพบว่า แม้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจ่ายโดยเอกชน และแม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่เมื่อพิจารณาเอกชนทั้งประเทศและเกิดขึ้นตลอดปีกลับมีจำนวนมาก และเงินจำนวนมากนี้จะถูกผลักให้เป็นต้นทุน Logistics ในภาพรวมของประเทศให้สูงตามไปด้วย
สุดท้าย ตัวเลขต้นทุน Logistics ในภาพรวมของประเทศในสายตาต่างชาติจึงสูงจนไม่น่าสนใจต่อการลงทุนซึ่งเป็นผลเสียที่เกิดจากเอกชน แต่ส่งผลกระทบโดยตรงไปถึงประเทศชาติ
การทำให้ค่าเสียเวลาตู้สินค้าต่ำลงจึงเป็นการช่วยทั้งเอกชนและประเทศชาติในตัว
1. ต่อรองล่วงหน้า
ผู้ใดเป็นผู้จ่ายค่าระวางขนส่ง (Freight) ผู้นั้นมีอำนาจต่อรอง
ยิ่งหากตัวแทนสายเรือฯ มาเสนอขายระวางขนส่งเพื่อให้ผู้นำเข้าซื้อสินค้าในเงื่อนไข FOB (Free On Board) หรือให้ผู้ส่งออกขายสินค้าในเงื่อนไข CFR (Cost and Freight) ซึ่งส่งผลให้ค่าระวางขนส่งจ่ายในประเทศไทยก็ยิ่งทำให้ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกมีอำนาจต่อรองในฐานะผู้จ่าย
ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกจึงควรต่อรองให้เพิ่ม Free Time ล่วงหน้าเพื่อให้ตัวแทนสายเรือฯ ในประเทศไทยทำการต่อรองกับสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศก่อนการตกลงซื้อระวางเรือ
2. ผ่านพิธีการศุลกากรล่วงหน้า
ผู้นำเข้าควรยื่นพิธีการศุลกากรและชำระภาษีล่วงหน้าก่อนที่เรือสินค้าจะเทียบท่า เป็นการใช้ประโยชน์จากประกาศกรมศุลกากรที่ 5/2561 ซึ่งจะทำให้หลีกเลี่ยงค่าเสียเวลาตู้สินค้าได้มาก
ประกาศกรมฯ นี้มีมานาน แต่ผู้นำเข้ายังใช้ประโยชน์กันน้อย
3. ใช้ตัวแทนที่เชี่ยวชาญ
ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกควรมีความรู้ในเอกสาร พิธีการ ใบอนุญาต เงื่อนไขการค้า และอื่น ๆ เพื่อเตรียมการด้วยตนเอง หรือมีทีมงานที่มีความรู้เพื่อช่วยป้องกันมิให้เกิดค่าเสียเวลาตู้
แต่หากไม่มี การเลือกใช้ตัวแทนออกของ (Customs Broker) ที่มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ ช่วยเตรียมใบอนุญาตนำเข้าล่วงหน้า มีผู้ชำนาญการด้านพิกัดอัตราศุลกากร ผ่านพิธีการฯ ได้ตามระบบ และช่วยเตือนภัยด้านเอกสารอื่น ๆ ล่วงหน้าก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง
ค่าเสียเวลาตู้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็หลีกเลี่ยงได้ และช่วยประเทศชาติได้.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : July 21, 2026

Logistics
รัฐสุลต่านโอมานรั้งอันดับ 2 ประเทศปลอดภัยที่สุดในโลก
รัฐสุลต่านโอมานได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ตามการจัดอันดับ U.S. News Best Countries Rankings 2026 ในหมวดความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety) นับเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของโอมานในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีความมั่นคงและปลอดภัยมากที่สุดสำหรับประชาชน ผู้พำนักอาศัย และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
ผลการจัดอันดับล่าสุดปรากฏว่า สาธารณรัฐสิงคโปร์ครองอันดับ 1 รองลงมาคือโอมานในอันดับ 2 และญี่ปุ่น ในอันดับ 3 ขณะที่กาตาร์อยู่ในอันดับ 4 ตามด้วยเวียดนาม ฮังการี สาธารณรัฐเกาหลี นิวซีแลนด์ และลักเซมเบิร์ก ตามลำดับ โดยการจัดอันดับพิจารณาจากการรับรู้ของประชาชนทั่วโลกต่อระดับความปลอดภัยของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินศักยภาพประเทศจากหลายปัจจัย อาทิ เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคง
อนึ่ง แม้โอมานจะมีผลการจัดอันดับที่โดดเด่นด้านความปลอดภัยสาธารณะ แต่ปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในหลายตัวชี้วัด มิพึงนำมาใช้ชี้วัดผลการดำเนินงานของประเทศโดยรวมแต่เพียงด้านเดียว อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาโอมานได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านอัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำ เสถียรภาพทางการเมือง และสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรอันส่งผลให้ได้รับการพิจารณาว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมสำหรับการพำนักอาศัย การทำงาน และการเดินทางที่มีความสงบและปลอดภัย
* บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาค
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล โอมานมีบทบาทสำคัญเกินกว่าขนาดทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยจุดยืนทางการทูตที่เป็นกลาง การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่าย และที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งเชื่อมโยงกับช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อันเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานและการค้าที่สำคัญยิ่งของโลก โดยอาจพิจารณาบทบาทของโอมานได้ในหลายมิติ ดังนี้
– มิติการเมืองและการทูต : ผู้ประสานไมตรีระหว่างมหาอำนาจ
โอมานดำเนินนโยบายการทูตแบบสมดุล (Balanced Diplomacy) โดยรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่านในฐานะประเทศเพื่อนบ้านทางทะเลกับสหรัฐอเมริกาในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคง และกับอิสราเอลผ่านบทบาททางการทูตในระดับภูมิภาค จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นช่องทางสื่อสารและตัวกลางในการเจรจา (Back-channel mediator) เมื่อเกิดวิกฤตดังปรากฏว่าโอมานเคยเป็นสถานที่จัดการเจรจาลับระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านก่อนการบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์เมื่อปี 2558 นับได้ว่าโอมานเป็น “พื้นที่ปลอดภัยทางการทูต” ของภูมิภาคตะวันออกกลาง
– มิติความมั่นคง : ผู้รักษาเสถียรภาพทางทะเลด้านตะวันออกของอ่าว
โอมานมีอาณาเขตติดกับช่องแคบฮอร์มุซด้านทะเลอาหรับ และควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ แหลม Musandam และทะเลโอมาน (Gulf of Oman) โดยช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลก การส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์ ตลอดจนสินค้าระหว่างอ่าวอาหรับกับภูมิภาคเอเชีย ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ปิดช่องแคบดังกล่าว โอมานจะเป็นหนึ่งในประเทศแรกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
– มิติการค้าและโลจิสติกส์ : เส้นทางสำรองของ GCC
ในช่วงที่มีความเสี่ยงจากการปิดหรือการโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ โอมานทวีความสำคัญในฐานะเส้นทางการค้าทางเลือก (Alternative Trade Route) เนื่องจากมีท่าเรือสำคัญที่ตั้งอยู่นอกช่องแคบและเชื่อมต่อกับมหาสมุทรอินเดียโดยตรง ได้แก่ ท่าเรือ Salalah ท่าเรือ Duqm และท่าเรือ Sultan Qaboos โดยผู้ประกอบการอาจใช้โอมานเป็นทางเลือกสำหรับการนำเข้า การขนถ่ายสินค้า (Transshipment) และการเป็นศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Hub)
– มิติผลกระทบต่อยูเออี และกลุ่ม GCC
แม้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) จะมีท่าเรือขนาดใหญ่ อาทิ ท่าเรือ Jebel Ali และท่าเรือKhalifa Port แต่ส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมโยงกับเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้น หากเกิดความเสี่ยง สินค้าบางส่วนอาจเปลี่ยนเส้นทางผ่านโอมาน โดยใช้ท่าเรือดุกม์และศอลาละฮ์เป็นจุดเชื่อมต่อ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านค่าประกันภัยและความล่าช้าในการขนส่ง
– มิติพลังงาน : ผู้ค้ำจุนเสถียรภาพเส้นทางขนส่ง
แม้โอมานมิได้เป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่เทียบเท่ายูเออี หรือซาอุดีอาระเบีย แต่มีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงของเส้นทางขนส่งน้ำมัน การรักษาความปลอดภัยทางทะเล และการเจรจาด้านพลังงานในภูมิภาค นอกจากนี้ ท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษของโอมานยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจนสีเขียว และปิโตรเคมี อันสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลก
– มิติการลงทุนและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
ในภาวะที่มีความขัดแย้ง นักลงทุนย่อมให้ความสำคัญกับประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง มีความปลอดภัยสูง และมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สมดุล การที่โอมานได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดของโลก จึงช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และส่งเสริมการลงทุนในภาคการท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมื่อบริษัทต่างชาติมองหาฐานปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงต่ำในภูมิภาคตะวันออกกลาง
– มิติผลกระทบต่อการค้าไทย–โอมาน–GCC
สำหรับประเทศไทย โอมานมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน ในฐานะจุดกระจายสินค้า เข้าสู่กลุ่ม GCC โดยสินค้าไทย อาทิ อาหารและอาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์ฮาลาล วัสดุก่อสร้าง และชิ้นส่วนยานยนต์ สามารถใช้โอมานเป็นฐานในการกระจายเข้าสู่ยูเออี ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และคูเวต นอกจากนี้ เมื่อเส้นทางผ่านท่าเรือ Jebel Ali หรือช่องแคบฮอร์มุซประสบปัญหา การมีเส้นทางผ่านโอมานยังช่วยเพิ่มทางเลือกและลดความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานแก่ ผู้ส่งออกไทยได้อีกทางหนึ่ง
* บทสรุป : ความสำคัญของโอมานต่อกลุ่ม GCC ในทุกมิติ
กล่าวโดยสรุป โอมานมิได้เป็นเพียงประเทศขนาดกลางในอ่าวอาหรับ หากแต่เป็น “จุดสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Balancing Hub) ที่มีความสำคัญต่อคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ครบทุกมิติอย่างเกื้อกูลกัน กล่าวคือ ในมิติการเมืองและการทูต โอมานเป็นคนกลางประสานไมตรีและรักษาช่องทางเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง ในมิติความมั่นคง โอมานเป็นผู้ค้ำจุนเสถียรภาพทางทะเลและปกป้องเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ ในมิติการค้าและโลจิสติกส์ โอมานเป็นเส้นทางสำรองที่รักษาความต่อเนื่องของการค้าเมื่อช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยงและในมิติพลังงานและการลงทุนโอมานเป็นหลักประกันเสถียรภาพของการขนส่งพลังงานและเป็นฐานปฏิบัติการที่ปลอดภัยสำหรับทุนต่างชาติ
ด้วยเหตุนี้การธำรงเสถียรภาพและความปลอดภัยของโอมานจึงมิใช่ประโยชน์เฉพาะของโอมานเท่านั้น หากแต่เป็นปัจจัยค้ำจุนความมั่นคง ความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ และการสื่อสารทางการทูตของกลุ่ม GCC โดยรวม ตลอดจนเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยพึงพิจารณาใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของโอมาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและขยายการค้ากับภูมิภาคตะวันออกกลางต่อไป
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/l149vj3hb7j2suqc9ly7g2zd







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!