CEO ARTICLE

กับดักกลางน้ำ

Published on July 14, 2026


Follow Us :

    

กับดักกลางน้ำส่งผลกระทบต่อคนทำงานและเจ้าของธุรกิจอย่างไร ?

โลกนี้ ไม่มีงานใดหรือหน้าที่ใดในฟันเฟืองธุรกิจเกิดขึ้นลอย ๆ โดยไม่มีที่มา
งานทุกงานล้วนเชื่อมโยงกันอย่างเป็น “ห่วงโซ่คุณค่า” (Value Chain) ผ่านสายน้ำ 3 สายคือ ต้นน้ำ (ผู้ส่งงาน) กลางน้ำ (ผู้รับมาทำ) และปลายน้ำ (ผู้รับช่วงต่องานหรือลูกค้า)
คนทำงานและเจ้าของธุรกิจที่เป็นผู้รับทำงานจึงอยู่ในตำแหน่ง “กลางน้ำ”
ในวันที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง งานล้นมือ รายได้มั่นคงที่มาจากตำแหน่งกลางน้ำจึงเป็นสุดยอดปรารถนาของทุกคน แต่ในยุคที่เศรษฐกิจเชี่ยวกรากและถดถอย การลอยคอในตำแหน่ง “กลางน้ำ” จึงเป็นความเสี่ยง เปรียบเสมือนการติดอยู่ใน “กับดักกลางน้ำ” ที่รอวันถูกกระแสน้ำพัดตกเหว
ความเข้าใจต้นน้ำ ความเชี่ยวชาญกลางน้ำ และการเข้าถึงปลายน้ำจึงเป็นทางรอดให้หลุดพ้นจาก “กับดักกลางน้ำ” ให้สามารถว่ายทวนกระแสน้ำเศรษฐกิจที่ไหลแรง ให้ลอยคอตามน้ำ เพิ่มงาน เพิ่มรายได้ และสร้างประโยชน์อย่างครบวงจรจากกระแสน้ำ 3 สาย ดังนี้
1. เข้าใจต้นน้ำ (Upstream)
ศึกษาให้เข้าใจต้นน้ำเพื่อลดความเสี่ยง และสร้างโอกาสงานใหม่ให้เกิดขึ้น
คนทำงาน และเจ้าของธุรกิจต้องศึกษาว่าระบบงานของต้นน้ำว่ามีอะไรบ้าง มีที่มาอย่างไร มีการส่งมอบงานมาถึงกลางน้ำอย่างไร และทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพต่องานต้นน้ำ
เมื่อใดที่ต้นน้ำไร้ระบบ ไร้ประสิทธิภาพ งานกลางน้ำย่อมไร้ประสิทธิภาพไปด้วย
การทำความเข้าใจต้นน้ำจะช่วยให้งานกลางน้ำร่วมมือได้ง่ายขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น และมองเห็นโอกาสสร้างงานใหม่ ๆ ได้กว้างขึ้น
2. เชี่ยวชาญกลางน้ำ (Midstream)
งานกลางน้ำคือ หน้าที่ปัจจุบันของตน หรือของธุรกิจที่ต้องปฎิบัติในปัจจุบัน
แต่ปัญหาคือ งานกลางน้ำในมือมีระบบงานอะไรที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพ และสื่อความเป็นมืออาชีพบ้าง ตัวอย่างเช่น มีคู่มือมาตรฐานการปฎิบัติงาน หรือ SOP (Standard Operating Procedure) มีระบบการควบคุม และมีการปฎิบัติเป็นที่ประจักษ์อย่างแท้จริง เป็นต้น
หากงานกลางน้ำของตนยังไม่เชี่ยวชาญ การมุ่งไปสู่ต้นน้ำและปลายน้ำจะเกิดได้ยากขึ้น
การพัฒนางานกลางน้ำของตนให้มีความเชี่ยวชาญ ให้เป็นที่สัมผัส และให้เป็นที่รับรู้ทั่วไปจึงเป็นการสร้างความมั่นใจให้เกิดงานต้นน้ำ และปลายน้ำตามมาในอนาคต
3. เข้าถึงปลายน้ำ (Downstream)
ความต้องการของปลายน้ำมีความสำคัญสูงสุด
ความต้องการของปลายน้ำเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนางานกลางน้ำ และเป็นตัวเชื่อมต่อให้เกิดงานต้นน้ำ คนทำงานและเจ้าของธุรกิจต้องอ่านความต้องการของผู้รับช่วงต่องานหรือลูกค้าที่อยู่ปลายน้ำให้ขาด และต้องสร้างระบบงานเพื่อสนองต่อความต้องการของปลายน้ำ
เมื่อใดที่ปลายน้ำสัมผัสถึงระบบงานที่เป็นมาตรฐาน สัมผัสถึงประสิทธิภาพ และเกิดความพึงพอใจ เมื่อนั้นโอกาสหลุดพ้นจากกับดักกลางน้ำจะเกิดได้ง่าย
“กับดักกลางน้ำ” อาจเป็นเซฟโซนที่แสนสบายในวันนี้
แต่ในกระแสเศรษฐกิจที่เชี่ยวกรากคือ หลุมพรางที่เหนี่ยวรั้งความก้าวหน้าให้อยู่กับที่ การก้าวออกจากความเคยชินด้วยการเข้าใจต้นน้ำ เชี่ยวชาญกลางน้ำ และเข้าถึงปลายน้ำจึงเป็นกุญแจสำคัญให้หลุดพ้นอย่างยั่งยืน
ในมุมของธุรกิจ ผู้นำที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ตัวผู้นำต้องเปลี่ยนแปลงก่อน หากตัวผู้นำไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ธุรกิจย่อมจมอยู่ใน “กับดักกลางน้ำ” ที่รอวันล่มสลายในอนาคต.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : July 14, 2026

Logistics

เปลือกทุเรียนโอกาสใหม่ที่มีศักยภาพในตลาดจีน

จีนเป็นตลาดบริโภคทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ข้อมูลจากศุลกากรแห่งชาติจีนแสดงให้เห็นว่า เมื่อปี 2568 ปริมาณการนำเข้าทุเรียนสดของจีนสูงถึง 1.868 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มูลค่าการนำเข้าสูงถึง 7.49 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ครองตำแหน่งสินค้าผลไม้นำเข้าอันดับหนึ่งของจีนอย่างมั่นคง หากคำนวณตามสัดส่วนน้ำหนักเปลือกผลไม้ที่ประมาณร้อยละ 40-60 จีนมีขยะเปลือกทุเรียนเกิดขึ้นปีละประมาณ 700,000 ตันขึ้นไป ในอดีตเปลือกทุเรียนเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกนำไปฝังกลบหรือเผาทำลายในระบบขยะชุมชน ไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองทรัพยากรในการกำจัด แต่ยังก่อให้เกิดการสูญเสียชีวมวลอย่างมหาศาล ด้วยการส่งเสริมการพัฒนาเมืองไร้ขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียนของจีน เปลือกทุเรียนกำลังค่อยๆ เปลี่ยนจากขยะเศษอาหารไปเป็นทรัพยากรชีวมวลในเมืองที่มีมูลค่าสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ปัจจุบันเมืองที่บริโภคทุเรียนจำนวนมาก เช่น กว่างโจว หนานหนิง และไหโข่ว ได้เกิดห่วงโซ่การรีไซเคิลประกอบด้วย “ผู้ค้ารายย่อยคัดแยก – ผู้รวบรวมสินค้าขนาดกลาง – โรงงานแปรรูปเชิงลึก” ขึ้นแล้ว เปลือกทุเรียนกำลังเปลี่ยนจากขยะในเมืองไปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และวัตถุดิบสำหรับสกัดทางชีวภาพ

ผู้ประกอบการในตลาด Higreen ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชน ให้ข้อมูลว่า ในช่วงฤดูกาลผลไม้จะมีผู้รับซื้อเข้ามารับซื้อเปลือกผลไม้ที่สมบูรณ์ไม่เน่าเสียจากร้านผลไม้ในราคา 0.5-1 หยวนต่อกิโลกรัม หลังจากคัดแยกและอบแห้งแล้ว ก็ขายต่อให้กับบริษัทแปรรูปในขั้นปลายน้ำ ปริมาณการหมุนเวียนในแต่ละวันสามารถเข้าถึงหลายตัน นอกจากนี้ ร้านค้าปลีกผลไม้ Chain store บางแห่งถึงกับทำสัญญาเก็บเปลือกกับผู้รับซื้อ เพื่อให้มีแหล่งวัตถุดิบที่เสถียร เนื่องจากเปลือกทุเรียนขึ้นราได้ง่าย ผู้รับซื้อส่วนใหญ่มีคลังสินค้าที่มีการระบายอากาศดีหรืออุปกรณ์อบแห้งแบบง่าย โดยกำหนดให้เปลือกต้องไม่มีการเน่าเสียรุนแรงจึงจะสามารถเก็บเข้าโกดังได้

เปลือกทุเรียนอุดมไปด้วยเส้นใยหยาบ (ร้อยละ 35-45) ลิกนิน ฟลาโวนอยด์ และสารประกอบโพลีฟีนอล ข้อได้เปรียบเฉพาะตัวของเปลือกทุเรียน ได้แก่

(1) โครงสร้างพรุนตามธรรมชาติ ภายในเปลือกทุเรียนมีโครงสร้างเครือข่ายเส้นใยเฉพาะตัว มีรูพรุนที่พัฒนามาก เหมาะสำหรับสถานการณ์การใช้งานด้านการกักเก็บพลังงานและการดูดซับ

(2) ปริมาณลิกนินสูง หลังจากคาร์บอไนเซชัน (Carbonization) แล้ว โครงสร้างมีความเสถียรสูง สามารถรักษาโครงข่ายอิเล็กโทรดได้อย่างมั่นคง

(3) แร่ธาตุที่มีความอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม และซิลิกอน ซึ่งสามารถเกิดการโดป (doping) ตามธรรมชาติในกระบวนการกำเนิดแร่ ส่งผลให้คุณสมบัติของวัสดุเปลี่ยนแปลงและอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานได้

(4) เปลือกทุเรียนเป็นทรัพยากรเกษตรหมุนเวียนที่เกิดจากของเหลือทิ้งทางการเกษตร สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนได้ ช่วยลดต้นทุนในการจัดหาวัตถุดิบและเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้

เปลือกทุเรียนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายอุตสาหกรรม โดยมูลค่าและการใช้งานจะขึ้นอยู่กับระดับของการแปรรูป ตัวอย่างเช่น เปลือกทุเรียนอบแห้งและบดสามารถนำไปผสมกับดินเพื่อใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ หรือเปลือกสดที่บดแล้วสามารถใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสุกร ซึ่งมีราคารับซื้อจากโรงงานอาหารสัตว์ประมาณ 4,000 หยวนต่อตัน

นอกจากนี้ เปลือกทุเรียนยังสามารถนำมาสกัดสารฟลาโวนอยด์เพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์แผนจีน เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนและอาการมดลูกเย็น โดยโรงงานแปรรูปยาจีนแผนโบราณมีการรับซื้อเปลือกทุเรียนแห้งในราคาประมาณ 60 หยวนต่อกิโลกรัม

ในด้านวัสดุสิ่งแวดล้อม เส้นใยจากเปลือกทุเรียนสามารถนำไปผลิตเป็นวัสดุแผ่นความหนาแน่นต่ำ วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ และถ่านกัมมันต์ได้ เมื่อผ่านกระบวนการคาร์บอไนเซชันที่อุณหภูมิสูง จะเกิดเป็นคาร์บอนชีวมวลที่มีโครงสร้างรูพรุน ซึ่งมีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นวัสดุอิเล็กโทรดสำหรับซุปเปอร์คาปาซิเตอร์ วัสดุขั้วลบสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน รวมถึงวัสดุดูดซับและตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับการบำบัดน้ำเสียและการเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานความร้อน

ตัวอย่างเช่น บริษัท Wuxi Baomai Green Energy Technology Co., Ltd. ซึ่งดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีคาร์บอไนเซชันชีวมวล ได้รายงานว่า เปลือกทุเรียนสามารถนำมาแปรรูปด้วยเทคโนโลยีคาร์บอไนเซชันเพื่อผลิตเป็นวัสดุสำหรับแบตเตอรี่พลังงานใหม่ได้

กระบวนการดังกล่าวดำเนินการในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน โดยใช้กระบวนการไพโรไลซิสที่อุณหภูมิสูงประมาณ 400–900°C เพื่อเปลี่ยนสารอินทรีย์ในชีวมวล เช่น เปลือกทุเรียน ให้กลายเป็นวัสดุของแข็งที่มีปริมาณคาร์บอนสูง เรียกว่า ถ่านชีวภาพ (Biochar) ซึ่งสามารถนำไปผลิตเป็นถ่านกัมมันต์หรือวัสดุคาร์บอนประเภทต่าง ๆ ได้ สำหรับวัสดุคาร์บอนขั้นสูง เช่น Hard Carbon ที่ใช้ในแบตเตอรี่พลังงานใหม่ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการคาร์บอไนเซชันที่อุณหภูมิสูงกว่า 1,200°C เพื่อให้มีโครงสร้างและคุณสมบัติเหมาะสมต่อการใช้งาน

ปัจจุบัน แม้ว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะมีประสิทธิภาพสูง แต่ยังมีข้อจำกัดจากทรัพยากร ลิเธียมที่มีปริมาณจำกัด การกระจายตัวของแหล่งวัตถุดิบที่ไม่ทั่วถึง และราคาที่มีความผันผวน ส่งผลให้การนำไปใช้ในระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่มีข้อจำกัด ดังนั้น แบตเตอรี่โซเดียมไอออนจึงได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากโซเดียมมีปริมาณสำรองมาก ต้นทุนต่ำ และหาได้ง่าย จึงมีศักยภาพเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับระบบกักเก็บพลังงานในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่โซเดียมไอออนไม่สามารถใช้กราไฟต์แบบดั้งเดิมเป็นวัสดุขั้วลบได้เหมือนแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ทำให้ Hard Carbon กลายเป็นวัสดุขั้วลบที่เหมาะสมและได้รับการยอมรับมากที่สุดในปัจจุบัน โดย Hard Carbon ที่ผลิตจากเปลือกทุเรียนถือเป็นวัสดุคาร์บอนจากชีวมวลที่มีศักยภาพสูง

ข้อได้เปรียบหลักของ Hard Carbon จากเปลือกทุเรียน ได้แก่

1. ความจุในการกักเก็บประจุสูง มีค่าความจุแบบย้อนกลับได้มากกว่า 300 mAh/g ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานด้านแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน

2. ความเสถียรในการใช้งานสูง หลังผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณสมบัติด้วยการโดป (Doping Modification) สามารถรองรับการชาร์จและคายประจุได้หลายพันรอบภายใต้การทดสอบในห้องปฏิบัติการ

3. ต้นทุนการผลิตต่ำ เนื่องจากใช้วัตถุดิบจากของเหลือทางการเกษตร โดยในระดับห้องปฏิบัติการสามารถลดต้นทุนสารตั้งต้นได้ประมาณร้อยละ 30-50 และเมื่อผลิตในระดับอุตสาหกรรม คาดว่าสามารถลดต้นทุนโดยรวมได้ประมาณร้อยละ 15-30

4. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำ เนื่องจากเป็นการนำของเสียทางการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด

นอกเหนือจากการใช้งานในแบตเตอรี่ วัสดุคาร์บอนจากเปลือกทุเรียนยังมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ด้านอื่น ๆ เช่น การบำบัดและฟอกน้ำ การปรับปรุงคุณภาพดิน การเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานความร้อน เช่น การเก็บเกี่ยวพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตความร้อนและการแยกเกลือออกจากน้ำทะเล

ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูปเปลือกทุเรียนเป็นวัสดุคาร์บอนขั้นสูง จึงเป็นแนวทางในการสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงจากของเสียทางการเกษตร เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า และเป็นโอกาสสำคัญสำหรับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจระหว่างจีนกับประเทศในกลุ่มอาเซียน

ความคิดเห็นจาก สคต. ณ เมืองหนานหนิง
จากแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่พลังงานใหม่ จีนถือเป็นประเทศผู้ผลิตแบตเตอรี่พลังงานใหม่รายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง โดยมีความต้องการวัสดุขั้วลบแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูง ต้นทุนแข่งขันได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาและนำวัสดุคาร์บอนชีวมวลจากเปลือกทุเรียนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับการสร้างความร่วมมือด้านนวัตกรรมสีเขียวระหว่างไทย จีน และประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะการยกระดับของเหลือทางการเกษตรให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ปัจจุบัน การจัดการและรีไซเคิลเปลือกทุเรียนในจีนส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการรวบรวมวัตถุดิบภายในประเทศแบบกระจายตัว ทำให้ประสบข้อจำกัดด้านความสม่ำเสมอของปริมาณวัตถุดิบและต้นทุนการรวบรวมที่สูง ขณะเดียวกัน หลายประเทศในอาเซียน รวมถึงไทย ยังอยู่ในระยะการวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากส่วนประกอบต่าง ๆ ของทุเรียนเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม

ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและส่งออกทุเรียนรายสำคัญของโลก มีข้อได้เปรียบด้านปริมาณเปลือกทุเรียนเหลือใช้จำนวนมาก และมีต้นทุนวัตถุดิบที่แข่งขันได้ จึงมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเปลือกทุเรียนเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดจีน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์คาร์บอนชีวมวล วัสดุสำหรับแบตเตอรี่พลังงานใหม่ วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากเปลือกทุเรียนเป็นส่วนประกอบ

สคต.ณ เมืองหนานหนิง เห็นว่าผู้ประกอบการไทยสามารถใช้โอกาสดังกล่าวในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากเปลือกทุเรียนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อเข้าสู่ตลาดจีนที่มีศักยภาพและความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังสามารถพิจารณาความร่วมมือกับบริษัทจีน สถาบันวิจัย หรือพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี การแปรรูป และช่องทางการตลาด อันจะช่วยเปลี่ยนของเหลือทางการเกษตรให้เป็นทรัพยากรเศรษฐกิจใหม่ และสร้างโอกาสทางการค้าอย่างยั่งยืนระหว่างไทยและจีน

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/m1ybufs4jtn7niv0zqj6s2w4

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *