CEO ARTICLE

ของส่งออกไปผลิต

Published on May 11, 2026


Follow Us :

    

ของที่ส่งออกไปผลิตและนำกลับจะได้สิทธิยกเว้นอากรหรือไม่ ?

ค่าแรงงานของไทยในภาคการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ
สินค้าบางประเภทต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง การสั่งซื้อเครื่องจักรเข้ามาในประเทศเพื่อการผลิตอาจไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน การส่งวัตถุดิบ อุปกรณ์ และของต่าง ๆ ออกไปผลิตหรือประกอบให้เป็นของใหม่ และนำกลับเข้ามา (Export for Re-Import) จึงเป็นทางเลือกหนึ่ง
แน่นอน ผู้ที่ส่งออกไปผลิตและนำของกลับต้องการยกเว้นอากร
พรก. ศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 เป็นเรื่องของการยกเว้นอากรขาเข้า ประเภท 2 แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ส่งออกไปซ่อม (บทความฉบับที่ 929) และส่วนที่ส่งออกไปผลิตเป็นของใหม่
ดังนั้น ของที่ส่งออกไปผลิตและนำกลับเป็นของใหม่จึงได้สิทธิยกเว้นอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ มีเงื่อนไขต้องส่งกลับภายใน 1 ปี และสามารถขยายเวลาได้เหมือนการส่งออกไปซ่อม
แต่วิธีการยกเว้นอากรในส่วนของการส่งออกไปผลิตจะยุ่งยากกว่า
เหตุผลง่าย ๆ เพราะของที่ส่งออกไปผลิต เมื่อนำกลับเข้ามาจะมีสภาพเปลี่ยนไป สภาพไม่เหมือนเดิม พิสูจน์ยากว่าเป็นของเดิมหรือไม่ เช่น การส่งผ้าผืนออกไปผลิต เมื่อนำกลับกลายเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป หรือการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ แต่นำกลับเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น
แม้จะยุ่งยาก แต่เมื่อกฎหมายบัญญัติและเข้าใจก็สามารถทำได้

การของออกไปผลิตเพื่อนำกลับและยกเว้นอากรแบ่งเป็น 3 ส่วนเช่นกัน คือ
1. ส่วนเตรียมการ
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ การยื่นคำร้องต่อกรมศุลกากรเพื่อส่งของออกไปผลิต
ผู้ส่งออกต้องยื่น “สูตรการผลิต” หรือ “วิธีการพิสูจน์เอกลักษณ์” ที่แสดงลักษณะของเดิมจะแปรสภาพไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างไร มีขั้นตอนอย่างไรเพื่อให้กรมศุลกากรเห็นชอบก่อน
ขั้นตอนนี้มีความสำคัญในขณะนำกลับมาก เนื่องจากหากพิสูจน์ว่าเป็นของเดิมไม่ได้ เมื่อนำกลับจะถือเป็นของใหม่ที่ต้องเสียภาษีอากรแทนที่จะได้ยกเว้น
ในกรณีที่วิธีการพิสูจน์ซับซ้อน ศุลกากรต้องใช้เวลามากจึงควรยื่นล่วงหน้าแต่เนิ่น ๆ และคำร้องก็สามารถยื่นในระบบ e-Customs ได้ แต่ควรมีการติดตามอย่างใกล้ชิด
การจัดทำ Invoice, Packing List และเอกสารอื่นเพื่อการส่งออกก็ต้องระบุรายละเอียดที่สำคัญให้สอดคล้องกับสูตรการผลิต หรือวิธีการพิสูจน์ที่ยื่นไป เช่น ประเภทเส้นด้าย เบอร์ด้าย เลขที่ชิ้นส่วน Model, Serial Number เป็นต้น และควรมีข้อความยืนยันการส่งออกเพื่อผลิตและจะนำกลับ (Goods are exported for Production and will be Re-Imported)
2. ส่วนส่งออก
ใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration) ระบุ “การส่งออกเพื่อผลิตและนำกลับ” ให้ระบุข้อมูลต่าง ๆ มีภาพถ่าย หรือตัวอย่างตามที่ได้อนุมัติ และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด
ในส่วนใบสุทธินำกลับ (Re-Import Certificate) ยังคงต้องทำ แต่ผ่อนผันได้
3. ส่วนนำกลับ
ใบขนสินค้าขาเข้า (Import Declaration) ระบุพิกัดของสินค้าใหม่ เช่น ส่งออกเป็นพิกัดผ้าผืน แต่นำกลับเป็นพิกัดเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น ส่วนมูลค่าของที่นำกลับให้แยกมูลค่าของที่ส่งออก และแยกมูลค่าของที่เพิ่มขึ้นรวมค่าแรงการผลิตเพื่อใช้ส่วนที่เพิ่มในการคำนวณเงินภาษีอากร
มูลค่าที่ใช้คำนวณภาษีอากรเป็น CIF (Cost, Insurance, and Freight) หมายถึง ราคาของที่เพิ่มรวมค่าเบี้ยประกันภัยและค่าระวางขนส่งเช่นเดียวกับการส่งออกไปซ่อม
ในขั้นตอนการตรวจปล่อย (Customs Inspection) ของที่นำกลับมีความสำคัญรองลงมา
ศุลกากรจะตรวจตามสูตรการผลิต หรือวิธีการพิสูจน์เอกลักษณ์ตามที่ได้ยื่นคำร้องและได้อนุมัติ หากผู้ส่งออกปฏิบัติตามที่ได้อนุมัติจะไม่ยุ่งยากแต่อย่างใด
แต่หากผู้ส่งออกไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้อนุมัติ หรือศุลกากรตรวจตามสูตรการผลิตไม่ได้ หรือตรวจแล้วพบว่าไม่ใช่ของที่ส่งออกไปผลิต ของที่นำกลับเข้ามาจะถูกตีความว่าเป็นของใหม่ที่นำเข้า (Import) ต้องเสียภาษีอากร มีค่าปรับฐานสำแดงเท็จ และฐานหลบเลี่ยงภาษีอากร
การปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุมัติในส่วนเตรียมการจึงมีความสำคัญสูงสุด
ความเข้าใจกฎหมายศุลกากร และการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดจึงทำให้การส่งออกไปผลิตเพื่อนำกลับ และการค้าระหว่างประเทศได้ประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการ.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : May 11, 2026

Logistics

ด่าน–ท่าเรือกว่างซี หนุนการค้าจีน–อาเซียนเติบโต

เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน มีพรมแดนติดกับประเทศเวียดนาม และมีทั้งด่านชายแดนและท่าเรือสำคัญหลายแห่ง จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “ประตูทางใต้ของจีนที่เชื่อมสู่อาเซียน” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างตลาดจีนที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน กับตลาดอาเซียนที่มีประชากรราว 700 ล้านคน ในปี 2568 มูลค่าการนำเข้าผลไม้จากประเทศอาเซียนผ่านด่านของกว่างซีมีมูลค่ามากกว่า 40,000 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปี 2567

หนึ่งในด่านสำคัญคือ “ด่านโหยวอี้กวน” เมืองเผิงเสียง ซึ่งถือเป็นด่านทางบกนำเข้าผลไม้จากอาเซียนที่ใหญ่ที่สุดของกว่างซี โดยในแต่ละวันมีรถบรรทุกผลไม้และสินค้าอื่นๆ จากอาเซียนเข้าสู่จีนอย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบช่องทางอัจฉริยะที่ช่วยให้ประตูไม้กั้นเปิดได้ภายในเวลาเพียง 15 วินาที ทำให้บรรยากาศที่ด่านมีความคึกคักแต่เป็นระเบียบ

นายเว่ย กั๋วเจิ้น (Mr. Wei Guozhen) ผู้จัดการใหญ่ของบริษัท Guangxi Xiangnan Cross-Border Transportation Co., Ltd. ซึ่งดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนระหว่างจีนและอาเซียน เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นช่วงฤดูกาลทุเรียนและตลาดจีนมีความต้องการสูง บริษัทมีการขนส่งทุเรียนไทยผ่านด่านโหยวอี้กวนวันละมากกว่า 20 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยรถบรรทุกหนึ่งคันสามารถดำเนินพิธีการศุลกากรเสร็จได้เร็วที่สุดภายใน 3 ชั่วโมง ก่อนกระจายสินค้าไปยังมณฑลต่างๆ เช่น กวางตุ้ง เจ้อเจียง และเจียงซู

นายเว่ยดำเนินธุรกิจขนส่งระหว่างจีนและอาเซียนมานานกว่า 10 ปี และมองเห็นโอกาสเติบโตจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝ่ายมาโดยตลอด ในไตรมาสแรกของปี 2569 ปริมาณการขนส่งสินค้าข้ามแดนของบริษัทเพิ่มขึ้นร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สินค้านำเข้าส่วนใหญ่เป็นผลไม้ เช่น ทุเรียนและขนุน ส่วนสินค้าส่งออกหลักคือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับความต้องการขนส่งที่เพิ่มขึ้น บริษัทได้เพิ่มตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิกว่า 200 ตู้ สำหรับรองรับการนำเข้าและส่งออกสินค้ากับอาเซียน

ข้อมูลจากศุลกากรด่านโหยวอี้กวนระบุว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้ ปริมาณการขนส่งสินค้าผ่านด่านอยู่ที่ 1.857 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.9 เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนและอาเซียนที่แน่นแฟ้นมากขึ้น และยังเป็นแรงผลักดันให้ด่านศุลกากรต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ

นายฉาง (Mr. Chang) รองผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรด่านโหยวอี้กวน กล่าวว่า ด่านได้นำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติและแพลตฟอร์มอัจฉริยะมาใช้ เช่น ระบบหุ่นยนต์กระบวนการอัตโนมัติ ระบบจัดสรรงาน และระบบตรวจสอบกักกันสินค้าอัจฉริยะ เพื่อให้สามารถดำเนินงานและป้อนข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผ่านพิธีการศุลกากร และลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ

หลังผ่านด่านแล้ว ผลไม้จะถูกลำเลียงต่อไปยัง “ศูนย์ค้าผลไม้จีน-อาเซียน (ฉงจั่ว)” ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญในการกระจายผลไม้จากอาเซียนเข้าสู่ตลาดจีน ศูนย์แห่งนี้ยังเป็นสถานที่เดียวของด่านโหยวอี้กวนที่อนุญาตให้ผลไม้ที่รอผลตรวจสอบสามารถออกจากด่านแบบมีเงื่อนไขได้

ภายในศูนย์ฯ ผลไม้สดจะถูกคัดแยก เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ และกระจายผ่านเครือข่ายโลจิสติกส์ห้องเย็นไปยังตลาดต่างๆ ทั่วจีน ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออก และเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊าปัจจุบัน ศูนย์แห่งนี้ดึงดูดบริษัทจากทั่วประเทศกว่า 90 แห่ง ผู้ประกอบการอาเซียนกว่า 200 ราย และผู้จัดซื้อจีนกว่า 400 ราย เข้ามาดำเนินธุรกิจร่วมกัน

นายเฮ่อ (Mr. He) ผู้อำนวยการศูนย์ฯ เปิดเผยว่า ภายในสิ้นปี 2568 ศูนย์ได้ดำเนินธุรกรรมสะสมกว่า 1.3003 ล้านครั้ง มีปริมาณสินค้าซื้อขายรวม 6.9956 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 39,149 ล้านหยวน หรือประมาณหนึ่งในสามของปริมาณการนำเข้าผลไม้จากอาเซียนทั้งหมดของจีน เส้นทางการค้าที่มีประสิทธิภาพนี้ ไม่เพียงช่วยให้ผลไม้สดจากอาเซียนเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนได้รวดเร็วขึ้น แต่ยังกลายเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการทั้งจีนและอาเซียนอีกด้วย

นอกจากด่านชายแดนแล้ว “ท่าเรือชินโจว” ในเมืองชินโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ยังเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางสำคัญของการค้าระหว่างจีนและอาเซียน ภายในท่าเรืออัตโนมัติแห่งนี้ เครนรางและรถขนส่งไร้คนขับทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแทบไม่ต้องใช้แรงงานคนในพื้นที่ปฏิบัติงานกลางแจ้ง

นายจาง หมิงเหอ (Mr. Zhang Ming) ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท Guangxi Qinzhou Bonded Port Area Honggang Terminal Co., Ltd. กล่าวว่า ท่าเรือได้นำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และระบบควบคุมอัจฉริยะมาใช้ ทำให้สามารถควบคุมการปฏิบัติงานระยะไกลและเชื่อมต่อระบบรางได้อย่างไร้รอยต่อ ช่วยลดปัญหาความแออัดด้านโลจิสติกส์ และทำให้ผลไม้ที่ขนส่งทางเรือสามารถถ่ายขึ้นรถไฟได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ในไตรมาสแรกของปีนี้ ท่าเรือชินโจวมีปริมาณการขนถ่ายสินค้ารวม 36.24 ล้านตัน โดยการนำเข้าและส่งออกสินค้ากับประเทศอาเซียนยังคงเติบโตอย่างมั่นคง พร้อมทั้งมีการปรับโครงสร้างการขนส่งและโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ท่าเรือชินโจวได้เปิดเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศมากกว่า 60 เส้นทาง ครอบคลุมท่าเรือสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนืออย่างครบถ้วน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ทุเรียนไทยจำนวน 4 ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนักรวม 68.5 ตัน ได้เดินทางเข้าสู่ตลาดจีนผ่านท่าเรือชินโจว ซึ่งถือเป็นการนำเข้าทุเรียนครั้งแรกของปี 2569 ผ่านท่าเรือแห่งนี้ โดยสามารถดำเนินพิธีการศุลกากรได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ก่อนกระจายสินค้าไปยังตลาดค้าส่งผลไม้สำคัญในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

จากด่านชายแดนสู่ท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพและเชื่อมต่อกันอย่างราบรื่น กำลังช่วยส่งเสริมให้การค้าระหว่างจีนและอาเซียน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้สด เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

ความคิดเห็นของ สคต. ณ เมืองหนานหนิง
เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงถือเป็นประตูสำคัญสำหรับการนำเข้าผลไม้ของจีน โดยกว่างซีมีระบบโลจิสติกส์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพสูงในการดำเนินพิธีการศุลกากร นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับด่านชายแดนและท่าเรือสู่ระบบอัจฉริยะ ช่วยให้การค้าระหว่างจีนกับประเทศอาเซียน รวมถึงประเทศไทย มีความสะดวก รวดเร็ว และเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดจีนยังคงเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูงสำหรับสินค้าไทย โดยเฉพาะผลไม้สด อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคชาวจีนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารและคุณภาพสินค้าที่สม่ำเสมอมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องรักษามาตรฐานคุณภาพของผลไม้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวผ่านคุณภาพที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ การแข่งขันในตลาดจีนยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เนื่องจากผลไม้จากประเทศอาเซียนอื่นๆ เช่น เวียดนามและกัมพูชา เริ่มเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น รวมถึงจีนเองก็มีการพัฒนาธุรกิจผลไม้คุณภาพสูงภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ การผลิตผลไม้นอกฤดูกาล การสร้างแบรนด์สินค้า เช่น การใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และการทำตลาดที่สร้างความแตกต่าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างจุดเด่นที่ทดแทนไม่ได้ และขยายส่วนแบ่งตลาดในจีนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/wyjvtd1hq2fiu47l3o2bmybz

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *