CEO ARTICLE
ของส่งออกไปซ่อม
ของที่ส่งออกไปซ่อมและนำกลับได้สิทธิยกเว้นอากรหรือไม่ ?
คำตอบคือ ยกเว้นได้เฉพาะมูลค่าของที่ส่งออก แต่มูลค่าที่เพิ่มขึ้นต้องชำระภาษีอากร
การส่งเครื่องจักร อุปกรณ์ และของต่าง ๆ ออกไปซ่อม และนำกลับให้ได้ยกเว้นอากรเป็นไปตาม พรก. พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ข้อ 2 ในส่วน “ของส่งออกไปซ่อม”
สาระของกฎหมายแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนเตรียมการ ส่วนส่งออก และส่วนนำกลับ ดังนี้
1. ส่วนเตรียมการ
กฎหมายบัญญัติให้ของที่ส่งออกไปซ่อม (Export for Repair) ต้องเป็นของนำเข้า และได้เสียอากรไว้ครบถ้วนแล้วเท่านั้น แต่ของนั้นเสียหาย และต้องการส่งออกไปซ่อม
ผู้ที่ต้องการส่งของออกไปซ่อมจึงควรเตรียมใบขนสินค้าขาเข้าฉบับเดิมให้พร้อม
ในการจัดทำ Invoice, Packing List และเอกสารอื่นเพื่อการส่งออกไปซ่อมต้องระบุข้อมูลให้ตรงกับที่นำเข้า เช่น Model, Serial Number น้ำหนัก รายละเอียดต่าง ๆ เพื่อยืนยันว่าเป็นของเดียวกัน และระบุว่าจะนำกลับ (Goods are exported for repair and will be Re-Imported)
คำร้องเพื่อส่งออกไปซ่อม ปัจจุบันเป็นระบบ e-Customs จึงยื่นได้ง่ายกว่าอดีต
ในกรณีที่ของนั้นนำเข้าภายใต้การควบคุมของ BOI ให้รายงานต่อ BOI ก่อนการส่งออก มิฉะนั้นจะเป็นการผิดเงื่อนไขของ BOI ที่ห้ามเคลื่อนย้าย และอาจมีโทษตามที่ BOI กำหนด ทั้งนี้รวมถึงการนำเข้าภายใต้สิทธิประโยชน์ของกฎหมายอื่นที่มีการควบคุมเช่นกัน
การตรวจสอบและเตรียมการล่วงหน้าจึงมีความสำคัญเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
2. ส่วนส่งออก
ขณะส่งออก กฎหมายบัญญัติให้ทำใบสุทธินำกลับ (Re-Import Certificate)
ผู้ที่ต้องการส่งของออกไปซ่อมจึงควรแจ้งขอทำใบสุทธินำกลับขณะผ่านพิธีการศุลกากรเพื่อการส่งออก ขอให้ศุลกากรตรวจสอบรายละเอียด และทำการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ให้ชัดเจนเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอยกเว้นอากรขณะนำกลับ
หากภาพถ่ายมีส่วนช่วยก็ควรให้มีการถ่ายภาพประกอบบันทึกของศุลกากร
3. ส่วนนำกลับ
กฎหมายบัญญัติให้นำกลับภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ส่งออกไปซ่อม
คำว่า วันที่ส่งออกไปซ่อมไม่ได้นับวันที่ผ่านพิธีการศุลกากร แต่นับวันที่พาหนะขนส่งออกเดินทางจากท่าส่งออกโดยมีหลักฐาน เช่น บันทึกของศุลกากร หรือบัญชีเรือ (Shipping Manifest)
กฎหมายบัญญัติให้ยกเว้นอากรเฉพาะมูลค่าของเดิมที่ส่งออก
เมื่อนำของกลับเข้ามา (Re-Import) ต้องนำค่าซ่อม อุปกรณ์ ส่วนต่าง ๆ และมูลค่าของที่เพิ่มมาสำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าโดยเฉลี่ยเป็นมูลค่า CIF ซึ่งหมายถึง มูลค่าส่วนที่เพิ่มได้รวมค่าระวางขนส่ง (Freight) และค่าเบี้ยประกันภัยการขนส่ง (Insurance)
มูลค่า CIF จะใช้เป็นเกณฑ์คำนวณอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ
ใบเสร็จรับเงินค่าซ่อม Invoice สัญญาซ่อม หรือหลักฐานการชำระเงินค่าซ่อมและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นจึงมีความสำคัญที่ต้องนำมาแสดงในการคำนวณภาษีอากร
พิกัดอัตราศุลกากรที่ใช้ในการคำนวณภาษีอากรให้ใช้พิกัดเดิมที่ส่งออก
การยกเว้นอากรนี้ ให้ยกเว้นเฉพาะเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือของเดิมที่นำเข้ามาและส่งออกไปซ่อมเท่านั้น ในกรณีที่ส่งออกของเดิมไปเปลี่ยนเป็นของใหม่จึงไม่ได้ยกเว้นอากรตามกฎหมายนี้
หมายเหตุ ในกรณีที่มิได้จัดทำใบสุทธินำกลับขณะส่งออก หรือของนำกลับเข้ามาเกินเวลา 1 ปีที่กฎหมายบัญญัติก็สามารถผ่อนผันได้ภายใต้อำนาจอธิบดีกรมศุลกากร
แต่การผ่อนผันต้องมีเหตุอันควร และต้องได้รับอนุมัติก่อนเท่านั้น.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : May 5, 2026

Logistics
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถอนตัวจาก OPEC สะเทือนโครงสร้างตลาดน้ำมันโลก และนัยต่อประเทศไทย
การประกาศถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) จากองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) นับเป็นพัฒนาการสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางตลาดพลังงานโลกในระยะต่อไป โดยยูเออีซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของกลุ่ม ได้ตัดสินใจยุติการเป็นสมาชิกหลังจากความตึงเครียดด้านนโยบายการผลิตสะสมมาเป็นระยะเวลานาน สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและข้อจำกัดด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
* สาระสำคัญของเหตุการณ์
รายงานข่าวระบุว่าการถอนตัวของยูเออี ได้สร้างความประหลาดใจแก่ประเทศสมาชิก OPEC และพันธมิตร (OPEC+) เพราะถือว่ายูเออีเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับต้นของกลุ่ม การออกจากกลุ่มครั้งนี้มีแนวโน้มทำให้ศักยภาพของ OPEC ในการกำกับดูแลอุปทานน้ำมันโลกลดลง และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกลไกความร่วมมือด้านพลังงานที่มีมาอย่างยาวนาน
ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจดังกล่าว ได้แก่ ความไม่สอดคล้องด้านนโยบายระหว่างยูเออี กับซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้นำโดยพฤตินัยของ OPEC โดยยูเออีนั้นมีแนวโน้มต้องการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านพลังงานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ขณะที่ซาอุดีอาระเบียยังคงยึดแนวทางการควบคุมปริมาณการผลิตเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา
สถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านและผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าพลังงานโลก ยังเป็นปัจจัยเร่งให้ยูเออีเลือกช่วงเวลาในการถอนตัว เนื่องจากข้อจำกัดด้านอุปทานในระยะสั้นช่วยลดแรงกระแทกต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก
* กำลังการผลิตและการลงทุนด้านอุตสาหกรรมน้ำมัน
ปัจจุบัน ยูเออีเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญของโลก โดยมีกำลังการผลิตน้ำมันดิบระดับประมาณ 4.8–4.85 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ ในช่วงที่ยังอยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือของ OPEC และกลไก OPEC+ ปริมาณการผลิตจริงอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพดังกล่าว โดยเฉลี่ยประมาณ 3.2–3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากข้อจำกัดด้านโควตาการผลิตและสภาวะตลาดน้ำมันโลก
ในด้านนโยบายระยะยาว ยูเออีได้กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการขยายกำลังการผลิตน้ำมันดิบให้เพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในปี พ.ศ. 2570 และมีศักยภาพในการขยายเพิ่มเติมในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานของโลกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านพลังงาน
สำหรับการลงทุนเพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว บริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (Abu Dhabi National Oil Company: ADNOC) ได้ดำเนินแผนการลงทุนขนาดใหญ่ในภาคพลังงาน รวมมูลค่าประมาณ 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยครอบคลุมการพัฒนาแหล่งผลิตใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งผลิตเดิม ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั้งในส่วนต้นน้ำและปลายน้ำ
การดำเนินนโยบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของยูเออีในการเร่งใช้ประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมที่มีอยู่ ควบคู่กับการเสริมสร้างบทบาทในฐานะผู้ผลิตพลังงานรายสำคัญของโลก และรองรับการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างพลังงานในระยะยาวต่อไป
รัฐบาลยูเออีเตรียมยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหลังยุคน้ำมัน (The End of Oil) โดยได้ดำเนินแนวทาง “เร่งสร้างมูลค่าจากทรัพยากรล่วงหน้า” (Front-loading) เพื่อแปรเปลี่ยนรายได้จากพลังงานฟอสซิลสู่การลงทุนเชิงรุกในเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต
ส่วนการส่งออก กรณีที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ท่อส่งน้ำมัน Abu Dhabi Crude Oil Pipeline (Habshan–Fujairah) เปรียบเสมือน “เส้นเลือดสำรองเชิงยุทธศาสตร์” ที่เปิดทางให้ยูเออีสามารถส่งออกน้ำมันผ่านเส้นทางนอกช่องแคบได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีขีดความสามารถราว 1.5–1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และคงไว้ซึ่งรายได้จากการส่งออก แต่ยังไม่อาจรองรับปริมาณการส่งออกทั้งหมดของประเทศได้
* ผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลก
ในระยะสั้น ผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากอุปทานน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวอาหรับยังคงได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านการขนส่ง อย่างไรก็ดี ในระยะกลางถึงระยะยาว การถอนตัวของ ยูเออีมีแนวโน้มส่งผลให้โครงสร้างตลาดน้ำมันเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ความสามารถของ OPEC ในการบริหารจัดการอุปทานจะลดลง ความร่วมมือภายในกลุ่ม OPEC+ อาจอ่อนแอลง เกิดการแข่งขันด้านส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นระหว่างประเทศผู้ผลิต มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดและสงครามราคาในอนาคต
ทั้งนี้ยูเออีจะมีสถานะเป็น “ผู้ผลิตอิสระ” ที่สามารถกำหนดระดับการผลิตได้ตามกลไกตลาดซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเมื่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย
** ความเห็นของ สคต.ดูไบ
การประเมินผลดี–ผลเสียต่อระบบตลาด
ในมุมมองของผู้บริโภคและประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน การถอนตัวของยูเออี อาจก่อให้เกิดผลเชิงบวกในระยะยาว โดยเฉพาะแนวโน้มราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวลดลงจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก อย่างไรก็ดี ในอีกด้านหนึ่ง การลดบทบาทของ OPEC ในการกำกับตลาด อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนมากขึ้น และลดความสามารถในการคาดการณ์แนวโน้มตลาด ซึ่งอาจกระทบต่อการวางแผนด้านพลังงานและการลงทุนของภาคธุรกิจ
ผลกระทบต่อประเทศไทย
ยูเออีแหล่งนำเข้าสินค้าพลังงานของไทยมูลค่ามากเป็นอันดับแรกในปี 2568 มูลค่า 12,519ล้านดอลลาห์สหรัฐ (-17.7%) หรือสัดส่วน 28.8% และไตรมาสแรกปี 2569 มูลค่า 3,138 ล้านดอลลาห์สหรัฐ (-14.7%) หรือสัดส่วน 29.7% ที่นำเข้าสินค้ากลุ่มนี้
สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีนัยสำคัญในหลายมิติ ได้แก่
– ด้านต้นทุนพลังงาน : มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่อาจลดลงในระยะยาว ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงานลดลง
– ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ : ราคาพลังงานที่ลดลงจะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม
– ด้านความมั่นคงทางพลังงาน : การที่ยูเออีสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้โดยไม่ถูกจำกัด อาจช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งนำเข้าและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
– ด้านความเสี่ยง : อย่างไรก็ดี ไทยยังคงต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะสั้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม
การถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรต ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดน้ำมันโลกจากระบบที่พึ่งพาการกำกับโดยกลุ่มประเทศผู้ผลิต ไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดและการแข่งขันมากยิ่งขึ้น รัฐบาลทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อขยายศักยภาพการผลิตน้ำมันดิบให้ถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน การอยู่ใน OPEC เปรียบเสมือนกรงขังที่จำกัดโควตาการผลิต การลาออกครั้งนี้คือการประกาศเอกราชเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างเต็มศักยภาพ
แม้ว่า ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ในเชิงต้นทุนพลังงานในระยะยาว แต่ยังจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์พลังงานโลกในอนาคต
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/hf3561nnf1pzwn2glq5ktzag







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!