CEO ARTICLE
ครอบครัวสุขสันต์
ครอบครัวที่สุขสันต์ควรมีการบริหารแบบธุรกิจหรือไม่ ?
ในมุมธุรกิจ การบริหารมีความหมายหลายมุมตามแต่การมองของนักธุรกิจ
แต่ความหมายที่ง่ายที่สุด การบริหารเป็นความสามารถในการประเมินสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดในอนาคตโดยมีเงื่อนไขข้อเดียวเท่านั้นคือ “ต้องมีความถูกต้องและแม่นยำ”
เงื่อนไขเพียงข้อเดียว ผู้บริหารธุรกิจจึงต้องมีเครื่องมือมากมายเพื่อช่วยการประเมิน
ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารต้องมีสถิติ มีข้อมูล มีข่าวสารรอบด้าน มีที่ปรึกษาที่รู้ในเรื่องนั้นจริง มีประสบการณ์ตรง มีทีมงาน มีการรายงานทุกวัน และมี AI ในยุคปััจจุบัน เป็นต้น
เครื่องมือมากมายจะช่วยผู้บริหารให้ประเมินได้ถูกต้องและแม่นยำ
หากประเมินแล้วร้าย เช่น ประเมินว่าน้ำมันจะขึ้นราคาเป็นเท่าตัว การขนส่งจะขึ้นราคา ผู้บริหารก็ต้องเร่งขนส่ง หรือเร่งทำสัญญาการขนส่งสินค้าล่วงหน้า แต่หากประเมินว่าเป็นเรื่องดี เช่น สินค้าที่ขายกำลังเป็นที่ต้องการก็ต้องจัดการให้การขายเกิดขึ้นจริง เป็นต้น
หากป้องกันเหตุร้ายไม่ได้ หากส่งเสริมเรื่องดีให้เกิดขึ้นไม่ได้ หรือหากจัดการอะไรไม่ได้ ผู้บริหารที่ประเมินได้อย่างถูกต้องและแม่นยำก็ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ
การบริหารที่ดีจึงต้องคู่กับการจัดการที่ดี ทั้ง 2 ส่วนนี้แยกกันไม่ได้
“การจัดการ” ความหมายง่าย ๆ คือ ความสามารถในการนำเรื่องที่ประเมินอย่างถูกต้องและแม่นยำจากการบริหารมาป้องกันเหตุร้ายมิให้เกิดขึ้น หากเป็นเรื่องที่ดีก็ส่งเสริมให้เกิดขึ้นจริงโดยการสร้างแผน สร้างขั้นตอนการทำงาน มีการอำนวยการ การควบคุม ตรวจสอบ หมุนเวียนคน การอบรมความรู้เพื่อเพิ่มทักษะให้ทีมงาน การสร้างกรอบรายจ่าย และอื่น ๆ เป็นต้น
ธุรกิจเป็นเรื่องกำไรที่จำเป็นต้องมีการบริหาร และมีการจัดการ
ครอบครัวสุขสันต์เป็นเรื่องของความรัก ความอบอุ่น และคุณภาพชีวิต
คนที่มองว่า การบริหารไม่ควรใช้กับครอบครัวก็พอเข้าใจได้ ยิ่งหากพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่มีความอบอุ่นดี ลูกหลานมีความรัก มีความเคารพต่อญาติผู้ใหญ่ มีความประพฤติดี และมีสื่อบอกถึงความเจริญก้าวหน้าในอนาคตที่ดี ครอบครัวที่สุขสันต์ก็ไม่จำเป็นต้องมีการบริหารจริง ๆ
แต่หากครอบครัวขาดความรัก ความอบอุ่น ขาดคุณภาพชีวิต การนำการบริหารแบบธุรกิจมาปรับใช้กับครอบครัวก็ไม่มีอะไรเสียหาย วิธีการง่าย ๆ พ่อแม่ก็เพียงประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในครอบครัวให้ออก ให้ถูกต้องและแม่นยำให้มากที่สุดเท่านั้น
หากประเมินไม่ออก พ่อแม่ก็แค่ปรึกษาญาติผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ตรง ผู้รู้จริง หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวเพื่อป้องกันเรื่องร้าย และเพื่อส่งเสริมเรื่องดีให้เกิดขึ้น
พ่อแม่บางคนไม่สนใจ ไม่ทำบัญชีครอบครัว ไม่วางแผนการศึกษา ไม่ประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ครอบครัวก็อาจไม่สุขสันต์ พ่อแม่บางคนเล่นโทรศัพท์มากเกินไปต่อหน้าลูก ให้ลูกเห็น ให้ลูกทำตาม บางคนชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่นให้ลูกได้ยิน ดื่ม สูบ เล่นพนัน ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เอาแต่หาเงินในทางที่ผิดให้ลูกเห็น พ่อแม่บางคนมองว่า สิ่งเสพติดเป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ต้องมีจึงให้ลูกหลานทดลองตั้งแต่เด็กเพื่อให้คุ้นเคย และเพื่อให้เข้าสังคมในอนาคตได้ง่ายขึ้น
ไม่มีใครตอบได้ว่า สิ่งเสพติดในอนาคตจะทำให้เด็กได้ดีจริงหรือไม่ ?
แต่การให้เด็กทดลอง ให้เด็กเสพติดคือการชี้นำเด็ก ทำให้เด็กมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทั้งที่ถูกแล้ว เด็กควรเป็นผู้เรียนรู้ เข้าใจผลดี ผลเสีย ตัดสินใจเอง และรับผิดชอบอนาคตของตัวเอง
สุดท้าย เด็กจะมีความเสี่ยงโดยไม่มีการบริหารใด ๆ จากพ่อแม่เป็นพื้นฐาน
แต่หากพ่อแม่ประเมินสถานการณ์ไม่ออก ไม่ชอบการบริหาร ไม่อยากปรึกษาใคร วิธีการที่ง่ายที่สุดก็เพียงทำตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดี ทำสิ่งที่ดีให้เด็กเห็น ไม่ดื่ม ไม่เสพ ไม่เล่น หรือหากจำเป็นต้องดื่ม ต้องเสพก็ควรทำในสถานที่ที่ไม่มีเด็ก ไม่ควรให้เด็กเห็นจนเป็นแบบอย่างไม่ดี
การทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีเป็นวิธีการบริหารครอบครัวให้สุขสันต์แบบง่าย ๆ
วันนี้ สงครามสหรัฐ-อิหร่านทำให้ราคาน้ำมันขึ้นมาก ค่าครองชีพสูงตาม ทั่วโลกมีแต่ความไม่แน่นอน สมาชิกในครอบครัวเดินทางพบกันลำบาก การประเมินสถานการณ์ภายในครอบครัวจึงทำได้ลำบากไปด้วย แต่ก็ควรบริหารเท่าที่ทำได้เพื่อให้ครอบครัวสุขสันต์สมควรแก่ฐานะ
ในวาะดิถีขึ้นปีใหม่ไทย วันครอบครัว และวันผู้สูงอายุ คณะผู้จัดทำบทความขอให้ทุกท่านนำการบริหารธุรกิจมาปรับใช้กับครอบครัวได้ ให้มีแต่ความสุข และความเจริญ
ขอให้ท่านมีครอบครัวสุขสันต์ พบแต่เรื่องดีงาม และมีความสุขในวันสงกรานต์ 2569.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : April 14, 2026

Logistics
จีนเร่งยกระดับท่าเรือสู่ “สีเขียว–ดิจิทัลอัจริยะ” หนุนเศรษฐกิจทางทะเลคุณภาพสูง
จีนกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างกลุ่มท่าเรือชายฝั่ง ควบคู่การส่งเสริมท่าเรือสำคัญให้เปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและระบบดิจิทัลอัจฉริยะ (Green & Smart Port) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลอย่างมีคุณภาพ โดยนโยบายนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับเป้าหมาย “คาร์บอนคู่”ซึ่งตั้งเป้าหมายปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงจุดสูงสุดภายในปี 2573 (Carbon Peak) และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2603 (Carbon Neutrality) รวมถึงยุทธศาสตร์ การพัฒนาประเทศสู่การเป็นมหาอำนาจด้านคมนาคมและทางทะเล
แม้จีนมีท่าเรือขนาดใหญ่และระบบอัตโนมัติในระดับแนวหน้าของโลก แต่ยังมีข้อจำกัดในบางด้าน เช่น ประสิทธิภาพการดำเนินงานยังไม่สอดคล้องกับขนาด การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทาง และมาตรฐานเชื้อเพลิงและคาร์บอนยังไม่สอดคล้องกัน รวมถึงการแข่งขันระหว่างท่าเรือที่คล้ายคลึงกัน
การยกระดับท่าเรือจีนจำเป็นต้องบูรณาการใน 3 มิติหลัก ดังนี้
1. ด้านอุตสาหกรรม พัฒนาท่าเรือให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแบบครบวงจร ครอบคลุมคลังสินค้า โลจิสติกส์ การผลิต และบริการการเดินเรือ พร้อมยกระดับการดำเนินงานไปสู่ระบบอัตโนมัติและอัจฉริยะ ขยายห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมอุปกรณ์วิศวกรรมทางทะเล และส่งเสริมบริการด้านการเดินเรือสมัยใหม่
2. ด้านเทคโนโลยี พัฒนา “ท่าเรือสีเขียว” ปรับโครงสร้างพลังงานและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับเชื้อเพลิงสะอาด ครอบคลุมการผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง และการเติมเชื้อเพลิง พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างภูมิภาค นอกจากนี้ ยังผลักดันการนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) บล็อกเชน และคลาวด์คอมพิวติ้ง มาใช้ในการบริหารจัดการท่าเรือ
3. ด้านนโยบาย วางแผนระยะยาวและการพัฒนาร่วมกันของกลุ่มท่าเรือ ลดการลงทุนซ้ำซ้อนและการแข่งขันที่ไม่เป็นระบบ พร้อมบูรณาการกลุ่มท่าเรือชายฝั่งให้มีโครงสร้างเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กลุ่มท่าเรืออ่าวป๋อไห่ เขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี และเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า
ปี 2569 เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2569–2573) (China’s 15th Five-Year Plan) ซึ่งการเดินหน้าสู่ท่าเรือสีเขียวและดิจิทัลอัจฉริยะถือเป็นปัจจัยสำคัญยกระดับศักยภาพการแข่งขันของจีน
กรณีศึกษา: ท่าเรือหนานซาและเรือขนส่งรถยนต์ LNG
โครงการระยะที่ 5 ของท่าเรือหนานซา เมืองกวางโจว ได้รับอนุมัติใช้พื้นที่ทางทะเลอย่างเป็นทางการ มีมูลค่าการลงทุน 14,447 ล้านหยวน ก่อสร้างท่าเทียบเรือคอนเทนเนอร์ 4 ท่า และท่าเรือบาร์จ (Barge) 15 ท่า พร้อมติดตั้งระบบอัจฉริยะ (Smart Port System) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างท่าเรือและเครือข่ายโลจิสติกส์
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 เรือขนส่งรถยนต์แบบเชื้อเพลิงคู่ LNG ขนาดบรรทุกรถ 10,800 คัน ลำแรก ออกทดลองเดินเรือจากกวางโจว ใช้ระบบขับเคลื่อนน้ำมันและ LNG พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าบนเพลา ลดมลพิษและประหยัดพลังงาน ผ่านมาตรฐาน Tier III ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization: IMO)
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมจีนระบุว่า ปี 2568 จีนมีปริมาณขนถ่ายสินค้าทางท่าเรือรวม 18.34 พันล้านตัน และตู้คอนเทนเนอร์ 350 ล้าน TEU เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 และ 6.8 ตามลำดับ โดยเฉพาะตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการค้าต่างประเทศขยายตัวถึงร้อยละ 9.8 สะท้อนบทบาทของท่าเรือจีนในห่วงโซ่การค้าโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้าง พบว่า ท่าเรือชายฝั่งมีปริมาณขนถ่าย 11.63 พันล้านตัน เติบโตต่อเนื่องตามอุปสงค์ภายในประเทศและสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ขณะที่ท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศจีนมีปริมาณ 6.7 พันล้านตัน
สำหรับปี 2568 ท่าเรือที่มีปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์สูงสุด 10 อันดับแรกของโลก โดยเป็นท่าเรือของจีนครองถึง 6 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ หนิงโป–โจวซาน เซินเจิ้น ชิงเต่า กวางโจว และเทียนจิน สะท้อนศักยภาพและบทบาทนำของจีนในระบบโลจิสติกส์โลก
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย
สำหรับประเทศไทย การพัฒนาท่าเรือของจีนเป็นการเปิดโอกาสใหม่ในการค้าและการลงทุน ทั้งการส่งออกสินค้าเกษตร อาหารทะเล และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงโอกาสในภาคอุตสาหกรรมแปรรูปและวัตถุดิบอุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์และพิธีการศุลกากรของจีนที่ทันสมัย สามารถช่วยลดต้นทุนและเวลาการขนส่ง เพิ่มความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดจีนและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นอกจากนี้ การพัฒนาท่าเรือสีเขียวและดิจิทัลอัจฉริยะยังเปิดโอกาสให้ไทยศึกษาและนำเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้กับท่าเรือและระบบโลจิสติกส์ของตนเอง
ไทยสามารถปรับตัวได้โดยภาครัฐเร่งพัฒนาท่าเรือและระบบโลจิสติกส์ให้รองรับดิจิทัลอัจฉริยะและพลังงานสะอาด กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและแรงจูงใจการลงทุน ส่วนภาคเอกชนและผู้ประกอบการสามารถยกระดับระบบโลจิสติกส์ด้วยเทคโนโลยี AI และ IoT รวมทั้งระบบติดตามสินค้าพร้อมเน้นสินค้าและบริการคุณภาพสูง ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายโลจิสติกส์ของจีน
การพัฒนาท่าเรือจีนสีเขียว–ดิจิทัลอัจฉริยะจึงเป็นทั้งแรงกดดันและโอกาสให้ไทยสามารถขยายการค้าและลงทุน พัฒนาผลิตภาพในอุตสาหกรรมแปรรูปและโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และรองรับการเติบโตของตลาดจีนและภูมิภาคอย่างยั่งยืน
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/b680t6fvl6rpdef92qvx4kuo







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!