CEO ARTICLE

ของนำกลับยกเว้นอากร

Published on April 28, 2026


Follow Us :

    

ของส่งออกแต่นำกลับจะได้ยกเว้นอากรขาเข้าหรือไม่ ?

คำตอบคือ “ได้” แต่ไม่ใช่จะได้ทันที มันมีกระบวนการพิสูจน์ที่ใช้เวลา

หลักคิดง่าย ๆ คือ ของที่นำเข้าทั่วไป (General Import) ต้องเสียภาษีอากร หากจะยกเว้น ต้องมีกฎหมายรองรับก่อน มีเอกสาร และมีกระบวนการพิสูจน์จึงจะยกเว้นได้

ไม่ใช่อยู่ ๆ นึกจะยกเว้นภาษีอากรก็ขอยกเว้น แบบนี้ก็อาจมีการแอบอ้างแน่

ในส่วนของส่งออก (Export) ที่นำกลับ (Re-Import) ไม่ว่าจะนำกลับด้วยเหตุใดก็ตาม เช่น สงคราม เส้นทางขนส่งถูกปิด ภัยพิบัติ ผู้ซื้อไม่รับของ เป็นต้น ของนั้นจึงไม่ใช่ของนำเข้าทั่วไป 

ในเมื่อไม่ใช่ของนำเข้าทั่วไป แต่เป็นของนำกลับ ของนั้นจึงได้สิทธิ์ยกเว้นภาษีอากร

แต่หากผู้ส่งออก (Exporter) ที่มีของนำกลับละเลยการพิสูจน์ หรือพิสูจน์ตามกระบวนการของกฎหมายไม่ได้ ของนั้นแม้จะผลิตในประเทศไทย แม้จะเป็นของนำกลับก็ต้องเสียภาษีอากร

พรก. พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภท 1 (หนังสือการค้าระหว่างประเทศ หน้า 115) สรุปเงื่อนไขที่จะได้ยกเว้นภาษีอากรสั้น ๆ มีเพียง 3 ข้อ ดังนี้

  1. ต้องนำกลับเข้ามาภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ส่งออก 
  2. ต้องไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะหรือรูปแต่ประการใด
  3. ต้องมีใบสุทธินำกลับ (Re-Import Certificate) แต่ผ่อนผันได้

เงื่อนไข 3 ข้อข้างต้นเข้าใจได้ไม่ยาก แต่กระบวนการพิสูจน์ใช้เวลา 

ผู้ส่งออกที่รู้ตัวว่า ของที่ส่งออกกำลังจะถูกส่งกลับจึงควรแจ้งตัวแทนของออก (Customs Broker) แต่เนิ่น ๆ เพื่อเตรียมการ อย่างน้อยเพื่อประหยัดค่าเช่าโรงพักสินค้า (Rent) เมื่อของมาถึง 

กระบวนการพิสูจน์ และการเตรียมการล่วงหน้า ดังนี้

  1. ของนำกลับเข้ามาภาย 1 ปี

ในอดีต พิธีการศุลกากรทำด้วยกระดาษ (Paper) การพิสูจน์จึงง่ายเพียงนำใบขนสินค้าขาเข้าต้นฉบับมายืนยันเท่านั้น แต่ปัจจุบัน พิธีการเปลี่ยนเป็นไร้กระดาษ (Paperless) ใบขนสินค้าฯ จึงอยู่ในระบบศุลกากร การพิสูจน์ระยะเวลา 1 ปีจึงทำเพียงการยื่นคำร้องให้ตรวจสอบเอกสารโดยเร็ว ไม่ใช่ยื่นในวันที่พาหนะขนส่งเทียบท่าแล้วมาเร่งรัดจะรับของที่ทำให้เสียเวลา 

แต่ควรยื่นเอกสารต่าง ๆ ให้ตรวจสอบล่วงหน้าตามช่องทางที่กฎหมายบัญญัติให้ยื่นได้

  1. ไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะหรือรูป

การพิสูจน์แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นเอกสาร และส่วนที่เป็นของจริงที่นำกลับ

เอกสารไม่ว่าจะเป็น Invoice, Packing List หรือเอกสารอื่นสามารถใช้ชุดเดิมที่ส่งออกได้ แต่ไม่ว่าจะใช้ชุดเดิมหรือทำใหม่ ประเด็นที่สำคัญคือ การสำแดงข้อมูล เช่น ชื่อสินค้า รายละเอียด น้ำหนัก Serial No. และอื่น ๆ เกี่ยวกับสินค้านำกลับต้องตรงกับข้อมูลที่สำแดงขณะส่งออกเพื่อสื่อถึงการไม่เปลี่ยนแปลงซึี่งจะทำให้พิธีการศุลกากรเพื่อนำกลับผ่านง่ายขึ้น

ส่วนของจริงที่นำกลับจะพิสูจน์โดยการเปิดตรวจ หากเปิดตรวจแล้วพบของที่นำกลับไม่ตรงกับของที่ส่งออก ของนั้นจะไม่ได้สิทธิยกเว้น ต้องเสียภาษีอากรพร้อมค่าปรับฐานหลีกเลี่ยง

กระบวนการพิสูจน์ทั้งเอกสารและของจริงจึงเป็นส่วนสำคัญที่ต้องสัมพันธ์กัน

  1. ใบสุทธินำกลับ

ใบสุทธินำกลับจะทำได้ก็ตอนส่งออก หากรู้ล่วงหน้าและทำไว้ ตอนนำกลับก็ง่าย 

แต่หากไม่รู้ล่วงหน้า ไม่ได้ทำไว้ กฎหมายยังให้อำนาจอธิบดีในการกำหนดเงื่อนไขเพื่อการผ่อนผัน และให้อำนาจในการขยายเวลาของที่นำกลับเข้ามาเกินกว่า 1 ปีด้วย

ในเมื่อเป็นอำนาจของอธิบดี ผู้ส่งออกก็ต้องรู้เงื่อนไข ณ เวลานั้นมีอะไรบ้าง

ปัจจุบัน เงื่อนไขการผ่อนผันใบสุทธินำกลับก็มีเพียงหลักฐานที่เชื่อถือว่า ของที่นำกลับเป็นของที่ส่งออกไปจริงซึ่งหนีไม่พ้นใบขนสินค้าขาออก หลักฐานการส่งออกทางไปรษณีย์ หรืออื่น ๆ ที่เป็นหลักฐานยืนยัน และเหตุผลที่ต้องส่งกลับโดยมิได้ทำใบสุทธินำกลับขณะส่งออก

วันนี้มีสงครามสหรัฐ-อิหร่าน อ่าวฮอร์มุซถูกปิดที่กระทบทุกเส้นทางขนส่ง ผู้ส่งออกจึงควรติดตามเส้นทางการเดินเรือ และตรวจสอบกับตัวแทนเรือขนส่ง (Shipping Agent) เป็นระยะ

หากพบว่า สินค้าต้องนำกลับก็ควรแจ้งต่อตัวแทนออกของทันทีเพื่อเตรียมการล่วงหน้า.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร 

ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK

📞 02-096-4977

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : April 28, 2026

Logistics

ห้างฮุนได เปิดมหกรรมผลไม้ไทย ยก “มะม่วงไทย” สู่มาตรฐานพรีเมียมในตลาดเกาหลี

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล (สคต. ณ กรุงโซล) ร่วมกับห้างสรรพสินค้าฮุนได จัดกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้ไทย ภายใต้ธีมงาน “Taste of Thailand: The Land of Tropical Fruits” ระหว่างวันที่ 24 เมษายน – 21 พฤษภาคม 2569 โดยจัดต่อเนื่องในซูเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าฮุนได 13 สาขาทั่วประเทศเกาหลี
          กิจกรรม “Taste of Thailand 2026: The Land of Tropical Fruits” เกิดจากความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่าง สคต. ณ กรุงโซล ในฐานะตัวแทนของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์     และห้างสรรพสินค้าฮุนได โดยคัดสรรผลไม้คุณภาพพรีเมียมจากไทยที่ได้รับการรับรองในทุกขั้นตอนตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงมือผู้บริโภค เพื่อให้ชาวเกาหลีได้สัมผัสผลไม้เขตร้อนชั้นเลิศอย่างมั่นใจ พร้อมรวบรวมผลไม้หลากหลายชนิดจากไทยซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “อาณาจักรแห่งผลไม้เขตร้อน” มาไว้ในที่เดียว
          จุดเด่นของกิจกรรมครั้งนี้คือคีย์เวิร์ด “Premium Mango – Mamuang” โดยคำว่า “มะม่วง” ในภาษาไทยถูกนำมาทับศัพท์เพื่อสื่อสารอัตลักษณ์และคุณค่าของมะม่วงไทยอย่างตรงไปตรงมา มุ่งสร้างการรับรู้ว่า “มาตรฐานของมะม่วงพรีเมียมคือมะม่วงไทย”
          ประเทศไทยเป็นทั้งผู้ผลิตผลไม้เขตร้อนระดับโลกและผู้ส่งออกมะม่วงรายใหญ่ที่สุดของเกาหลี ผลไม้ที่เติบโตภายใต้แสงแดดและดินอุดมสมบูรณ์ขึ้นชื่อในเรื่องรสชาติที่โดดเด่น จากสถิติการนำเข้า-ส่งออกของ กรมศุลกากร สาธารณรัฐเกาหลี พบว่าในปี 2568 เกาหลีใต้นำเข้ามะม่วงรวม 32,706 ตัน เพิ่มขึ้น 143% จากปี 2558 ที่มีเพียง 13,469 ตัน โดยมะม่วงไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 42.3% ในปี 2558 เป็น 62.3% ในปี 2568 สะท้อนความนิยมที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในหมู่ผู้บริโภคชาวเกาหลี
          ไฮไลต์ของงานคือผลไม้ตัวแทนของไทย ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงมหาชนก มังคุด และทุเรียน ซึ่งทั้งหมดเก็บเกี่ยวจากสวนในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้วขนส่งทางอากาศโดยตรง เพื่อรักษาความสดใหม่ กลิ่นหอม และความหวานตามธรรมชาติในช่วง “Golden Time” ให้ถึงมือผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน
          มะม่วงน้ำดอกไม้ พันธุ์เด่นของงาน ได้รับการขนานนามว่า “หยดน้ำแห่งดอกไม้” เนื่องจากมีรสชาติละมุน น้ำหวานฉ่ำ มีกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ และเนื้อสัมผัสนุ่มละลายในปาก ส่วนมะม่วงมหาชนกมีเอกลักษณ์ตรงผิวสีแดง    อมเหลืองที่เปลี่ยนไปตามความสุก จนได้รับฉายา “มะม่วงสายรุ้ง” มีความหวานสูงเฉลี่ยกว่า 15 บริกซ์ ยิ่งสุกยิ่งหอม เนื้อแน่น และมีน้ำเยอะ ให้รสชาติที่เข้มข้นกว่าพันธุ์อื่น ทั้งนี้ มะม่วงเป็นผลไม้ที่ควรบ่มที่อุณหภูมิห้องหลังซื้อระยะหนึ่ง เพราะการบ่มจะช่วยเพิ่มความหวานและกลิ่นหอมให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด
            ห้างฮุนไดเปิดตัวกิจกรรมที่สาขายออีโด (The Hyundai Seoul) ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 และจำหน่ายควบคู่กันผ่านช้อปปิ้งมอลออนไลน์ของห้างฯ และแอป “The Hyundai Hi” นอกจากนี้ ในวันที่ 28 เมษายน เวลา 18.00 น.  ยังมีไลฟ์สดผ่านแอปดังกล่าว พร้อมการแนะนำสินค้าและเสนอโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้ชม
         นางสาวสายทอง สร้อยเพชร อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายพาณิชย์) และผู้อำนวยการ สคต. ณ กรุงโซล กล่าวว่า “เดือนเมษายน-พฤษภาคมเป็นช่วงที่ผลไม้เมืองร้อนของไทยอุดมสมบูรณ์และอร่อยที่สุด หวังว่าผู้บริโภคชาวเกาหลีจะได้เพลิดเพลินกับมะม่วงพรีเมียมสดใหม่ รสชาติแท้จากไทย ที่กระทรวงพาณิชย์การันตี ท่ามกลางบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิอันงดงาม”
(ที่มา : The Asia Business Daily)
ความคิดเห็นของ สคต. ณ กรุงโซล
        จากข้อมูลสถิติการนำเข้ามะม่วงของเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ประกอบกับส่วนแบ่งตลาดของมะม่วงไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งของผลไม้ไทยในตลาดเกาหลี ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการผลักดันภาพลักษณ์พรีเมียมในระยะต่อไป การใช้คีย์เวิร์ด “Premium Mango = Mamuang” ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์เฉพาะของมะม่วงไทยในตลาดเกาหลี หากผู้บริโภคเกาหลีสามารถจดจำคำว่า “มะม่วง” ในภาษาไทยได้ จะช่วยสร้างความแตกต่างจากมะม่วงประเทศคู่แข่ง และยกระดับการรับรู้ให้มะม่วงไทยกลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนในระยะยาว การนำมังคุดและทุเรียนมาร่วมจัดแสดงด้วยถือเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดตลาดผลไม้ไทยชนิดอื่นในเกาหลี อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งการรักษาคุณภาพและความสม่ำเสมอของสินค้า ต้นทุนการขนส่งทางอากาศที่อาจส่งผลต่อราคาขายปลีก รวมถึงการแข่งขันจากมะม่วงประเทศอื่น โดยเฉพาะเปรูและฟิลิปปินส์ที่มีส่วนแบ่งตลาดในเกาหลีเช่นกัน เพื่อให้การผลักดันผลไม้ไทยในตลาดเกาหลีมีความยั่งยืน สคต. ณ กรุงโซล พิจารณาแล้วเห็นว่า ควรมีการต่อยอดความร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าและช่องทางจำหน่ายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสนับสนุนการสื่อสารการตลาดดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมในเกาหลี เพื่อขยายการรับรู้ผลไม้ไทยและสินค้าอาหารไทยให้ครอบคลุมกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขึ้นต่อไป
ที่มา:  https://www.ditp.go.th/post/ol13n3yj6qrkr5x6jm9q5d6b
0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *