CEO ARTICLE
แลนด์บริดจ์ในมุมผู้ขนส่ง
อะไรคือตัวชี้วัดให้สร้างแลนด์บริดจ์ในมุมของผู้ขนส่ง ?
แลนด์บริดจ์ (Landbridge) เป็นความคิดที่เกิดจากช่องแคบมะละกา (Strait of Malacca) ที่มีความยาวราว 930 กิโลเมตร แต่มีส่วนแคบที่สุดเพียง 2.8 กิโลเมตรจนเป็นความแออัด
แลนด์บริดจ์จึงเป็นโอกาสของไทย แต่กลับมีข้อเสียให้ถกเถียงไม่จบสิ้น
บทความนี้เป็นมุมมองของผู้ขนส่งระหว่างประเทศที่เห็นว่า แลนด์บริดจ์ควรมาจากตัวชี้วัด 2 ปัจจัยที่กล่าวกันน้อยคือ ปริมาณสินค้าของ 3 ประเทศในช่องแคบ และสายการเดินเรือ
1. สินค้าที่ผ่าน 3 ประเทศ ประกอบด้วย
“สิงคโปร์” มีท่าเรือใหญ่และทันสมัยของโลก และในอนาคตจะมี Tuas Mega Port ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์อัจฉริยะของโลกที่ควบคุมด้วยปัญญาประดิษฐ์ มียานพาหนะที่ไร้คนขับ และมีท่าเรือที่รองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้สูงสุด 65 ล้าน TEU (หน่วยตู้สินค้าขนาด 20 ฟุต) ต่อปี
ปัจจุบันเป็นศูนย์รวมสายการเดินเรือกว่า 200 สายที่เชื่อมท่าเรือกว่า 600 แห่งทั่วโลก
“มาเลเซียมี” มี 5 ท่าเรือ คือ (1) Port Klang ใหญ่ที่สุดของมาเลเซียและใหญ่อันดับที่ 12 ของโลก รองรับ 14 ล้าน TEU (2) Johor Port รองรับ 120 ล้านตัน (3) Penang Port รองรับ 34 ล้านตัน (4) Sabah Port รองรับ 34.2 ล้านตัน (5) Kuantan Port รองรับ 25 ล้านตัน
“อินโดนีเซีย” มี Belawan Port เป็นท่าเรือหลัก มีปริมาณสินค้าเฉลี่ย 50 ล้านตันต่อปี
ปริมาณสินค้าที่ต้องผ่าน 3 ประเทศมีมาก เรือจึงต้องผ่านช่องแคบมะละกาเพื่อรับส่ง หากรวมท่าเรือที่อยู่ใกล้เคียงและการถ่ายลำ ปริมาณสินค้าที่ต้องผ่านช่องแคบจะมีมากขึ้น
2. สายการเดินเรือที่ต้องผ่านช่องแคบ
ช่องแคบมะละกาแม้จะแคบมาก แต่ก็มีสายการเดินเรือที่ต้องวิ่งผ่านรวมกว่า 200 สาย
สายการเดินเรือใหญ่ ๆ เช่น MSC (Mediterranean Shipping Company), Maersk Line (AP-Moller Maersk), CMA CGM (กลุ่มสายเรือของฝรั่งเศส) COSCO (สายการเดินเรือของจีน), Hapag-Lloyd (สายเรือของเยอรมัน), Ocean Network Express หรือ ONE (กลุ่มสายเรือญี่ปุ่น), Evergreen Line (สัญชาติของไต้หวัน) และสายเรือดูไบ เป็นต้น
2 ปัจจัยข้างต้นทำให้ช่องแคบแออัด และเป็นตัวชี้วัดให้ไทยควรสร้างแลนด์บริดจ์
แต่สมมุติ ไทยสร้างแลนด์บริดจ์ขึ้นมาจริง ๆ สายเรือที่ต้องแวะรับส่งสินค้าผ่าน 3 ประเทศข้างต้นก็ยังคงต้องวิ่งเข้าช่องแคบมะละกาเช่นเดิม กลุ่มนี้ไม่มาใช้บริการแน่นอน
ส่วนสายเรือที่ไม่ต้องแวะ ไม่ต้องผ่าน 3 ประเทศก็อาจมาใช้บริการแลนด์บริดจ์
ในข่าวมีสายเรือที่จะมาใช้ เช่น COSCO, Maersk Line, สายเรือดูไบ และในอนาคตอาจมีเพิ่ม แต่ไม่มีความแน่นอน และไม่มีการทำ MOU ให้ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น การใช้บริการแลนด์บริดจ์ยังมีค่าเรือเทียบท่า ค่ายกสินค้าขึ้น/ลง ค่าขนส่งภายในประเทศ ค่าความเสี่ยงต่าง ๆ และอื่น ๆ
หากสายเรือยอมจ่าย และใช้แลนด์บริดจ์มาก ๆ ความแออัดในช่องแคบมะละกาจะลดลง สายเรือก็อาจกลับเข้าช่องแคบมะละกาที่สะดวกขึ้น และมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
แม้ช่องแคบมะละกาจะแคบมาก แออัดมาก แต่เป็นทางเชื่อมทะเลอันดามันกับทะเลจีนใต้ เป็นเส้นทางการค้าและการขนส่งมานับพันปี เป็นผลประโยชน์และเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดเรือขนส่งให้มาเทียบท่า หากเปรียบกับถนนเยาวราชที่มีความแออัดจะเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะสร้าง China Town ในหลายพื้นที่ขึ้นมารองรับ เยาวราชก็ยังคงมีเสน่ห์ให้คนทั่วโลกเข้าไปสัมผัสไม่เสื่อมคลาย
ข้อถกเถียงที่มีไม่จบสิ้น เช่น แลนด์บริดจ์เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายระบบนิเวศน์ มีการซื้อที่ดินรอบ ๆ เพื่อเกร็งกำไร มีการมอบสิทธิให้ต่างชาติบริหารที่ดินของไทยเกือบ 100 ปี มีการทุจริตเชิงนโยบายซึ่งอาจจริง หรืออาจไม่จริง แต่ทั้งหมดเป็นปัจจัยภายในประเทศ
สมมุติ รัฐป้องกันข้อเสียได้ แต่ตัวชี้วัด 2 ด้านข้างต้นเป็นปัจจัยภายนอกประเทศที่มีความสำคัญมากกว่า การสร้างแลนด์บริดจ์ควรเกิดจากความต้องการ (Demand) ของผู้ขนส่งทางทะเล (Shipping Agent) ที่ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติเป็นอันดับแรก หากผู้ขนส่งฯ ใช้น้อย ไม่แน่นอน แต่ยังจะสร้างแลนด์บริดจ์ สิ่งก่อสร้างที่สวยหรูนับล้านล้านบาทจะกลายเป็นซากไร้ค่าแทนที่
ตัวชี้วัดข้างต้นเป็นมุมของผู้ขนส่งฯ เป็นปัจจัยภายนอกที่จัดการได้ยาก แต่เป็นข้อเท็จจริง เว้นแต่ รัฐจะไม่สนใจปัจจัยภายนอก แต่ต้องการให้เกิดเขตเศรษฐกิจโดยรอบ สร้างประสิทธิภาพให้เหนือกว่าสิงคโปร์เพื่อดึงดูดผู้ขนส่งฯ ให้มาใช้บริการแลนด์บริดจ์ได้อย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น
หากรัฐทำให้เป็นรูปธรรมไม่ได้ แลนด์บริดจ์จะเป็นความเสี่ยงมากกว่าโอกาสจริง ๆ.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : May 19, 2026

Logistics
จีนปรับกฎระเบียบนำเข้าและส่งออกเครื่องสำอาง เริ่มใช้ 1 ธันวาคม 2569 นี้
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 สำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) ได้จัดงานแถลงข่าวประเด็นการปรับปรุง 《进出口化妆品检验检疫监督管理办法》“มาตรการกำกับดูแลและบริหารจัดการการตรวจสอบและกักกันเครื่องสำอางนำเข้าและส่งออก” (the Administrative Measures on Inspection and Quarantine of Imported and Exported Cosmetics) ฉบับใหม่ล่าสุด (คำสั่ง GACC เลขที่ 284 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 เป็นต้นไป) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการกำกับดูแลความปลอดภัยของเครื่องสำอางนำเข้าและส่งออก คุ้มครองสุขภาพและสิทธิของผู้บริโภค รวมถึงพัฒนาระบบการควบคุมให้สอดคล้องกับแนวทางดิจิทัลและการบริหารความเสี่ยง โดยกำหนดให้ศุลกากรจีนมีอำนาจในการตรวจสอบ กักกัน และกำกับดูแลเครื่องสำอางตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างการกำกับดูแลที่ประสานงานกันตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด อำนวยความสะดวกในการค้าข้ามพรมแดน และสนับสนุนการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ
สำหรับเครื่องสำอางนำเข้าสู่จีน กำหนดให้ผู้นำเข้าหรือผู้แทนต้องสำแดงข้อมูลต่อศุลกากรจีนอย่างถูกต้องและครบถ้วน พร้อมดำเนินการขึ้นทะเบียนสำหรับเครื่องสำอางพิเศษ หรือการแจ้งข้อมูลผลิตภัณฑ์ (备案) สำหรับเครื่องสำอางทั่วไป ก่อนการนำเข้า โดยศุลกากรจีนสามารถตรวจสอบสินค้า ณ จุดหมายปลายทาง สุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจในห้องปฏิบัติการ และตรวจสอบฉลากสินค้า หากสินค้าผ่านเกณฑ์จะได้รับใบรับรองการตรวจสอบ แต่หากไม่ผ่านและเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านความปลอดภัย สุขภาพ หรือสิ่งแวดล้อม จะถูกสั่งทำลายหรือส่งกลับทันที ส่วนกรณีที่ไม่ผ่านในด้านอื่นอาจได้รับอนุญาตให้แก้ไขทางเทคนิคและตรวจใหม่ได้ นอกจากนี้ ผู้นำเข้ายังต้องจัดเก็บข้อมูลการนำเข้าและการกระจายสินค้าอย่างครบถ้วนเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลไม่น้อยกว่า 1 ปีหลังสินค้าหมดอายุ หรืออย่างน้อย 2 ปี ในกรณีที่สินค้ามีอายุการใช้งานสั้นกว่า 1 ปี
ในส่วนของเครื่องสำอางส่งออกจากจีน ข้อบังคับกำหนดให้สินค้าต้องเป็นไปตามมาตรฐานของประเทศหรือภูมิภาคปลายทาง รวมถึงข้อกำหนดตามสัญญาทางการค้า ผู้ผลิตเพื่อการส่งออกต้องจัดให้มีระบบบริหารคุณภาพที่มีประสิทธิภาพและดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ก่อนการส่งออก ผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกต้องยื่นคำขอรับการตรวจสอบต่อศุลกากรพร้อมเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง หากสินค้าตรวจไม่ผ่าน อาจได้รับอนุญาตให้ดำเนินการแก้ไขทางเทคนิคภายใต้การกำกับดูแลของศุลกากรและส่งตรวจใหม่ แต่หากยังไม่เป็นไปตามข้อกำหนด จะไม่สามารถส่งออกได้
ข้อบังคับดังกล่าวยังให้อำนาจศุลกากรจีนในการใช้มาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด เช่น การเพิ่มรายการตรวจสอบ เพิ่มความถี่ในการสุ่มตรวจ การออกประกาศเตือนความเสี่ยง หรือแม้แต่การระงับการนำเข้า หากพบว่าเครื่องสำอางอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน รวมทั้งยังมีการนำระบบการจัดการเครดิตและการจัดระดับความเสี่ยงของผู้ประกอบการมาใช้ เพื่อกำกับดูแลผู้นำเข้า ผู้ผลิต และผู้ส่งออกอย่างเป็นระบบ
บทบัญญัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องสำอางนำเข้าผ่านการค้าปลีกทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน และเครื่องสำอางที่แจ้งเป็นสินค้าจัดแสดง จะต้องดำเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยการนำเข้าเครื่องสำอางตัวอย่างเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะทางธุรกิจ เช่น การยื่นขอใบอนุญาต การวิจัยพัฒนา หรือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยมิได้นำมาแจกจ่ายให้ทดลองใช้ทั่วไป ผู้นำเข้าสามารถยื่นขออนุมัติยกเว้นการตรวจกักกันจากศุลกากรจีนได้ หากปริมาณสินค้าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การใช้งานจริง โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ในขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากร ผู้นำเข้าจะต้องยื่นเอกสารแสดงแผนการใช้งานและการทำลายเศษซากสินค้า ควบคู่กับหนังสือรับรองว่าจะไม่มีการนำสินค้าไปซื้อขายในเชิงพาณิชย์อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ผู้นำเข้ามีหน้าที่ต้องจัดทำและจัดเก็บบันทึกประวัติการแจกจ่ายรวมถึงเส้นทางการไหลเวียนของสินค้าอย่างละเอียดเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสองปี เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนกลับจากหน่วยงานภาครัฐ
เพื่อปรับปรุงการอำนวยความสะดวกทางการค้าข้ามพรมแดน มาตรการใหม่นี้ได้ยกเลิกการลงทะเบียนสำหรับผู้รับสินค้าเครื่องสำอางนำเข้าและผู้ผลิตเครื่องสำอางส่งออก และยกเลิกข้อกำหนดเกี่ยวกับสถานที่จัดเก็บที่กำหนดหรือได้รับอนุมัติสำหรับเครื่องสำอาง การกำหนดสถานที่ตรวจสอบได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสม โดยย้ายสถานที่ตรวจสอบเครื่องสำอางนำเข้าจากท่าเรือไปยังปลายทางที่ผู้รับสินค้าหรือตัวแทนแจ้งไว้ สำหรับเครื่องสำอางส่งออก ศุลกากรจีนสามารถกำหนดสถานที่ตรวจสอบได้ ทำให้ผู้ประกอบการมีอิสระและความยืดหยุ่นมากขึ้นในการผลิตและการดำเนินงาน มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานโดยการเปรียบเทียบและตรวจสอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยอัตโนมัติ เช่น ข้อมูลการลงทะเบียนและการยื่นเอกสารสำหรับเครื่องสำอางนำเข้า ช่วยลดเอกสารและลดการตรวจสอบด้วยตนเอง มาตรการเหล่านี้ช่วยลดภาระของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ช่วยให้การกำกับดูแลแม่นยำยิ่งขึ้น และช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงการกำกับดูแลด้านศุลกากรสำหรับเครื่องสำอางที่นำมาจัดแสดง เพื่อตอบสนองความต้องการในการเปิดตัวและวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ ตัวอย่างและสินค้าจัดแสดงที่นำเข้าซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมจะได้รับการอนุมัติที่รวดเร็วขึ้นและใช้เวลาน้อยลงในการวางจำหน่าย ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ใหม่จากต่างประเทศได้เร็วขึ้น
ทั้งนี้ สำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) ร่วมกับสำนักงานควบคุมเวชภัณฑ์แห่งชาติจีน (National Medical Products Administration : NMPA) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ยา ยาสมุนไพร เครื่องมือแพทย์ และเครื่องสำอางของจีน เปิดตัวโครงการนำร่องการใช้ป้ายอิเล็กทรอนิกส์สำหรับเครื่องสำอางนำเข้าในนครเซี่ยงไฮ้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้การตรวจสอบและติดตามข้อมูลการนำเข้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ปัจจุบันจีนถือเป็นตลาดบริโภคเครื่องสำอางอันดับหนึ่งของโลก ในปี 2568 มูลค่าการนำเข้าและส่งออกเครื่องสำอางรวมทั่วประเทศจีนอยู่ที่ 171,610 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 2.74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นมูลค่าการนำเข้า 115,690 ล้านหยวน และมูลค่าการส่งออก 55,920 ล้านหยวน การปรับปรุงระเบียบ ครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศมีเวลาเตรียมตัวและปรับตัวต่อกฎใหม่อย่างเพียงพอ พร้อมทั้งยกเลิกข้อกำหนดที่เป็นภาระ เช่น การจดทะเบียนผู้รับสินค้า การกำหนดสถานที่จัดเก็บ หรือข้อจำกัดเกี่ยวกับสถานที่ตรวจสอบสินค้า ซึ่งช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างยืดหยุ่นและลดต้นทุน
ภาคธุรกิจไทยมีโอกาสสำคัญจากมาตรการใหม่ที่เอื้อต่อการขยายตลาดสำหรับสินค้ากลุ่มออร์แกนิค เนื่องจากการปรับปรุงระเบียบครั้งนี้ สอดคล้องกับเทรนด์การบริโภคเครื่องสำอางของผู้บริโภคจีนที่เน้นความหลากหลายและความปลอดภัยผู้บริโภคจีนให้ความสำคัญกับคุณภาพและแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากไทยที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูงมีความได้เปรียบ ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ออร์แกนิก หรือผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมเฉพาะทาง เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบางและเครื่องสำอางจากสมุนไพรไทย การปรับปรุงกฎระเบียบ ยังสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการติดตามคุณภาพสินค้า ทำให้ไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคจีนได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้การลดข้อจำกัดและปรับระบบตรวจสอบให้ยืดหยุ่น ยังเปิดโอกาสให้ไทยเร่งพัฒนากลยุทธ์การตลาดเชิงรุก เช่น การร่วมมือกับผู้จัดจำหน่ายและแพลตฟอร์ม E-Commerce ชั้นนำของจีน การใช้ KOL และ Influencer ในการสร้างการรับรู้แบรนด์ และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเครื่องสำอางต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการไทยยังสามารถใช้โอกาสนี้ในการสร้างแบรนด์ที่มีเรื่องราวและภาพลักษณ์โดดเด่น ตอบโจทย์ผู้บริโภคจีนที่หันมาใส่ใจเรื่องความปลอดภัย คุณภาพ และความเป็นเอกลักษณ์ ของสินค้าได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย
มาตรการฯ ฉบับใหม่นี้ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่จีนเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมความปลอดภัยของเครื่องสำอางมากขึ้น ทั้งด้านการขึ้นทะเบียน การตรวจสอบคุณภาพ การควบคุมฉลากสินค้า และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่มีการส่งออกเครื่องสำอางไปยังประเทศจีนจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านเอกสาร มาตรฐานผลิตภัณฑ์ ระบบคุณภาพ และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของศุลกากรจีนอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธการนำเข้าหรือถูกระงับการค้าในอนาคต รวมถึงการปรับมาตรฐานโรงงานและจัดการข้อมูลดิจิทัลให้ตรงกับระบบตรวจสอบอัตโนมัติของจีน พร้อมระมัดระวังความถูกต้องของข้อมูล เพราะระบบตรวจสอบอัตโนมัติ หากข้อมูลไม่ตรงกับที่แจ้งต่อศุลกากรจีนแม้เพียงเล็กน้อย สินค้าอาจถูกระงับทันที นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทย ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องการส่งเสริมการขยายตลาดเครื่องสำอางไปจีน ควรเริ่มปรับตัวต่อกฎระเบียบใหม่ ตั้งแต่การจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ให้ครบถ้วน การวางระบบจัดการคุณภาพและติดตามสินค้าแบบดิจิทัล และการพัฒนากลยุทธ์การตลาดแบบ Multi-channel ที่ผสานทั้ง Online และ Offline เพื่อให้การเข้าสู่ตลาดจีนมีความมั่นคงและยั่งยืน นอกจากนี้ การติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการนำร่องป้ายอิเล็กทรอนิกส์ในนครเซี่ยงไฮ้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีและเอกสารให้สอดคล้องกับมาตรฐานจีนได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ การปรับปรุงกฎระเบียบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าจีนเปิดรับแบรนด์คุณภาพจากทั่วโลก โดยนโยบายใหม่นี้ ยังเอื้อต่อการเพิ่มความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย สร้างโอกาสเสริมห่วงโซ่อุปทานและนวัตกรรม ตั้งแต่การผลิต วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่สนับสนุนการตรวจสอบคุณภาพสินค้า สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ยกระดับไทยจากประเทศผู้ผลิตสู่ผู้สร้างแบรนด์ที่เข้มแข็งในตลาดโลก
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/wu7ztxe1r67xmai76f7d8rxz







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!