CEO ARTICLE
ป้าดาขอนแก่น
ทำอย่างไรสังคมจึงจะได้ประโยชน์จากกรณีป้าดาขอนแก่นครบด้าน ?
นาทีนี้ ข่าวป้าดาร้อนแรงจนกลบข่าวเศรษฐกิจ การเมือง และสงครามไปสิ้น
จากข่าวทำให้ทราบว่า ความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่าง ‘กลุ่มทายาทนายเฮียง’ ที่มีป้าดาเป็นแกนนำกับ ‘วัดป่าอดุลยาราม’ ขอนแก่นโดยมี 3 ประเด็น คือ
1. กลุ่มป้าดาเชื่อว่า ที่ดินทำเลทองเนื้อที่กว่า 21-26 ไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดติดกับรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่นยังเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทนายเฮียงเช่นเดิม
การเรียกร้องนี้ยืดเนื้อมานานกว่า 30 ปี แต่ก็ยังขอให้มีการตรวจสอบไม่จบสิ้น
2. การจัดตั้งวัดในอดีตเป็นไปด้วยความถูกต้องหรือไม่ กลุ่มป้าดาเชื่อว่า หากวัดจัดตั้งไม่ถูกต้องก็อาจทำให้ที่ดินที่นายเฮียงอุทิศที่ดินให้วัดในอดีตเป็นโมฆะ
3. พฤติกรรมของสงฆ์บางรูป หรือเด็กวัดบางคนไม่เหมาะสม อาจพัวพันสิ่งผิดกฎหมาย
ความขัดแย้งมีราว 3 ประเด็นข้างต้น
แต่ยืดเยื้อมานาน 30 กว่าปี และผ่านมาแล้วถึง 5 ศาลตามที่เป็นข่าว
ความโด่งดังจนเป็นข่าวมาจากความเชื่อของป้าดา และฝีปากในการตอบโต้
พิธีกรทุกรายการต่างยอมรับ ผู้ติดตามให้คะแนนป้าดาชนะทุกรายการ แม้นักกฎหมายออกมาให้ข้อมูลที่เป็นคุณต่อวัดจำนวนมาก แต่ป้าดาก็มีข้อมูลและเหตุผลโต้แย้งในแบบป้าดา
การโต้แย้งและการชี้แจงทางกฎหมายทำให้ผู้ติดตามได้ความรู้ 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
(1) การอุทิศที่ดินเพื่อประโยชน์สาธารณะ
การอุทิศเพื่อสร้างวัด หรือถวายเป็นที่ธรณีสงฆ์ให้ถือเป็นนิติกรรมที่ไม่มีแบบ
เมื่อเจ้าของที่ดินแสดงเจตนาอุทิศให้วัดแล้วโดยมีหลักฐานและพยานที่เชื่อถือได้ ในทางกฎหมาย ที่ดินนั้นจะตกเป็นของวัดทันทีโดยไม่จำเป็นต้องไปจดทะเบียนโอนอีกต่อไป
ดังนั้น ที่ดินที่ไม่ได้โอนเป็นชื่อวัดจึงเป็นธรณีสงฆ์ตามเจตนารมณ์และกฎหมายไปแล้ว
แต่กรณีที่เจ้าของเดิมยังไม่โอนอาจเกิดจากเจ้าของเดิม หรือทายาทประสงค์ให้เอกสารสิทธิ์ยังคงเป็นชื่อเจ้าของเดิมเพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ตนและครอบครัวผู้บริจาคก็ได้ ดังนั้น การที่นายเฮียงยังมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินของวัดจึงเป็นศิริมงคลของตัวนายเฮียง และครอบครัว
(2) เมื่อที่ดินที่เป็นของวัดตาม (1) ไปแล้ว
ที่ดินนั้นจะไม่สามารถเปลี่ยนให้แก่บุคคลอื่นได้ เว้นแต่จะมีการตราเป็นพระราชบัญญัติ ผ่านสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากมาก
2 ประเด็นข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งที่นักกฎหมายต่างออกมาให้ความรู้ และทำให้สังคมเกือบทั้งหมดเชื่อไปแล้วว่า ที่ดินเป็นของวัด 100% และไม่สามารถเรียกร้องคืนได้
แต่ป้าดาก็ยังเชื่อว่า ที่ดินยังเป็นของทายาทนายเฮียง และเรียกร้องคืนได้จนมีการต่อสู้เป็นคดีความไปแล้วถึง 5 ศาล แม้ป้าดาและพวกจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากคำตัดสินทั้ง 5 ศาล
แต่การยื่นต่อศาลถึง 5 ครั้งไม่ใช่จะยื่นกันง่าย ๆ มันต้องมีแง่มุมกฎหมายให้โต้แย้ง
ป้าดาไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่สามารถอธิบายแง่มุมกฎหมายที่ใช้โต้แย้งได้ชัดเจน แต่ทีมนักกฎหมายที่โต้แย้งทั้ง 5 ครั้ง และที่กำลังโต้แย้งครั้งที่ 6 ในปัจจุบันน่าจะรู้ดี
ดังนั้น หากทีมกฎหมายแต่ละครั้งจะออกมาให้แง่มุมกฎหมายที่เห็นต่าง และให้ความเห็นที่เป็นส่วนตัวในทางกฎหมายก็จะทำให้ผู้ติดตามได้มุมกฎหมายทั้ง 2 ด้านมากขึ้น
ป้าดาขอนแก่นกับการอุทิศที่ดินให้วัดเป็นกรณีศึกษาที่ดี เป็นความรู้ให้ทุกวัด และผู้มีจิตศรัทธาที่อยากอุทิศที่ดินให้วัดได้รู้วิธีการที่ถูกต้อง และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ความเห็นต่างด้านกฎหมายของทีมกฎหมยป้าดาจึงเป็นประโยชน์ต่อสังคมครบด้าน.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : August 18, 2026

Logistics
ญี่ปุ่นมีอัตราพึ่งพาตนเองด้านอาหารลดลงและเพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าให้แก่ไทย
ทางการญี่ปุ่นเปิดเผยว่าตัวเลขอัตราพึ่งพาตนเองด้านอาหารของประเทศในปีงบประมาณ 2568 ลดลงเหลือร้อยละ 37 จากร้อยละ 38 ในปีก่อน หน้าและต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลญี่ปุ่นที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 45 ภายในปี 2573 โดยมีสาเหตุสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค การบริโภคข้าวที่ลดลง ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงวัยของเกษตรกร การขาดแคลนแรงงานและผู้สืบทอดอาชีพเกษตรกรรม ตลอดจนข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูก ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ญี่ปุ่นยังคงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารและวัตถุดิบจากต่างประเทศในหลายประเภทมากขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศอย่างไรก็ดี สถานการณ์ดังกล่าวนับเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยในการขยายการส่งออกสินค้าอาหารเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพด้านการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหารที่หลากหลาย โดยเฉพาะอาหารทะเล เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์แปรรูป ผลไม้ อาหารพร้อมรับประทาน และผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ทั้งนี้ความต้องการสินค้าอาหารที่มีคุณภาพและสามารถจัดส่งได้อย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับแนวโน้มสังคมสูงวัยของญี่ปุ่นอาจส่งผลให้สินค้าอาหารที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ ความสะดวก และโภชนาการมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้น
ในส่วนของผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยคาดว่าจะเป็นผลในเชิงบวก โดยผู้ส่งออกไทยมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสินค้าอาหารที่ญี่ปุ่นมีข้อจำกัดด้านการผลิตภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเผชิญกับการแข่งขันจากประเทศผู้ส่งออกอาหารอื่น รวมถึงข้อกำหนดและมาตรฐานการนำเข้าของญี่ปุ่นที่มีความเข้มงวด ดังนั้น การรักษามาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าตลอดจนการสร้างความน่าเชื่อถือและความต่อเนื่องในการจัดส่งจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาตลาดในระยะยาว
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ/ผู้ประกอบการไทย
สถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสมากกว่าความเสี่ยงต่อผู้ส่งออกไทย เนื่องจากญี่ปุ่นมีข้อจำกัดในการผลิตอาหารภายในประเทศและยังต้องรักษาความมั่นคงของแหล่งจัดหาอาหารจากต่างประเทศ สำหรับไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการผลิตและแปรรูปอาหาร สามารถใช้โอกาสดังกล่าวขยายตลาดสินค้าอาหารไทยสู่ญี่ปุ่นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน อาหารทะเล ผลไม้ และผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ ไทยอาจใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ Japan – Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) เพื่อสร้างแต้มต่อจากการยกเว้นหรือลดภาษีนำเข้าในสินค้าหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์กุ้ง มะม่วง มังคุด ทุเรียน ผลิตภัณฑ์ไก่บางประเภท เป็นต้น
ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะของ สคต. (สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ)
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) มีความเห็นว่าการที่อัตราพึ่งพาตนเองด้านอาหารของญี่ปุ่นลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 37 สะท้อนถึงความจำเป็นเชิงโครงสร้างของญี่ปุ่นในการรักษาและกระจายแหล่งนำเข้าสินค้าอาหารจากต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยในการขยายการส่งออกสินค้าอาหารเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น สคต. จึงเห็นควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จาก JTEPA ควบคู่กับการเจาะตลาดในกลุ่มสินค้าที่สอดคล้องกับเทรนด์ความต้องการของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคญี่ปุ่น เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารพร้อมรับประทาน และอาหารที่เหมาะกับสังคมสูงวัย รวมถึงสร้างความร่วมมือกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายญี่ปุ่นเพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีความมั่นคงในระยะยาว
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทย
ผู้ประกอบการไทยควรใช้โอกาสจากความต้องการนำเข้าสินค้าอาหารของญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มและสอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคของชาวญี่ปุ่น เช่น อาหารแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน Functional Food และอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อสังคมสูงวัยและความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค นอกจากนี้ ควรยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของญี่ปุ่น โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหาร คุณภาพสินค้า และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคญี่ปุ่น
ในด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผู้ประกอบการควรใช้ประโยชน์จากความตกลง JTEPA เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและลดต้นทุนการนำเข้าสินค้า ขณะเดียวกันควรพัฒนาบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้าเป็นภาษาญี่ปุ่นให้ถูกต้องและเหมาะสมกับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ รวมถึงควรออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ใช้งานง่ายและมีข้อมูลโภชนาการที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องและความมั่นคงในการจัดส่งสินค้า โดยประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในญี่ปุ่น รวมถึงวางแผนการผลิตและบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามปริมาณและระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ควรติดตามนโยบายด้านความมั่นคงทางอาหารและการส่งเสริมการผลิตภายในประเทศของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าวอาจส่งผลต่อความต้องการนำเข้าและรูปแบบการแข่งขันในตลาดญี่ปุ่นในอนาคต ดังนั้น การปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์และการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและตรงตามความต้องการของตลาด จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาและขยายตลาดสินค้าอาหารไทยในญี่ปุ่นอย่างยั่งยืน
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/w2ez95ezbyeby7qcaymeayax







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!