CEO ARTICLE

สินค้ามาสโลว์

Published on August 11, 2026


Follow Us :

    

ทฤษฏีมาสโลว์สามารถนำมาสรรหาสินค้าเพื่อเริ่มต้นการค้าได้หรือไม่ ?

ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs) เป็นทฤษฏีที่มุ่งให้เข้าใจมนุษย์จะมีความต้องการที่พัฒนาเป็นลำดับขั้น เมื่อได้ขั้น 1 แล้วจะมุ่งไปสู่ขั้นที่สูงขึ้น
แต่ขณะเดียวกันก็สามารถนำมาสรรหาสินค้ามาสโลว์เพื่อเริ่มต้นการค้าได้ ดังนี้
1. ด้านกายภาพ (Physiological Needs)
หากมองว่า กลุ่มลูกค้าอยู่ในลำดับความต้องการด้านกายภาพ สินค้าจะขายได้ดีส่วนใหญ่จะเป็นปัจจัย 4 ที่เป็นพื้นฐานการดำรงชีวิตคือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค
สินค้ามาสโลว์ของคนลำดับนี้จะเป็น อาหารสด อาหารแห้ง เนื้อสัตว์ ปลา พืช ผัก เสื้อผ้า ที่นอน หมอน มุ้ง ของใช้ในบ้านเรือน สมุนไพร ยารักษาโรคพื้นฐาน เป็นต้น
ข้อดีคือ สินค้าด้านกายภาพเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทุกคนมีความต้องการอยู่แล้ว ลูกค้าจึงมีอยู่ทั่วไป สินค้าจึงซื้อง่าย ขายคล่อง
ข้อเสียคือ คนที่คิดแบบนี้มีไปทั่ว มีมาก คนขายมีมาก คู่แข่งก็มีมากเป็นเงาตามตัว ราคาสินค้าจึงไม่สูง และได้กำไรไม่มาก
2. ความปลอดภัย (Safety Needs)
หากกลุ่มลูกค้าอยู่ในลำดับความต้องการด้านความปลอดภัย สินค้าจะขายได้ดีส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มปัจจัย 4 เหมือนลำดับที่ 1 แต่มีองค์ประกอบมากขึ้น เช่น ต้องมีความสะอาดมากขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้น มีความสะดวกมากขึ้น หรือมีอุปกรณ์เสริมมากขึ้น
สินค้ามาสโลว์ของคนลำดับนี้จะเป็น เนื้อสัตว์ที่สด พืชที่สะอาด อาหารที่มีความปลอดภัย ที่อยู่อาศัยมั่นคง แข็งแรง เครื่องนุ่งหุ่มที่อบอุ่นมากขึ้น ของใช้ในบ้านเรือนที่มีคุณภาพ ยารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพ แร่ เหล็ก ยาง พลาสติก เครื่องมือ และอุปกรณ์ความปลอดภัย หรือสิ่งที่ใช้ป้องกันตัว เป็นต้น
ข้อดีคือ ลูกค้าเป็นกลุ่มที่พอจะมีเงิน ราคาสินค้าจึงสูงขึ้นได้บ้างขึ้นอยู่กับความปลอดภัยที่ไปสนองความต้องการของลูกค้าได้
ข้อเสียคือ คู่แข่งแม้จะไม่มากเท่าสินค้าด้านกายภาพ แต่ก็มีมาก ราคาสินค้าจึงไม่สูงมาก และกำไรก็ไม่สูงมากตามไปด้วย
3. ความเป็นเจ้าของ (Love and Belonging Needs)
หากกลุ่มลูกค้าอยู่ในลำดับชอบความเป็นเจ้าของ สินค้ามาสโลว์จะเป็นพวกที่แสดงความรัก ความสัมพันธ์ อาหารบำรุงสุขภาพ สบู่หอม เครื่องประดับ ภาพวาด กระเป๋าถือมีระดับ สัตว์เลี้ยงที่มีระดับ อาหารสัตว์ ดอกไม้สวยงาม สินค้าต่าง ๆ นานาที่สื่อความรัก ความผูกพัน เป็นต้น
ข้อดีคือ สินค้าเป็นไปตามอารมณ์ของลูกค้า ราคาสินค้าจึงขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของลูกค้า สามารถตั้งได้สูงขึ้นตราบเท่าที่สินค้าสามารถตอบสนองอารมณ์ของลูกค้าได้ กำไรจึงสูงขึ้น
ข้อเสียคือ อารมณ์ของลูกค้าเปลี่ยนแปลงได้เร็ว อาจเปลี่ยนไปซื้อสินค้าจากคู่แข่งได้ง่าย
4. ความเคารพนับถือ (Esteem Needs)
หากกลุ่มลูกค้าอยู่ในลำดับที่ชอบการได้รับความเคารพนับถือ สินค้ามาสโลว์จะเป็นพวกทำให้เกิดการกระตุ้นเพื่อตอบสนอง เช่น รถยนต์ รถจักยานยนต์ เพชร กระเป๋าถือที่มีแบรนด์เนม เครื่องประดับที่หรูของใช้ส่วนตัวหรือบ้านเรือนที่มีชื่อเสียง ของมีค่า มีราคาสูง สินค้าแสดงถึงระดับการศึกษา ความสำเร็จ ความเหนือกว่า เป็นต้น
ข้อดีคือ ราคาสินค้าขายได้สูง กำไรมาก คนขายคลุกคลีอยู่กับคนระดับสูงขึ้นจึงเป็นที่ยอมรับมากขึ้น และได้รับความเคารพนับถือตามสินค้าที่ขายไปด้วย
ข้อเสียคือ คนซื้อน้อย การค้าขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ทำให้การขายยากขึ้น
5. สูงสุดในชีวิต (Self Actualization Needs)
หากกลุ่มลูกค้าอยู่ในลำดับที่ชอบความเป็นสูงสุดในชีวิต สินค้ามาสโลว์จะเป็นพวกบ้านหรูหรา ใหญ่โต รถยนต์หรูที่มีราคาแพงมาก อาหารเลิศหรู เสื้อผ้ามียี่ห้อดัง ๆ เป็นที่รู้จัก ของใช้ต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงสูงสุด มีราคาแพงสุด เครื่องเพชร เครื่องระดับ ศิลปกรรม ของสะสม เป็นต้น
ข้อดีคือ สินค้ามีราคาสูงมาก กำไรมาก และคนขายก็เป็นที่ยอมรับมากที่สุด
ข้อเสียคือ คนซื้อน้อยมาก สินค้าต้องมีคุณภาพจริง ๆ

คนที่มีสินค้าเพื่อการค้าอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องพิจาณาสินค้ามาสโลว์
แต่ถ้าไม่มีสินค้าของตนเอง การพิจารณาสินค้าจากทฤษฏีมาสโลว์จะเป็นทางเลือกสินค้าให้เหมาะกับลำดับความต้องการของลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเพื่อตอบสนองได้งาย
การค้าที่ดีควรเริ่มจากสินค้าที่ลูกค้าจะซื้อต้องการ ไม่ใช่สินค้าที่ผู้ขายต้องการจะขาย.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : August 11, 2026

Logistics

อินเดียสร้างประวัติศาสตร์ เปิดใช้รถไฟพลังงานไฮโดรเจนขบวนแรกของประเทศ

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้เป็นประธานเปิดตัวรถไฟพลังงานไฮโดรเจนขบวนแรกของอินเดีย ณ สถานีรถไฟจินด์ (Jind) รัฐหรยาณา ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคมนาคมขนส่งที่สะอาดและยั่งยืนและสนับสนุนเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี 2070 รถไฟดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Cell) โดยปล่อยเพียงไอน้ำอันเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตพลังงาน รวมทั้งสามารถขจัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและมลพิษที่เกิดจากหัวรถจักรดีเซลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการนี้สอดคล้องกับพันธกรณีของอินเดียในการบรรลุ ความเป็นกลางทางคาร์บอนสุทธิ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2070 และเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจไฮโดรเจนสีเขียวแห่งชาติ (National Green Hydrogen Mission) ซึ่งมีเป้าหมายผลักดันให้อินเดียก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางระดับโลกด้านการผลิตและการใช้ประโยชน์จากไฮโดรเจนสีเขียว นอกจากนี้ โครงการยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของการรถไฟอินเดียในการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของระบบขนส่งทางราง
นอกเหนือจากการเปิดตัวรถไฟพลังงานไฮโดรเจนขบวนแรกแล้ว รัฐบาลอินเดียยังเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen Ecosystem) อย่างครบวงจร ภายใต้ National Green Hydrogen Mission โดยตั้งเป้าผลิตไฮโดรเจนสีเขียว ไม่น้อยกว่า 5 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) พร้อมดึงดูดเงินลงทุนกว่า 8 ล้านล้านรูปี (ประมาณ 92,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สร้างการจ้างงานกว่า 600,000 ตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 50 ล้านตันต่อปี ขณะเดียวกันยังคาดว่าจะช่วยลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านรูปีต่อปี (10.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี) ภายในปี 2573 ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของอินเดียในการสร้างอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว
ข้อมูลเพิ่มเติม
1.    ด้านระบบราง รถไฟพลังงานไฮโดรเจนของอินเดียได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีภายในประเทศ (Indigenous Technology) ภายใต้นโยบาย Make in India โดยเป็นรถไฟขนาด 10 โบกี้ รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 2,600 คน ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนกำลัง 1,200 กิโลวัตต์ต่อหัวขับ และให้บริการบนเส้นทาง Jind–Sonipat ระยะทางประมาณ 89–90 กิโลเมตร ในรัฐหรยาณา พร้อมจัดตั้งสถานีเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเฉพาะแห่งแรกของการรถไฟอินเดีย เพื่อทดสอบความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานก่อนการขยายผลในอนาคต ทั้งนี้ อินเดียยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของโลกที่สามารถพัฒนาและนำรถไฟพลังงานไฮโดรเจนมาใช้งานจริง ร่วมกับเยอรมนี ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา
2.    ความก้าวหน้าดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลอินเดียในการยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และห่วง
โซ่อุปทาน โดยกระทรวงพาณิชย์อินเดียยืนยันว่าจะเร่งลดข้อจำกัดด้านการขนส่งและเพิ่มการเข้าถึงตลาดสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงระบบขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Logistics) และการยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่ความเย็น เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และสนับสนุนการขยายการส่งออกของอินเดีย ซึ่งการพัฒนาระบบรางพลังงานสะอาดจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการลดต้นทุนพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการขนส่ง ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์โดยรวมของประเทศ
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย
1. การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของอินเดีย: โดยการนำรถไฟพลังงานไฮโดรเจนมาใช้จะช่วยลดการพึ่งพาหัวรถจักรดีเซลและการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง สนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2070 และสอดคล้องกับ National Green Hydrogen Mission ซึ่งตั้งเป้าผลิตไฮโดรเจนสีเขียว 5 ล้านตันต่อปีภายในปี 2573 (2030) พร้อมดึงดูดเงินลงทุนกว่า 8 ล้านล้านรูปี (ประมาณ 92,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สร้างการจ้างงานกว่า 600,000 ตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 50 ล้านตันต่อปี
2. การยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมระบบรางและเทคโนโลยีขั้นสูง: โดยการพัฒนารถไฟพลังงานไฮโดรเจนจะกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเซลล์เชื้อเพลิง ถังเก็บไฮโดรเจน วัสดุวิศวกรรม และระบบรางภายในประเทศ ภายใต้นโยบาย Make in India ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) แม้ว่าอุสาหกรรมจะยังเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนการผลิตที่สูง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการจัดเก็บและเติมเชื้อเพลิง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการใช้งานในระดับเชิงพาณิชย์ในอนาคต
3. โครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจนยังอยู่ในระยะเริ่มต้น: แม้อินเดียตั้งเป้าผลิตไฮโดรเจนสีเขียว 5 ล้านตันต่อปีภายในปี 2573 (2030) แต่เครือข่ายการผลิต การขนส่ง และสถานีเติมเชื้อเพลิงยังมีจำนวนจำกัด ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดต่อการขยายการใช้รถไฟพลังงานไฮโดรเจนในระดับเชิงพาณิชย์ทั่วประเทศในระยะสั้น อีกทั้งการลดต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการในอนาคต
ข้อคิดเห็น
1.การเปิดตัวรถไฟพลังงานไฮโดรเจนสายแรกของอินเดียบนเส้นทางจินด์–โซนิพัต (Jind–Sonipat) ถือเป็นหมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งทางรางของประเทศ ในเชิงวิชาการ โครงการนำร่องรถไฟขนาด 10 โบกี้ ขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้ารวม 2,400 kW พร้อมระบบกักเก็บไฮโดรเจนความดันสูง (350–500 bar) ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต เป็นผลลัพธ์จากการบูรณาการระหว่างนโยบาย National Green Hydrogen Mission และแนวคิดการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศ (Atmanirbhar Bharat) การปรับใช้ไฮโดรเจนในเส้นทางรางที่ไม่ได้ติดตั้งสายไฟฟ้าแรงสูง (Non-electrified routes) ช่วยลดภาระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้า และช่วยทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ในระยะสั้นจะยังมีความท้าทายด้านต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนเขียว (Levelized Cost of Hydrogen: LCOH) และประสิทธิภาพเชิงความร้อนของวงจรพลังงาน แต่การจัดตั้งศูนย์กักเก็บและจ่ายพลังงานไฮโดรเจนแห่งแรก ณ เมืองจินด์ เปรียบเสมือนการสร้างพื้นที่ทดสอบจริง (Living Lab) เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและพัฒนาระบบนิเวศเทคโนโลยีสะอาดให้แก่อุตสาหกรรมรางในระดับภูมิภาค
 2. จากพลวัตการขยายตัวของอุตสาหกรรมไฮโดรเจนในอินเดีย ซึ่งมีเป้าหมายผลิตไฮโดรเจนเขียวให้ได้ 5 ล้านตันต่อปีภายในปี 2030 ผู้ประกอบการไทยในภาคพลังงาน วัสดุศาสตร์ และชิ้นส่วนยานยนต์ขั้นสูง อาจพิจารณาโอกาสทางธุรกิจในมิติที่สำคัญ ได้แก่ การเข้าร่วมสู่ห่วงโซ่อุปทานส่วนประกอบ (Tier-2/Tier-3 Suppliers) เช่น ถังกักเก็บไฮโดรเจนคอมโพสิตความดันสูง ระบบจัดการความร้อน และระบบเซนเซอร์ตรวจจับความปลอดภัย ซึ่งเป็นสาขาที่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีศักยภาพการผลิตระดับสากล นอกจากนั้น การร่วมทุน (Joint Venture) กับพันธมิตรอินเดียในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการผลิตและสถานีเติมไฮโดรเจนเขียว โดยอาศัยสิทธิประโยชน์จากมาตรการ PLI Scheme ของรัฐบาลอินเดีย ซึ่งจะช่วยให้ภาคเอกชนไทยสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้อย่างยั่งยืน
0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *