CEO ARTICLE
พลังพลเมือง
พลังพลเมืองกำลังจะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนไปทางใด ?
ประชาชน ราษฎร ประชากร และพลเมือง ทั้ง 4 คำ หมายถึง คนจำนวนมากของประเทศ หรือของสังคมเหมือนกัน แต่เมื่อเป็นคำต่างกัน ความหมายย่อมต่างกัน
“ประชาชน” (People) หมายถึง คนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในสังคมหนึ่ง จะเป็นใครก็ได้ไม่เฉพาะเจาะจง เป็นทหาร ตำรวจ ครู เด็กนักเรียน พ่อค้า แม่ค้า คนทำงาน คนพิการ ไม่ระบุเพศ วัย ไม่ระบุอัตลักษณ์ ไม่เกี่ยวกับอาชีพ ไม่เกี่ยวกับสิทธิ และไม่เกี่ยวกับหน้าที่ ทุกคนเป็นประชาชนเหมือนกัน
“ราษฎร” (People) ภาษาอังกฤษใช้คำเดียวกับ “ประชาชน” จึงมีความหมายเดียวกัน
แต่ราษฎรเป็นคำเฉพาะที่ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับราษฎรที่อยู่ในปกครอง เช่น กษัตริย์ออกเยี่ยมราษฎร ไม่ใช้คำว่าประชาชน หรือการเลือกตั้งผู้แทนเพื่อทำหน้าที่บริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข งานผู้แทนต้องเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจึงเรียกว่า “ผู้แทนราษฎร” เป็นต้น
ผู้แทนราษฎรจึงเป็นผู้ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับราษฎร
“ประชากร” (Population) หมายถึง จำนวนคนทั่วไป ใช้เฉพาะเรื่องจำนวน เช่น การสำรวจจำนวนประชากรเพื่อจัดทำสถิติ หรือการสำรวจสำมโนประชากร เป็นต้น
“พลเมือง” (Citizen) หมายถึง กลุ่มคนที่มีสิทธิและหน้าที่ปกป้องประเทศ เป็นกำลังสำคัญของประเทศทั้งทางเศรษฐกิจ ทหาร และอำนาจการต่อรองกับประเทศอื่น เช่น สิทธิในการเลือกตั้ง หน้าที่ในการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นผู้ยึดกติกาสังคม หน้าที่ในการปกป้องประเทศชาติ และมีเสรีภาพในด้านต่าง ๆ ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ
ในการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ตอนแรกฉบับ ดร. บวรศักด์ อุวรรณโณ มีความพยายามที่จะใช้คำว่า “พลเมือง” เพื่อให้เป็นเจ้าของประเทศ ให้เป็นใหญ่ ให้ฉลาด ให้รู้ทัน ไม่ให้นักการเมืองมาซื้อเสียงได้ง่าย ไม่ตกเป็นเครื่องมือยึดอำนาจ ให้มีเสรีภาพ และให้นักการเมืองเป็นผู้รับใช้พลเมือง
แต่หากยังสร้างวัฒนธรรมการเมืองให้พลเมืองเป็นใหญ่จริงไม่ได้ก็จะเกิด “พลเมืองชั้น 2” เท่านั้น (https://www.bangkokbiznews.com/blogs/columnist/109575)
ความพยายามในตอนแรกล้มเหลว มีการเปลี่ยนคณะผู้ร่างฯ คำว่า “ปวงชนชาวไทย” ถูกใช้แทนที่โดยภาษาอังกฤษใช้คำว่า “People” ที่มีความหมายเหมือนประชาชนและราษฎร แต่ให้มีอำนาจ สิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพในรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับ “พลเมือง” ตามคณะร่างฯ ตอนแรก
คำว่า “พลเมืองชั้น 2” น่าจะเปรียบเปรยกับคนที่มีสิทธิ หน้าที่ แต่ใช้เสรีภาพโดยถูกชักจูง
ประชาชนใช้กับคนทั่วไป ราษฎรใช้เฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ประชากรใช้กับจำนวน พลเมืองใช้กับคนที่มีสิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพ และปวงชนชาวไทยใช้ในรัฐธรรมนูญ
พลเมืองจึงเป็นกลุ่มที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงประเทศได้มากที่สุด
การเลือกตั้ง 2566 พลเมืองได้แสดงพลังโดยการเลือก ส.ส. จากพรรคเพื่อไทยและก้าวไกลรวมกันถึง 292 คนจากทั้งหมด 500 คน และส่งพรรคเพื่อไทยให้กล้าผสมข้ามขั้ว ข้ามความขัดแย้ง คล้ายมีข้อตกลงลับ คล้ายมีวาระซ่อนเร้น และคล้ายไม่สนใจความสง่างามในการจัดตั้งรัฐบาล
ยิ่งไปกว่านั้น พลังพลเมืองครั้งนี้ยังทำให้คุณทักษิณ ชินวัตรที่หนีคดีไปอยู่ต่างประเทศราว 17 ปี ยอมกลับมารับผิด ยอมรับโทษ ได้รับการลดโทษแต่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลไม่กี่เดือนก็ได้พักโทษโดยไม่เคยเข้าคุกจริง คล้ายไม่สนใจเสียงวิจารณ์ และความสง่างามใด ๆ
หากไม่มีพลังพลเมืองผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ รัฐบาลข้ามขั้วและการไม่เข้าคุกจริงคงเกิดขึ้นได้ยาก พลังพลเมืองจึงเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ เป็นพลังที่จะเปลี่ยนประเทศไปทางใดก็ได้
ครั้งนี้ ไม่มีนักวิชาการใหญ่ ๆ ออกมาพูดชัด ๆ และดัง ๆ ว่า “สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด” และความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจาก “พลังพลเมืองชั้น 1” ที่ฉลาดและรู้ทันจริง หรือเกิดจาก “พลังพลเมืองชั้น 2” ที่ใช้เสรีภาพโดยถูกชักจูงกันแน่
แต่สิ่งที่พอจะเห็นได้คือ เมื่อใดนักการเมืองมีวาระซ่อนเร้น มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีเจตนาทำผิดให้เป็นถูก แก้กฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตน และมีพฤติกรรมสร้างมาตรฐานจริยธรรรมที่ผิดเพี้ยน เมื่อนั้น พลเมืองที่ร่วมเป็นพลังมักถูกชักจูงให้เป็น “พลเมืองชั้น 2”
แม้จะมีสิทธิ มีหน้าที่ และมีเสรีภาพ แต่ก็เป็นได้แค่ “พลเมืองชั้น 2” ที่ถูกชักจูงง่าย ๆ
วันนี้ ประเทศไทยเปลี่ยนมาถึงจุดนี้ ในอนาคตพลังพลเมืองกำลังจะเปลี่ยนประเทศไทยไปถึงจุดใดก็เป็นเรื่องเกินคาดเดา เว้นแต่รัฐบาลจะทำให้เด็กนักเรียนเข้าใจวิชา “หน้าที่พลเมือง” ที่แท้จริงและถูกต้อง ปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทยที่เป็นแก่นของประเทศ ทำให้คนส่วนใหญ่ฉลาด รู้ทัน เป็นเจ้านายนักการเมือง เป็นเจ้าของประเทศ และเป็น “พลเมืองชั้น 1” เพื่อแสดงพลังพาประเทศไปในทิศทางที่มีหลักการและเหตุผลได้เท่านั้น
หากทำไม่ได้ ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะใช้คำว่า ประชาชน พลเมือง หรือปวงชนชาวไทย คนไทยที่ไม่รู้หน้าที่พลเมืองก็จะเป็นเพียง “พลังพลเมืองชั้น 2” ที่มีสิทธิ มีหน้าที่ แต่ใช้เสรีภาพพาประเทศไปในทิศทางที่ผู้ได้อำนาจต้องการเท่านั้น.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
for Home and Health,
please visit https://www.inno-home.com
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : March 19, 2024

Logistics
สายการเดินเรือ MSC ทุ่มทุนพัฒนาคลังสินค้าห้องเย็นที่แอฟริกาใต้
สายการเดินเรือ MSC (หรือ Mediterranean Shipping Company) ได้ลงทุน 350 ล้านแรนด์ (ประมาณ 665 ล้านบาท) เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคลังสินค้าห้องเย็นที่ สามารถรองรับสินค้าได้มากถึง 10,000 พาเลท
กัปตัน Salvatore Sarno ประธาน MSC สาขาแอฟริกาใต้ และคุณ Nomusa Dube-Ncube ผู้ว่าราชการจังหวัดควาซูลู-นาทาล ได้เข้าร่วมพิธีเปิดคลังสินค้าห้องเย็น เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567 ณ เมืองเดอร์บัน จังหวัดควาซูลู-นาทาล (KwaZulu-Natal) โดยคลังสินค้าห้องเย็นดังกล่าวบริหารจัดการโดย Medlog จากสวิสเซอร์แลนด์ (ทีมโลจิสติกส์ของ MSC) ซึ่งมีชื่อเสียงในยุโรป แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในแอฟริกาใต้
แอฟริกาใต้เป็น จุดเชื่อมโยงพิเศษสำหรับ MSC เนื่องจากเมื่อปี 2514 เรือ MSC ลำแรกได้เข้าเทียบท่าเรือเดอร์บัน และตลอด 50 ปีที่ผ่านมา MSC ได้ลงทุนมหาศาลในแอฟริกาใต้ อาทิ สำนักงาน คลังสินค้า ล่าสุดเมื่อปี 2566 MSC กับผู้ร่วมทุนได้เปิดตัวท่าเรือโดยสารเนลสัน เมนเดล่า (Nelson Mandela passenger terminal) ที่ท่าเรือเดอร์บัน ปัจจุบัน MSC เป็นสายการเดินเรือใหญ่อันดับต้นของโลก บริหารจัดการเรือกว่า 800 ลำ 300 เส้นทาง เชื่อมโยงท่าเรือต่างๆกว่า 520 แห่ง ของ 150 ประเทศ
การลงทุนพัฒนาคลังสินค้าห้องเย็น เพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเชนของสินค้าที่ต้องการรักษาอุณภูมิ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจให้แก่เมืองเดอร์บันอีกด้วย
คุณ Justin Chadwick ผู้บริหารสมาคมผู้ปลูกส้มแห่งแอฟริกาใต้คาดว่าการส่งออกส้มจะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยปี 2568 คาดว่าจะมีการส่งออกส้มมากถึง 200 ล้านกล่อง ดังนั้นการมีเปิดตัวคลังสินค้าห้องเย็นจะช่วยรักษาคุณภาพของส้มที่จะส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า
ความเห็น สคต. : ปี 2566 ท่าเรือเดอร์บัน มีประมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่ามากที่สุดในแอฟริกาใต้ (2.54 ล้านทีอียู) รองลงมาคือ ท่าเรือเคปทาวน์ (0.77 ล้านทีอียู) เมื่อปี 2566 ธนาคารโลกได้เปิดเผยรายงานประสิทธิภาพท่าเรือคอนเทนเนอร์ประจำปี 2565 (The Container Port Performance Index 2022) ปรากฏว่า ท่าเรือเดอร์บัน และเคปทาวน์ ถูกจัดอันดับ ที่ 341 และ 344 ตามลำดับ (จากจำนวนทั้งหมด 348 ท่าเรือ โดยท่าเรือ Yangshan ที่เซี่ยงไฮ้ อันดับที่ 1 ท่าเรือ Tanjung Pelepas มาเลเซีย อันดับที่ 6 ท่าเรือสิงคโปร์ อันดับที่ 18 ท่าเรือแหลมฉบัง อันดับที่ 27) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ท่าเรือเดอร์บันและท่าเรือเคปทาวน์จำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ ดังนั้น การเพิ่มคลังสินค้าห้องเย็นที่ท่าเรือเดอร์บันโดยสายการเดินเรือ MSC จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยรักษาคุณภาพของสินค้านำเข้าและส่งออกที่เน่าเสียง่ายซึ่งต้องการรักษาอุณภูมิ
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/166071








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!