CEO ARTICLE
ทำไม่ได้
การพูดว่า “ทำไม่ได้” จนเป็นนิสัยส่งผลต่อผู้พูดอย่างไร ?
โลกนี้มีเรื่องมากมายที่เป็นปัญหา และยุ่งยากจนทำไม่ได้จริง ๆ
เรื่องที่คนผู้หนึ่งสรุปว่าทำไม่ได้ แต่คนอีกผู้หนึ่งกลับทำได้ก็มีให้เห็นมากมาย การสรุปด้วยความรวดเร็วโดยไม่ไตร่ตรองว่า “ทำไม่ได้” จึงไม่ได้หมายความว่า คนอื่นจะทำไม่ได้ไปด้วย รวมถึงการพูดคำปฏิเสธอื่น ๆ ด้วยความรวดเร็ว เช่นคำว่า “ไม่มีคน ไม่มีเงิน ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้ ไม่มีเวลา ทำไม่ทัน หารถไม่ได้ หาเรือ หรือหา Supplier ไม่ได้” เป็นต้น
การพูด “ทำไม่ได้” และคำปฏิเสธอื่นจนติดเป็นนิสัยจึงส่งผลลบต่อผู้พูด ดังนี้
1. ลดทอนจิตใจ
ผู้พูดเป็นผู้ลดความมั่นใจตนเองลงไปเรื่อย ๆ จนขาดความมั่นใจได้ง่าย ปลูกฝังความกลัวที่จะล้มเหลวในจิตใจตนเอง ไม่กล้าเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ นำไปสู่ความเครียด และการขาดพลังใจ
2. ปิดกั้นการพัฒนา
ผู้พูดจะสูญเสียโอกาสเข้าหาผู้รู้จริง ผู้มีประสบการณ์ตรง เสียการพัฒนาตนเองเรื่อย ๆ ปิดกั้นการเรียนรู้ ปิดกั้นการเติบโต และฝังกรอบความคิดที่ยึดติด (Fixed Mindset) ให้ตนเอง
3. เสียภาพลักษณ์
ผู้พูดกำลังสร้างภาพลักษณ์เชิงลบให้แก่ตนเอง ทำให้ลูกค้า ผู้จัดหา ผู้บริหารที่สูงกว่า ผู้ใต้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงานมองว่า ผู้พูดขาดความพยายาม ขาดความรับผิดชอบ ต้องมีคนสั่งจึงจะหาวิธีการทำให้ได้ ผู้พูดมีไลฟ์สไตล์และการทำงานในลักษณะเชิงรับ (Reactive)
การตั้งกฎให้กับตัวเองไม่พูดว่า “ทำไม่ได้” และคำปฏิเสธอื่นจะส่งผลบวกแทนที่ ดังนี้
1. เกิดวัฒนธรรมการปรึกษา
การห้ามพูด “ทำไม่ได้” ทำให้ผู้พูดต้องหยุดคิด หาวิธีการ เข้าหาผู้รู้จริง ผู้มีประสบการณ์ตรงจนกลายเป็นวัฒนธรรมการปรึกษาที่นำไปสู่การทำงานเป็นทีม และได้ความสำเร็จง่ายขึ้น
2. เกิดความรู้สึกที่ดีจากผู้ฟัง
หากผู้ฟังเป็นลูกค้าจะรู้สึกว่าตนเองสำคัญ หากผู้ฟังเป็นผู้บริหาร เป็นเพื่อนร่วมงานจะรู้สึกตนเองมีคุณค่า ได้สัมผัสกับความพยายามของผู้พูด แม้จะทำไม่ได้จริง ๆ แต่ความรู้สึกจะดีกว่า
3. เกิดแผนงานใหม่ให้เป็นทางเลือก
การปรึกษาทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันรอบด้านตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ได้เห็นมุมต่างที่ทำให้เกิดแผนงานใหม่ ทางเลือกใหม่ เกิดวิธีการ “ทำอย่างไรให้ได้” แทนคำว่า “ทำไม่ได้”
ตัวอย่างเช่น ลูกค้าต้องการเรือสินค้าภายในเดือนนี้แทนที่จะว่า “หาเรือไม่ได้” หากเปลี่ยนเป็นตอบว่า ภาวะสงครามที่เกิดขึ้น เรือสินค้าจึงให้บริการน้อยลง เรือเที่ยวต่อไปจากจีนที่จะจัดหาได้คือต้นเดือนหน้า คำตอบนี้แสดงว่ามีความพยายาม มีทางเลือก มีแผนใหม่ที่ให้ความรู้สึกดีกว่าการปฏิเสธโดยทันที แม้แผนใหม่จะไม่ตอบโจทย์ แต่ก็ทำให้ดูมีความเป็นมืออาชีพมากกว่า
คำว่า “ทำไม่ได้” กับ “ทำอย่างไรให้ได้” ด้วยแผนใหม่ให้เป็นทางเลือกจึงต่างกัน
4. เกิดการขับเคลื่อนด้วยเชิงรุก
การปรึกษา การสร้างแผนเพื่อทำอย่างไรให้ได้ และความพยายามเป็นที่ประจักษ์จะทำให้ผู้ฟังเห็นว่า องค์กรมีความเป็นมืออาชีพ และมีการขับเคลื่อนในเชิงรุก (Proactive)
ผลลบ 3 ข้อ และผลบวก 4 ข้อเป็นเพียงตัวอย่างที่ความจริงยังมีอีกมาก
แม้โลกนี้จะมีเรื่องที่เป็นปัญหาและยุ่งยากมาก (Pain Point) จนเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้จริง ๆ แต่การพูดว่า “ทำไม่ได้” หรือกล่าวปฏิเสธอื่น ๆ โดยทันทีกลับให้ผลลบมาก หากไม่พูด หากทุ่มเทใส่ความพยายามลงไปมาก ๆ เพื่อทำให้ได้ แม้จะไม่ได้จริง ๆ ก็ให้ผลบวกที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว
คำว่า “ทำไม่ได้” และ “ทำอย่างไรให้ได้” จึงต่างกัน และเป็นทางเลือกให้คนทำงานเลือกใช้ ใครคิดอย่างไร ทำอย่างไร และพูดอย่างไรก็ย่อมได้ผลอย่างนั้น.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : June 9, 2026

Logistics
เนเธอร์แลนด์ปรับเข้มมาตรฐานเซรามิกสัมผัสอาหาร
กระแสความตื่นตัวด้านความปลอดภัยของผู้บริโภคในสหภาพยุโรปกำลังขยายขอบเขตอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มุ่งเน้นการตรวจสอบความปลอดภัยของตัวสินค้าอาหารเป็นหลัก ในปัจจุบันได้ยกระดับมาสู่การควบคุมบรรจุภัณฑ์ ภาชนะ และของใช้ในครัวเรือนที่ต้องสัมผัสกับอาหารในชีวิตประจำวันอย่างเข้มงวด
ล่าสุดประเทศเนเธอร์แลนด์ประกาศปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เซรามิกที่ใช้สัมผัสอาหาร เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค โดยลดค่าการแพร่ของโลหะหนักสำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ ตะกั่วและแคดเมียม ให้เข้มงวดขึ้น เนื่องจากสารโลหะหนักทั้งสองชนิดนี้มักพบปนเปื้อนอยู่ในวัตถุดิบดินเหนียว สีเคลือบ หรือกระบวนการตกแต่งลวดลายบนสินค้าเซรามิกบางประเภท หากผลิตภัณฑ์เหล่านั้นไม่มีคุณภาพหรือผ่านกระบวนการผลิตที่ไม่สอดคล้องตามมาตรฐาน เมื่อนำไปบรรจุอาหารหรือเครื่องดื่ม โดยเฉพาะอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือมีความร้อนสูง สารตะกั่วและแคดเมียมก็อาจจะแพร่กระจายและเคลื่อนย้ายเข้าสู่อาหาร ก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้บริโภคในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการใช้งานซ้ำเป็นประจำในชีวิตประจำวัน เช่น จาน ชาม ถ้วย แก้วน้ำ หม้อเซรามิก โถเก็บอาหาร ตลอดจนภาชนะบรรจุขนาดใหญ่
จากรายงานของ SGS SafeGuardS เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุข สวัสดิการ และการกีฬา ของเนเธอร์แลนด์ ได้เผยแพร่กฎระเบียบแก้ไขเพิ่มเติมภายใต้กฎหมายว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภค (Warenwetregeling verpakkingen en gebruiksartikelen) เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เพื่อปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เซรามิกที่ใช้สัมผัสอาหารให้มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยการแก้ไขดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากมติของคณะกรรมการรัฐมนตรีเบเนลักซ์ว่าด้วยมาตรการคุ้มครองสำหรับผลิตภัณฑ์เซรามิกที่สัมผัสอาหาร ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก เพื่อแก้ปัญหาที่ข้อกำหนดกลางของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เซรามิกสัมผัสอาหารตาม Directive 84/500/EEC ถูกกำหนดมาเป็นเวลานาน ประกอบกับที่ผ่านมาได้มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสัมผัสสารตะกั่วและแคดเมียมจากผลิตภัณฑ์เซรามิก กลุ่มประเทศเบเนลักซ์จึงเห็นควรยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภค โดยกำหนดค่าการแพร่ของสารดังกล่าวให้เข้มงวดขึ้นภายในภูมิภาคก่อนที่จะมีการปรับปรุงกฎระเบียบในระดับสหภาพยุโรปต่อไปในอนาคต
สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบใหม่นี้ เนเธอร์แลนด์ได้จำแนกผลิตภัณฑ์เซรามิกที่ใช้สัมผัสอาหารออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะการใช้งานและความสามารถในการบรรจุอาหารหรือของเหลว พร้อมกำหนดค่าการแพร่สูงสุดของแคดเมียมและตะกั่ว ได้แก่
1. สินค้าที่ไม่สามารถบรรจุของเหลวได้ หรือภาชนะที่บรรจุของเหลวได้แต่มีความลึกภายในไม่เกิน 25 มิลลิเมตร กำหนดค่าการแพร่ของแคดเมียมไว้ไม่เกิน 4 ไมโครกรัมต่อตารางเดซิเมตร และตะกั่วไม่เกิน 6 ไมโครกรัมต่อตารางเดซิเมตร
2. ภาชนะเซรามิกที่สามารถบรรจุอาหารหรือของเหลวได้ เช่น ถ้วย ชาม แก้วน้ำ หรือภาชนะบรรจุทั่วไป ได้กำหนดค่าการแพร่ของแคดเมียมไม่เกิน 20 ไมโครกรัมต่อลิตร และตะกั่วไม่เกิน 30 ไมโครกรัมต่อลิตร
3. เครื่องครัว บรรจุภัณฑ์ และภาชนะสำหรับเก็บรักษาอาหารที่มีความจุมากกว่า 3 ลิตรขึ้นไป กำหนดค่าการแพร่ของแคดเมียมไม่เกิน 7 ไมโครกรัมต่อลิตร และตะกั่วไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อลิตร
นอกจากนี้ สำหรับผลิตภัณฑ์เซรามิกที่มีฝาปิดเซรามิกแยกต่างหาก กฎระเบียบใหม่กำหนดให้การประเมินค่าการแพร่ของสารตะกั่วและแคดเมียมพิจารณาจากตัวภาชนะเป็นหลัก โดยไม่รวมฝาปิดเซรามิก ทั้งนี้ กฎระเบียบยังเปิดโอกาสให้มีการประเมินผลการทดสอบเพิ่มเติมในบางกรณี หากผลิตภัณฑ์ที่นำมาทดสอบมีค่าการแพร่ของสารตะกั่วหรือแคดเมียมสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด แต่ไม่เกินร้อยละ 50 ของค่ามาตรฐาน ผู้ประกอบการสามารถนำผลิตภัณฑ์รุ่นเดียวกันที่มีรูปทรง ขนาด การตกแต่ง และชั้นเคลือบเหมือนกันมาทดสอบเพิ่มเติมอย่างน้อย 3 ชิ้นได้ โดยหากผลการทดสอบเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด และไม่มีตัวอย่างใดมีค่าเกินเกณฑ์มากกว่าร้อยละ 50 ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังอาจได้รับการพิจารณาว่าเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย
นอกเหนือจากการกำหนดค่ามาตรฐานใหม่ที่เข้มงวดขึ้นแล้ว กฎระเบียบฉบับนี้ยังให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบของผู้ประกอบการในการพิสูจน์ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ก่อนนำออกสู่ตลาด โดยผู้ประกอบการต้องสามารถแสดงให้เห็นว่าวัตถุดิบ สารเคลือบ และส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิตไม่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของตะกั่วและแคดเมียมในระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ในการประเมินความสอดคล้อง ผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลจากวัตถุดิบ เอกสารรับรองจากซัพพลายเออร์ ผลการทดสอบวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะใกล้เคียง รวมถึงข้อมูลจากกระบวนการควบคุมคุณภาพภายในโรงงานเป็นหลักฐานประกอบได้ ทั้งนี้ โรงงานควรมีระบบควบคุมคุณภาพที่เหมาะสม ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การควบคุมกระบวนการผลิต ไปจนถึงการป้องกันการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการผลิต ในกรณีที่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการอาจต้องจัดให้มีการทดสอบในห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และจัดเตรียมเอกสารทางเทคนิคหรือผลการทดสอบเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงความสอดคล้องต่อหน่วยงานกำกับดูแลเมื่อมีการร้องขอ
ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการบังคับใช้กฎระเบียบนี้ รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2569 พร้อมปรับปรุงรายละเอียดในร่างกฎหมายให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยกฎระเบียบฉบับใหม่นี้ได้เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป แต่เพื่อลดผลกระทบและช่วยให้ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีก มีเวลาในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและเตรียมความพร้อม ทางเนเธอร์แลนด์จึงกำหนดมาตรการเปลี่ยนผ่าน โดยอนุญาตให้สินค้าเซรามิกสัมผัสอาหารที่ผลิตหรือนำเข้าสอดคล้องตามกฎหมายเดิม ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และถูกนำเข้าสู่ตลาดก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2569 ยังคงสามารถวางจำหน่ายต่อไปได้จนกว่าสินค้าในคลังจะหมด
บทวิเคราะห์และความเห็น สคต.
ในระยะต่อไป ผู้ประกอบการไทยควรติดตามพัฒนาการของกฎระเบียบด้านวัสดุสัมผัสอาหารของสหภาพยุโรปอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศในยุโรปกำลังผลักดันการยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าอย่างต่อเนื่อง การเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐาน การควบคุมคุณภาพ และการจัดทำเอกสารประกอบที่ครบถ้วน จะช่วยลดความเสี่ยงทางการค้าและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคในตลาดยุโรปได้มากขึ้น
การยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าไทยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของตลาดยุโรปไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและอุปสรรคทางการค้า แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคในตลาดยุโรป ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การผสานจุดเด่นด้านการออกแบบและงานหัตถกรรมของไทยเข้ากับมาตรฐานการผลิตที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการขยายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเซรามิกไทยในตลาดยุโรปได้อย่างยั่งยืน
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/bbb46l7k5p70fxtro9920v2m







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!