CEO ARTICLE
ลูกจ้างกับอาชีพ
“ลูกจ้างอาชีพ” กับ “อาชีพลูกจ้าง” ต่างกันอย่างไร ?
“อาชีพ” กับ “ลูกจ้าง” เป็น 2 คำที่เข้าใจง่าย เมื่อนำมาผสมกันก็ยังเข้าใจง่าย
แต่พอนำมาสลับที่กันเป็น “ลูกจ้างอาชีพ” กับ “อาชีพลูกจ้าง” กลายเป็น 2 คำที่เข้าใจยาก จะให้ความหมายเหมือนกันก็ได้ หรือตีความหมายให้ต่างกันในเชิงปรัชญาก็ได้
1. ลูกจ้างอาชีพ
ภาษาไทยใช้คำนาม (Noun) นำหน้า คำคุณศัพท์ (Adjective) เพื่อขยายด้านหลัง
คำนี้มี “ลูกจ้าง” นำหน้าจึงหมายถึง “คนที่มุ่งมั่นความเป็นลูกจ้าง”
ในทางปรัชญาจึงหมายถึง คนทำงานที่มุ่งมั่นเงินเดือน หรือผลตอบแทนมาเป็นลำดับแรก หากจะใช้ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นก็ควรใช้คำว่า “Work for Salary”
ลูกจ้างอาชีพจะมีแนวคิด “Work-Life Balance” ชัดเจน ไม่ชอบถูกเอาเปรียบ จะยึดคำสั่ง ระเบียบ กฎหมาย และกรอบเวลาที่ชัดเจน คิดในกรอบ งานจบคือ “ตัดจบในแต่ละวัน”
คนประเภทนี้จะยึดมั่นงานในหน้าที่ ขั้นตอนการทำงาน มุ่งประสิทธิภาพเพื่อผลงานให้เป็นรายได้ที่ดีขึ้น เข้าอบรม เรียนรู้งานในหน้าที่ เติบโตตามสายงาน หากพบเรื่องที่แก้ไขไม่ได้จะตอบทันทีว่า “ทำไม่ได้” และมีลักษณะการทำงานเชิงรับ (Reactive) มากกว่า
2. อาชีพลูกจ้าง
คำนี้มี “อาชีพ” เป็นคำนามนำหน้าจึงหมายถึง “คนที่มุ่งมั่นอาชีพ”
ในทางปรัชญาจึงหมายถึง คนทำงานที่มุ่งมั่นความเป็นมืออาชีพมาเป็นลำดับแรก จะมองค่าตอบแทนเป็นสิ่งที่ตามมาจากอาชีพ ภาษาอังกฤษควรใช้คำว่า “Work to be Professional”
อาชีพลูกจ้างมีแนวคิด “Work-Life Balance” เช่นกัน แต่จะเป็นความสมดุลที่ต้องเกิดภายหลังความสำเร็จของงาน และคืนความสมดุลให้ในภายหลังในรูปแบบต่า่ง ๆ เช่น การพักผ่อน
คนประเภทนี้จะเข้าใจขั้นตอนการทำงาน เข้าใจคำสั่ง ระเบียบ กฎหมาย และกรอบเวลาที่กำหนด แต่ไม่ยึดติด คิดนอกกรอบเพื่อความสำเร็จของงานมาก่อน จะอบรม จะเรียนรู้งานเพื่อให้เข้าใจงานตั้งแต่ต้นน้ำที่เกิดก่อนหน้า งานกลางน้ำในหน้าที่ และงานปลายน้ำที่จะเกิดภายหลังเพื่อความเป็นมืออาชีพจนมีความรู้ลึก รู้กว้างเกินหน้าที่จนสามารถทำงานอื่นที่สูงกว่าได้ง่าย
อาชีพลูกจ้างจะแสดงความเป็นมืออาชีพได้ง่าย มีความรับผิดชอบสูง รู้สึกเป็นเจ้าของงานที่ต้องสำเร็จ เมื่อเจอปัญหา อุปสรรคที่ทำไม่ได้จะไม่ตอบทันทีว่า “ทำไม่ได้” แต่จะเข้าหาผู้รู้จริง ผู้มีประสบการณ์ตรง จะกล้าคิดนอกกรอบเพื่อหา “วิธีการทำอย่างไรให้ได้” เพื่อความสำเร็จ สามารถรับผิดชอบงานอื่นที่สูงขึ้นจนเป็นการพาตัวเองให้อยู่ในเชิงรุก (Proactive) มากกว่า
“ลูกจ้างอาชีพ” และ “อาชีพลูกจ้าง” เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนกัน เป็นผู้สร้างความเจริญก้าวหน้าต่อตนเองและครอบครัว สร้างความมั่นคงให้แก่สังคม และประเทศชาติเหมือนกัน
หากได้รับงานที่ท้าทาย หากสภาพแวดล้อมการทำงานเปลี่ยนไปตามต้องการ หรือหากได้รับมอบงานสำคัญ “ลูกจ้างอาชีพ” (Work for Salary) ก็อาจสลับเป็น “อาชีพลูกจ้าง” (Work to be Professional) ได้ ปรับรูปแบบ Work-Life Balance ให้ลงตัวได้ และมีความก้าวหน้าได้เช่นกัน
การสลับคำเพียงแค่คลิกเดียว ชีวิตการทำงานของคนก็เปลี่ยนง่าย ๆ ได้แล้ว
“ลูกจ้างอาชีพ” และ “อาชีพลูกจ้าง” จึงเป็นเพียงการเล่นคำสลับไปมาในทางปรัชญาเพื่อให้เกิดความคิดว่า คนที่มุ่งเงินเดือนย่อมได้เงินเดือน คนที่มุ่งอาชีพย่อมได้ความเป็นมืออาชีพ
“ใครที่มุ่งอะไรก็ได้อย่างนั้น” นับเป็น Mindset ที่สร้างความสำเร็จได้ง่าย.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : June 16, 2026

Logistics
เนเธอร์แลนด์ก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์โกโก้รายใหญ่ที่สุดของโลก
สำนักงานสถิติเนเธอร์แลนด์ (Statistics Netherlands: CBS) เปิดเผยว่า ในปี 2568 เนเธอร์แลนด์กลับขึ้นมาครองตำแหน่งผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์โกโก้รายใหญ่ที่สุดของโลกอีกครั้ง หลังจากเยอรมนีครองอันดับหนึ่งมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 โดยเนเธอร์แลนด์มีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์โกโก้รวมประมาณ 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าเยอรมนีซึ่งมีมูลค่าประมาณ 12,900 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยผลิตภัณฑ์โกโก้ที่รวมอยู่ในสถิติดังกล่าวประกอบด้วย โกโก้บัตเตอร์ ช็อกโกแลต โกโก้แมส ผงโกโก้ เมล็ดโกโก้ และเปลือกเมล็ดโกโก้
แม้เนเธอร์แลนด์และเยอรมนีจะเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์โกโก้รายใหญ่ของโลกเช่นเดียวกัน แต่โครงสร้างการส่งออกของทั้งสองประเทศแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยประมาณสองในสามของการส่งออกผลิตภัณฑ์โกโก้ของเยอรมนีเป็นช็อกโกแลตสำเร็จรูป ขณะที่การส่งออกของเนเธอร์แลนด์กว่าร้อยละ 75 เป็นผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป ได้แก่ โกโก้แมส โกโก้บัตเตอร์ และผงโกโก้ ส่วนช็อกโกแลตสำเร็จรูปมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 25 เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าเนเธอร์แลนด์มีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการแปรรูปวัตถุดิบโกโก้และผู้ผลิตส่วนประกอบหลักสำหรับอุตสาหกรรมช็อกโกแลตโลก ขณะที่เยอรมนีมีบทบาทเด่นในฐานะผู้ผลิตสินค้าปลายน้ำและช็อกโกแลตสำเร็จรูป
ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์โกโก้ของเนเธอร์แลนด์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2563 เป็น 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า ภายในระยะเวลาเพียงห้าปี โดย CBS ระบุว่าปัจจัยสำคัญมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาเมล็ดโกโก้ในตลาดโลก อันเป็นผลจากภาวะผลผลิตลดลงในหลายประเทศผู้ผลิตหลักในแอฟริกาตะวันตก เช่น ไอวอรีโคสต์ และกานา ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและปัญหาการเก็บเกี่ยวต่อเนื่องหลายปี ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบโกโก้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากและผลักดันมูลค่าการค้าทั่วโลกให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ความสำเร็จของเนเธอร์แลนด์ไม่ได้เกิดจากการเป็นประเทศผู้ผลิตโกโก้ แต่เกิดจากการเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโกโก้โลกในทุกมิติ ทั้งด้านการนำเข้า การเก็บรักษา การแปรรูป และการกระจายสินค้า โดยเฉพาะท่าเรืออัมสเตอร์ดัมซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นท่าเรือนำเข้าเมล็ดโกโก้ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ทำหน้าที่เป็นประตูหลักในการนำเข้าเมล็ดโกโก้จากประเทศผู้ผลิตในแอฟริกาตะวันตก ก่อนส่งต่อเข้าสู่ระบบคลังสินค้าและโรงงานแปรรูปในประเทศ ในปี 2568 เนเธอร์แลนด์นำเข้าโกโก้และของปรุงแต่งจากโกโก้ (พิกัดศุลกากร HS 18) มูลค่ารวม 12,845 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมากกว่าร้อยละ 54 เป็นการนำเข้าเมล็ดโกโก้ (HS 1801) ซึ่งสะท้อนบทบาทของประเทศในฐานะฐานการแปรรูปวัตถุดิบต้นน้ำของอุตสาหกรรมโกโก้โลก ทั้งนี้ เนเธอร์แลนด์ยังเป็นผู้นำเข้าเมล็ดโกโก้รายใหญ่ที่สุดของโลกในเชิงปริมาณอีกด้วย สำหรับแหล่งนำเข้าเมล็ดโกโก้หลักของเนเธอร์แลนด์ส่วนใหญ่มาจากประเทศผู้ผลิตในแอฟริกาตะวันตก ได้แก่ ไอวอรีโคสต์ กานา ไนจีเรีย แคเมอรูน และเอกวาดอร์ โดยเพียงไอวอรีโคสต์ประเทศเดียวมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 27 ของการนำเข้าโกโก้ทั้งหมดของเนเธอร์แลนด์ ขณะที่ประเทศคู่ค้าหลักด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์โกโก้ของเนเธอร์แลนด์ ได้แก่ เยอรมนี เบลเยียม ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมอาหารและช็อกโกแลตขนาดใหญ่
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เนเธอร์แลนด์สามารถรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมโกโก้โลกได้ คือ การมีคลัสเตอร์อุตสาหกรรมโกโก้ขนาดใหญ่ในเขต Zaanstreek ทางตอนเหนือของกรุงอัมสเตอร์ดัม ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมโกโก้ที่ใหญ่ที่สุดของโลก พื้นที่ดังกล่าวเชื่อมต่อโดยตรงกับท่าเรืออัมสเตอร์ดัม ทำให้สามารถดำเนินกิจกรรมตั้งแต่การนำเข้า การเก็บรักษา การบดและแปรรูปเมล็ดโกโก้ ไปจนถึงการส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีโรงงานแปรรูป ผู้ค้า และคลังสินค้าโกโก้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก
เนเธอร์แลนด์ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกำลังการแปรรูปโกโก้สูงที่สุดของโลก โดยกระบวนการสำคัญ คือการบดเมล็ดโกโก้ เพื่อผลิตโกโก้แมส โกโก้บัตเตอร์ และผงโกโก้ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมช็อกโกแลตทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ เนเธอร์แลนด์จึงไม่ได้ส่งออกช็อกโกแลตเป็นหลัก แต่ส่งออกวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปที่ใช้ในการผลิตช็อกโกแลตและผลิตภัณฑ์อาหารหลากหลายประเภท ประเทศผู้ผลิตช็อกโกแลตรายสำคัญของยุโรป เช่น เยอรมนี เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ และโปแลนด์ ต่างพึ่งพาวัตถุดิบโกโก้จากเนเธอร์แลนด์ในการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายทั้งในยุโรปและตลาดโลก
หากพิจารณาภาพรวมการค้าทั้งด้านการนำเข้าและการส่งออก จะพบว่าเนเธอร์แลนด์ไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์โกโก้รายใหญ่ที่สุดของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมูลค่าการค้าเมล็ดโกโก้และผลิตภัณฑ์โกโก้รวมสูงที่สุดของโลกอีกด้วย สะท้อนบทบาทของประเทศในฐานะ “Global Cocoa Hub” หรือศูนย์กลางการค้าและแปรรูปโกโก้ระดับโลก ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมช็อกโกแลตระหว่างประเทศ
นอกจากบทบาทในฐานะศูนย์กลางการค้าและการแปรรูปโกโก้โลกแล้ว เนเธอร์แลนด์ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานโกโก้อย่างยั่งยืนมากขึ้น โดยประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจในปัจจุบัน ได้แก่ การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มา (Traceability) การปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation: EUDR) รวมถึงมาตรฐานด้านความยั่งยืนและการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) ซึ่งกำลังเป็นเงื่อนไขสำคัญในการดำเนินธุรกิจโกโก้ในตลาดยุโรป
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาเมล็ดโกโก้ที่ปรับตัวสูงขึ้นจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกและการค้าของเนเธอร์แลนด์ในระยะสั้น แต่อุตสาหกรรมโกโก้และช็อกโกแลตของยุโรปยังคงเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของวัตถุดิบ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโกโก้โลกในระยะยาว
บทวิเคราะห์และความเห็น สคต.
สำหรับประเทศไทย แม้จะยังมีสัดส่วนการค้าในตลาดโกโก้ของเนเธอร์แลนด์อยู่ในระดับต่ำ โดยในปี 2568 เนเธอร์แลนด์นำเข้าโกโก้และผลิตภัณฑ์โกโก้จากไทยมูลค่าเพียง 193,628 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้ารวม 12.845 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังมีโอกาสขยายบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโกโก้ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเมล็ดโกโก้คุณภาพสูงที่มีแหล่งกำเนิดเฉพาะ (Single Origin) สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคและผู้ผลิตช็อกโกแลตในยุโรปที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความยั่งยืน และความโปร่งใสของแหล่งที่มา
ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมโกโก้ไทยยังสะท้อนให้เห็นจากความสำเร็จบนเวทีระดับโลก โดยในการประกาศผลรางวัล Cacao of Excellence Awards 2025 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ภายในงาน Chocoa Trade Fair ช่วง Amsterdam Cocoa Week 2025 ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ โกโก้จากประเทศไทยได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่ม “Best 50” ของโลก และสามารถคว้ารางวัลรวม 3 รางวัล ได้แก่ รางวัลเหรียญทองจาก Taluang Cocoa จังหวัดนครศรีธรรมราช และ TinTin Chocolate จังหวัดระนอง รวมทั้ง รางวัลเหรียญทองแดงจาก RaiGoNueng จังหวัดชุมพร ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงการพัฒนาคุณภาพโกโก้ไทยอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะแหล่งผลิตโกโก้คุณภาพสูงที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งในด้านเอกลักษณ์ของรสชาติ คุณภาพเมล็ดโกโก้ และกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน โดยโครงการ Cacao of Excellence ถือเป็นเวทีประกวดระดับนานาชาติที่จัดขึ้นทุกสองปี เพื่อค้นหาเมล็ดโกโก้คุณภาพเยี่ยมจากทั่วโลก ส่งเสริมความหลากหลายทางพันธุกรรม การพัฒนาคุณภาพ และโอกาสทางการตลาดที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ โดยในปี 2569 มีตัวอย่างโกโก้เข้าร่วมการประเมินจำนวน 191 ตัวอย่าง จาก 45 แหล่งกำเนิดทั่วโลก ก่อนคัดเลือกเป็นรายชื่อ “Best 50” และนำไปผลิตเป็นดาร์กช็อกโกแลตภายใต้มาตรฐานเดียวกันเพื่อพิจารณารางวัลเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง
ความสำเร็จของโกโก้ไทยในงานดังกล่าวช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่เมล็ดโกโก้ไทยในสายตาของผู้นำเข้า ผู้แปรรูป และผู้ผลิตช็อกโกแลตในยุโรป เป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพและคุณภาพของโกโก้ไทยในระดับสากล และสามารถนำไปใช้เป็นจุดขายสำคัญในการสร้างการรับรู้และขยายโอกาสทางการค้าในตลาดยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดโกโก้ไทย ซึ่งควรใช้จุดแข็งด้านคุณภาพ รสชาติ และเอกลักษณ์ของแหล่งผลิต ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานด้านความยั่งยืนและการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าสู่ตลาดพรีเมียมของยุโรปผ่านเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและการแปรรูปโกโก้ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/qgchsg1nqywudo4wuxg7bbp4







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!