CEO ARTICLE

ลาบูบู้

Published on December 31, 2024


Follow Us :

    

ปีใหม่ 2568 ควรซื้อลาบูบู้เป็นของขวัญหรือไม่ ?

ลาบูบู้ (Labubu) เป็นตุ๊กตา Art Toy ที่มีเป็นชุด เป็นซี่รี่ส์ (The Monster Series) มีหลายรุ่น หลายแบบให้เลือก ออกแบบโดยนักออกแบบชื่อดังชาวฮ่องกงชื่อ “คาซิง ลัง (Kasing Lung) 

ปกติ ลาบูบู้ดังอยู่แล้ว แต่ดังมากยิ่งขึ้นเมื่อลิซ่า (น.ส. ลลิษา มโนบาล) Soft Power ตัวจริง เสียงจริงของไทยนำลาบูบู้รุ่น “The Monsters Exciting Macaron” มาถ่ายรูปคู่ลงในอินสตาแกรม ลาบูบู้จึงมีราคาพุ่งสูงขึ้นจากหลักพันสู่หลักหมื่นบาท (ไทยรัฐออนไลน์ เผยแพร่ 27.04.67)

แม้จะมีราคาแพง แต่เด็กอนุบาล วัยรุ่น และผู้ใหญ่ของไทยที่นิยมการสะสมก็ยอมควักเงินซื้อ การซื้อลาบูบู้เป็นของขวัญปีใหม่ให้ถูกใจผู้รับกลุ่มสะสมจึงพออนุมานได้ว่าน่าจะถูกใจ

แต่ของขวัญปีใหม่ที่ถูกใจก็อาจวนเวียนกับความผิดทางกฎหมายโดยไม่มีใครรู้ก็ได้ 

กลางปี 2567 ที่ผ่านมา สมอ. (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) มีประกาศให้ตุ๊กตาของเล่นต้องมีใบอนุญาตนำเข้า ข่าวนี้มีคนรู้ไม่มาก ยิ่งหากไม่ใส่ใจก็ยิ่งไม่รู้  

ลาบูบู้เป็นตุ๊กตา เป็นของเล่น แน่นอนจึงต้องมีใบอนุญาตเพื่อการนำเข้าไปด้วย

ในข่าวยังแจ้งว่า ผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายภายในประเทศที่ไม่รู้ หากฝ่าฝืน นำลาบูบู้เข้ามาจำหน่ายโดยไม่มีใบอนุญาตจะมีโทษจำคุกถึง 6 เดือน ปรับ 5 แสนบาท 

ข่าวยังหวังดีแนะนำผู้ซื้อให้เลือกซื้อเฉพาะที่มีตรามาตรฐานของ สมอ. เท่านั้นเพื่อแสดงว่า  ลาบูบู้มีมาตรฐาน และได้รับการอนุญาตให้นำเข้าอย่างถูกต้อง 

คำแนะนำที่หวังดีอาจทำไม่ได้เพราะลาบูบู้ส่วนใหญ่ซื้อขายผ่านออนไลน์ ผู้ขายอาจไม่ใช่คนไทย อาจอยู่ต่างประเทศ ผู้ซื้อจึงขาดโอกาสตรวจสอบมาตรฐาน สมอ. หรืออาจตรวจไม่ได้ 

เมื่อตรวจไม่ได้ และไม่รู้ ผู้ซื้อจึงยังซื้อโดยไม่ใส่ใจตรา สมอ. ตามคำแนะนำ 

ลาบูบู้ยิ่งดัง คนยิ่งนิยมซื้อมาก ตามหลักเศรษฐศาสตร์ย่อมมีผู้นำเข้ามาจำหน่ายอย่างถูกและผิดกฎหมายมากขึ้นที่นำไปสู่การสุ่มตรวจ และการล่อซื้อจากผู้ขายที่ไม่มีใบอนุญาตนำเข้า 

สุดท้ายก็อาจเกิดการจับกุม หรืออาจลามไปสู่การจ่ายเงินใต้โต๊ะอันไม่พึงประสงค์ก็ได้

ทำไมต้องมีตรามาตรฐานของ สมอ. และต้องได้รับใบอนุญาตนำเข้า ?

ไม่แต่เพียงลาบูบู้เท่านั้น ของเด็นเล่นทุกประเภท เช่น ลูกโป่ง ลูกบอล ปืนเด็กเล่น สีเทียน หัวยางสำหรับขวดนม หัวนมยางดูดเล่น หรือของที่ใช้กับเด็กทุกประเภทก็ต้องมีใบอนุญาตนำเข้าจาก สมอ. และมีตรามาตรฐาน สมอ. เพื่อการจำหน่ายเช่นกัน

สมอ. ให้เหตุผลว่า ของเด็กเล่นใช้กับเด็กที่กำลังมีพัฒนาการทางสมองและร่างกาย

เด็กคืออนาคตของชาติ แต่เด็กจะมีภูมิคุ้มกันและต้านทานน้อยกว่าผู้ใหญ่ เมื่อเด็กอมและเลียของเล่นที่ทำจากเคมีภัณฑ์ หรือพลาสติกที่ไม่ได้มาตรฐาน เด็กย่อมได้รับอันตราย 

กฎหมายจึงคุ้มครองเด็ก ของเล่นเด็กทุกประเภทจึงต้องมีมาตรฐานอุตสากรรม 

ของเล่นเด็กบางประเภทยังต้องผ่านการตรวจสอบจาก อย. (สำนักงานองค์การอาหารและยา) หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การนำเข้าจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมีใบอนุญาตนำเข้าเพื่อให้เกิดการตรวจสอบ และการจำหน่ายก็ต้องมีใบอนุญาตที่แสดงมาตรฐานอย่างถูกต้อง

ข่าวบอกความผิดของผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายไว้อย่างชัดเจน 

แต่ข่าวไม่ได้บอกว่า ผู้ซื้อลาบูบู้ที่ไม่มีตรา สมอ. จะมีความผิดด้วยหรือไม่ ฐานครอบครองของควบคุมที่ไม่มีใบอนุญาตนำเข้า และหากผิด ผู้ซื้อจะต้องได้รับโทษอย่างไร ??

กฎหมายก็คือกฎหมาย ผู้ครอบครองของที่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าก็น่าจะผิดด้วย

หากผิดจริงก็ควรประกาศโทษให้ชัดเจนเหมือนผู้นำเข้า แต่หากถือว่า ผู้ซื้อเป็นผู้บริโภคที่ไม่รู้จึงไม่น่าจะผิดก็ควรประกาศให้สิ้นสงสัย ให้ผู้ซื้อทราบ ให้ซื้อลาบูบู้เป็นของขวัญอย่างสบายใจ

แต่หากมีประกาศว่าไม่ผิด ช่วงปีใหม่ก็จะมีผู้ซื้อลาบูบู้มากขึ้น เป็นการส่งเสริมผู้ลักลอบนำเข้าให้มากขึ้น ทุกอย่างจึงวนเวียนคล้ายงูกินหาง ประกาศก็ไม่ดี ไม่ประกาศก็คลุมเครือ คนซื้อลาบูบู้ทางออนไลน์จึงยังนิยมซื้อด้วยความไม่รู้ และอาจได้ของที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยก็ได้

ปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข การควบคุมลาบูบู้ให้มีมาตรฐานเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรทำให้ชัดเจนมากขึ้นเพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่ และเป็นความสุขที่ปลอดภัยตามเจตนารมณ์  

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2568 คณะผู้จัดทำบทความขออวยพรท่านผู้อ่านให้มีความสุข ความเจริญ ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงดลบันดาลให้ท่านมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง ฝ่าฟันเศรษฐกิจปี 2568 ได้ง่าย มีกำไรงดงาม ซื้อของขวัญ และรับของขวัญที่ถูกใจอย่างลาบูบู้ที่ได้มาตรฐาน 

สวัสดีปีใหม่ 2568 

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

for Home and Health, 

please visit https://www.inno-home.com

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : December 31, 2024

Logistics

เซินเจิ้นเตรียมสร้างศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่ทรงอิทธิพลระดับโลก

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เมืองเซินเจิ้นได้รับการอนุมัติให้สร้างเมืองศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งชาติที่ผสมผสานรูปแบบทั้งสี่เข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ รูปแบบท่าเรือ รูปแบบท่าอากาศยาน รูปแบบการให้บริการด้านการค้า และรูปแบบการให้บริการด้านอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เมืองเซินเจิ้นกำลังเร่งสร้างศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่ทรงอิทธิพลระดับโลก และมุ่งมั่นที่จะเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ให้ทะลุ 4 แสนล้านหยวนในปี 2568
ข้อมูลระบุว่า ปี 2566 อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของเมืองเซินเจิ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 352,235 ล้านหยวน เติบโตร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.18 ของ GDP ทั้งเมือง ในปี 2567 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม  ดัชนีความเจริญรุ่งเรือง (Prosperity Index) เฉลี่ยของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในเมืองเซินเจิ้นคิดเป็นร้อยละ 51.80 สูงขึ้นจุดร้อยละ 8.29 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนมูลค่าของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในเมืองเซินเจิ้นเพิ่มขึ้นเป็น 166,381 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
สิ่งที่น่าจับตามองคือ การขนส่งทางท่าเรือ ณ วันที่ 15 กันยายนของปีนี้ ท่าเรือเซินเจิ้นมีปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์กว่า 23,277,600 ตู้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.13 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคม ท่าอากาศยานเซินเจิ้นมีปริมาณการขนส่งสินค้ากว่า 1,179,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.8 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีปริมาณการขนส่งเป็นอันดับที่ 3 ของจีน ซึ่งเป็นปริมาณการขนส่งระหว่างประเทศ/ภูมิภาค 601,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.8 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 51
เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเปิดเส้นทางการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจากเมืองเซินเจิ้นไปยังกรุงธากาประเทศบังคลาเทศอย่างเป็นทางการ ปัจจุบัน เที่ยวบินการขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศแบบเหมาลำของท่าอากาศยานเซินเจิ้นจึงมีประเทศปลายทางรวมทั้งสิ้น 39 แห่ง ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศของท่าอากาศยานเซินเจิ้นประสบความสำเร็จทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ โดยมีปริมาณการขนส่งสินค้าต่อปีสูงถึง 1.6 ล้านตัน ติดอันดับ TOP20 ของโลก และติดอันดับ TOP3 ของท่าอากาศยานภายในประเทศมาอย่างเหนียวแน่น เพื่อเร่งสร้างศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งชาติรูปแบบท่าอากาศยานระดับสูง ท่าอากาศยานเซินเจิ้นจึงได้เปิดตัวโครงการการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์จำนวน 8 โครงการ ด้วยการลงทุนรวมกว่า 5,000 ล้านหยวน เปิดใช้งานเขตดูแลเฉพาะด้านสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนแห่งแรกในประเทศ โดยดึงดูดบริษัทอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนชั้นนำเข้ามาจัดตั้งบริษัท อาทิ 菜鸟 (Cainiao) 云途 (YunExpress) เป็นต้น ส่งผลให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนที่ขนส่งสินค้าทางอากาศขยายตัวมากกว่า 10 เท่าใน 3 ปี อีกทั้งได้เปิดใช้งานคลังสินค้าเพื่อเตรียมส่งมอบ (Forward Warehouse) หลายแห่ง เช่น จงซาน เจียงเหมิน ตงก่วน เจิ้งเฉิง เป็นต้น ซึ่งช่วยให้สามารถจัดส่งสินค้าที่ผลิตในเขตกวางตุ้ง ฮ่องกง มาเก๊า  (Greater Bay Area) กระจายไปยังทั่วโลกโดยผ่านเมืองเซินเจิ้น คาดว่าภายในปี 2568 ความสามารถ ในการจัดการสินค้าและพัสดุไปรษณีย์ประจำปีของท่าอากาศยานเซินเจิ้นจะเพิ่มขึ้นราว 1.6 ล้านตันจากฐานเดิมที่มีอยู่
เนื่องด้วยการยกระดับขีดความสามารถในการพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิกติกส์อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เมืองเซินเจิ้นจึงมีบริษัทโลจิสติกส์มากกว่า 80,000 แห่ง และเกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ขึ้นมาอีกมากมาย อาทิ โลจิสติกส์สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน การจัดส่งแบบไร้คนขับ การขนส่งแบบไร้คนขับ เป็นต้น ด้วยข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของเมืองเซินเจิ้น ซึ่งมีการเชื่อมต่อทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ หลายบริษัทจึงได้เปิดให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร ตลอดจนพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อแก้ไข Pain Point ในด้านการติดตามสินค้า การควบคุมความเสี่ยง และด้านอื่น ๆ ของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์แบบดั้งเดิม
ในฐานะที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบโลจิสติกส์ทั่วประเทศ การสร้างศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งชาติ “สี่รูปแบบ” ของเซินเจิ้น จึงเป็นการสั่งสมแรงผลักดันที่เพียงพอสำหรับ การพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์คุณภาพสูง โดยมอบบริการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากขึ้นให้แก่ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต การหมุนเวียนทางการค้า เป็นต้น เนื่องด้วย  การเปิดกว้างสู่ภายนอกมากขึ้นของเมืองเซินเจิ้น การสร้างศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งชาติจะช่วยยกระดับความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศของเซินเจิ้น ช่วยขยายการนำเข้าส่งออก และยกระดับความสามารถในการจัดทรัพยากรไปสู่สากล
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย
ระบบโลจิสติกส์ เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การสร้างและพัฒนาศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งชาติในเซินเจิ้นนี้ เป็นที่น่าจับตามองและมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากมณฑลกวางตุ้งเป็นกำลังหลักและอยู่แนวหน้าในด้านการค้าระหว่างประเทศ เป็นมณฑลที่มีมูลค่าการนำเข้าจากทั่วโลกสูงที่สุดในจีน และมีมูลค่านำเข้าจากไทยสูงที่สุดด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ เมื่อศูนย์กลางโลจิสติกส์มีความสะดวก ครบครัน และทันสมัยมากขึ้น การกระจายสินค้าจึงรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถือเป็นโอกาสใหม่สำหรับผู้ประกอบการที่จะส่งออกสินค้ามายังประเทศจีนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการผลักดันการขยายตัวของการค้าระหว่างไทย-จีน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาเส้นทางการขนส่งของจีนและติดตามสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งของรัฐบาลจีน อาทิ เส้นทางการพัฒนาเส้นทางการขนส่ง สถานการณ์ราคาการขนส่ง ภาษี ฯลฯ เพื่อปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม การเปิดเส้นทางการขนส่งใหม่ ๆ ของจีน อาจส่งผลให้ไทยมีประเทศคู่แข่งทางการค้าเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรศึกษาเส้นทางการขนส่งของจีนและหาแนวทางร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีน ในการพัฒนาเส้นทางการขนส่งไทย-จีนเส้นทางใหม่ เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ในระยะยาว และนำไปสู่การส่งเสริมการค้าระหว่างไทย-จีน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/191534
0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *