CEO ARTICLE
ราคาศุลกากร
ผู้นำเข้าจะได้ประโยชน์อะไรจากราคาศุลกากร ?
ราคาศุลกากร (Customs Value) คือ ราคาที่ศุลกากรใช้ประเมินภาษีสินค้า
ในการนำเข้า ผู้นำเข้าจะซื้อสินค้าราคาเท่าไร และจะสำแดงราคาเพื่อคำนวณภาษีอย่างไรก็ได้ตามความสามารถทางการค้าของผู้นำเข้า แต่ในทางศุลกากร สินค้าเหมือนกันของผู้นำเข้าทุกรายต้องเสียภาษีเท่ากันโดยการใช้ราคาศุลกากรเป็นเกณฑ์ประเมิน
ในอดีต แม้ราคาศุลกากรจะมีหลักเกณฑ์ในการประเมิน แต่ส่วนใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศุลกากร เป็นเหตุให้ภาษีสูงขึ้น เกิดรายจ่าย และเป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ
ราคาศุลกากรจึงให้ประโยชน์ต่อผู้นำเข้าไม่มาก หรืออาจเป็นโทษด้วยซ้ำ
ปี พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994) องค์การการค้าโลก หรือ WTO (World Trade Organization) จึงกำหนดวิธีการประเมินราคาให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกโดยเรียกว่า ราคา GATT (General Agreement on Tariff and Trade) และประเทศไทยก็นำมาบัญญัติเป็นกฎหมาย
พรบ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 16 เรียกราคา GATT นี้ว่า “ราคาศุลกากร” โดยแบ่งวิธีการพิจารณาเป็น 6 ลำดับ ดังนี้
ลำดับที่ 1 ราคาซื้อขายของที่นําเข้า
GATT เรียกว่า “Transaction Value” หมายถึง “ราคาที่แท้จริงของผู้นำเข้าเอง” เงื่อนไขคือ ราคาต้องรวมค่าบำเหน็จ ค่านายหน้า ส่วนลดทางการค้า ค่าเบี้ยประกันภัย (Insurance) ค่าขนส่ง (Freight) และอื่น ๆ จนสินค้าเทียบท่านำเข้า หรือราคา CIF และต้องมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ
ลำดับที่ 1 จึงเป็นประโยชน์สูงสุดที่ผู้นำเข้าสามารถใช้ราคาของตนเองได้
ลำดับที่ 2 ราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน
GATT เรียกว่า “Transaction Value of Identical Goods” จะใช้เมื่อราคาศุลกากรลำดับที่ 1 ไม่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ลำดับที่ 2 จะนำราคาสินค้าของผู้นำเข้ารายอื่นมาเปรียบเทียบโดยมีเงื่อนไขว่า ลักษณะสินค้าต้องเหมือนกันทั้งหมด เช่น ลักษณะสินค้า ปริมาณ ถิ่นกำเนิด เป็นต้น
ลำดับที่ 3 ราคาซื้อขายของที่คล้ายกัน
GATT เรียกว่า “Transaction value of Similar Goods” จะใช้เมื่อลำดับที่ 1 – 2 ไม่เป็นที่ยอมรับโดยจะนำสินค้าที่เหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ส่วนน้อยไม่เหมือนกันมาเปรียบเทียบ
ลำดับที่ 4 ราคาหักทอน
GATT เรียกว่า “Deductive Value” จะใช้ราคาเมื่อลำดับที่ 1 – 3 ไม่เป็นที่ยอมรับโดยจะนำราคาขายปลีกในไทยนำมาหักทอนค่าระวางขนส่ง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และกำไรออกไป
ลำดับที่ 5 ราคาคํานวณ
GATT เรียกว่า “Computed Value” จะใช้เมื่อลำดับที่ 1 – 4 ไม่เป็นที่ยอมรับโดยคำนวณจากต้นทุนสินค้าผลิตในประเทศผู้ขายบวกค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และกำไรจนได้ราคาขาย
ลำดับที่ 6 ราคาย้อนกลับ
GATT เรียกว่า “Fall Back Value” จะใช้เมื่อลำดับที่ 1 – 5 ไม่เป็นที่ยอมรับโดยกลับไปใช้วิธีการไล่เรียงจากลำดับที่ 1 จนถึงลำดับที่ 5 ใหม่อีกครั้งจนกว่าจะได้ “ราคาศุลกากร”
เหตุผลของลำดับที่ 6 ที่ให้ย้อนกลับก็เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นำเข้าหาหลักฐานเพิ่มขึ้น
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา ราคาศุลกากรจึงชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น กรมศุลกากรยังเปิดโอกาสให้ผู้นำเข้าสามารถสอบถามราคาศุลกากรได้ล่วงหน้าตามประกาศกรมฯ เลขที่ 17/2561 ลว. 23 ม.ค. 61 โดยให้แนบหลักฐานที่น่าเชื่อถือ เช่น
(1) สัญญาซื้อขาย (Sales Contract)
(2) เอกสารการให้สิทธิ์ของสินค้าที่นำเข้า (License Agreement)
(3) เอกสารแต่งตั้งการเป็นตัวแทนจำหน่าย (Brokerage assignment)
(4) บัญชีราคาสินค้า หรือใบกำกับสินค้า (Invoice)
(5) บัญชีราคาสินค้าล่วงหน้า (Proforma Invoice)
(6) ใบสั่งซื้อ (Purchase Order)
(7) เลตเตอร์ออฟเครดิต (Letter of Credit)
(8) เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย หรือราคาสินค้า
ปัจจุบัน ราคาศุลกากรจึงให้ประโยชน์ต่อผู้นำเข้ามากโดยเฉพาะลำดับที่ 1
แต่ปัญหาคือ ผู้นำเข้าส่วนใหญ่ไม่ทราบ ไม่สอบถามล่วงหน้า และมักปล่อยปัญหาให้เกิดก่อน เช่น การถูกตรวจสอบย้อนหลัง (Post Audit) จึงค่อยดำเนินการจนเสียประโยชน์
ผู้นำเข้าจึงควรรู้และควรใช้ประโยชน์จากราคาศุลกากรให้ได้ตามเจตนารมณ์.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : June 30, 2026

Logistics
ศูนย์ฯ สิริกิติ์ เปิดบริการ คลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse) ใจกลางเมืองแห่งแรก เติมเต็ม Ecosystem รองรับงานแสดงสินค้าและอิเวนต์ระดับนานาชาติ
ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เดินหน้ายกระดับศักยภาพ การรองรับงานแสดงสินค้า และอิเวนต์ระดับนานาชาติ ด้วยการเปิดให้บริการคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่องานแสดงสินค้าและอิเวนต์นานาชาติ (Bonded Warehouse) แห่งแรกของสถานที่จัดงานใจกลางเมือง นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ และบริการสนับสนุนการจัดงาน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้าสินค้าชั่วคราว พร้อมเติมเต็มระบบนิเวศ (Ecosystem) และเสริมขีดความสามารถของประเทศไทย ในการรองรับงานแสดงสินค้า และอิเวนต์จากทั่วโลก
Bonded Warehouse เป็นคลังสินค้าภายใต้การกำกับดูแลของกรมศุลกากร สำหรับนำเข้าสินค้าชั่วคราว เพื่อใช้ในงานแสดงสินค้า และอิเวนต์ระดับนานาชาติ โดยผู้จัดงาน และผู้แสดงสินค้า สามารถใช้บริการดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องวางค้ำประกันอากรนำเข้า หรือจัดเตรียมเอกสาร ATA Carnet ผ่านพิธีการศุลกากรสำหรับการนำเข้าสินค้าชั่วคราว ช่วยลดภาระด้านเอกสารและขั้นตอนการดำเนินพิธีการศุลกากร เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน และอำนวยความสะดวกให้กับผู้จัดงานและผู้แสดงสินค้าจากทั่วโลกที่มาจัดงานหรือเข้าร่วมงานที่จัด ณ ศูนย์ฯ สิริกิติ์
ทั้งนี้ ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ได้แต่งตั้ง บริษัทเอพีที โชว์เฟรท (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัท เอพีที โชว์เฟรท แอนด์ โลจิสติกส์ (APT Showfreight & Logistics Group) ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์สำหรับอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้า และอิเวนต์ระดับนานาชาติซึ่งมีประสบการณ์สนับสนุนการจัดงานทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศร่วม 20 ปี มีสำนักงานในประเทศจีน (ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางโจว เฉิงตู ฉงชิ่ง เซียะเหมิน เซินเจิ้น) สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เป็นผู้บริหารจัดการคลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse Manager) โดยให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การนำเข้า และส่งออกสินค้า การดำเนินพิธีการศุลกากร ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าเข้าสู่พื้นที่จัดแสดง
ขณะเดียวกัน การที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ เป็นสถานที่จัดประชุม และนิทรรศการขนาดใหญ่ใจกลางเมืองแห่งแรกที่ให้บริการ Bonded Warehouse ยังช่วยให้ผู้จัดงาน และผู้แสดงสินค้าสามารถบริหารจัดการการนำเข้าสินค้าการขนส่ง และการจัดงาน ควบคู่กับการเข้าถึงที่พัก ระบบขนส่งมวลชน และสิ่งอำนวยความสะดวก ในย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวก และไร้รอยต่อลดภาระในการดำเนินงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดงานระดับนานาชาติ
สุรพล อุทินทุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กล่าวว่า “Bonded Warehouse ไม่ได้เป็นเพียงบริการใหม่ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้จัดงาน และผู้แสดงสินค้าเท่านั้น แต่เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยเติมเต็ม Ecosystem ของการจัดงานแสดงสินค้าและอิเวนต์ระดับนานาชาติของประเทศไทย เพราะปัจจุบันผู้จัดงานให้ความสำคัญทั้งเรื่องคุณภาพของสถานที่จัดงาน และความพร้อมของระบบสนับสนุน ที่ช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างสะดวก และมีประสิทธิภาพ”
“เราเชื่อว่าการพัฒนาครั้งนี้ จะช่วยเสริมขีดความสามารถของประเทศไทยในการรองรับงาน แสดงสินค้า และอิเวนต์ระดับนานาชาติ พร้อมยกระดับความเชื่อมั่นของผู้จัดงาน และผู้แสดงสินค้าจากทั่วโลก ที่เลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการจัดงาน”
ด้านสุทธิชัย เตชนะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการภูมิภาค กลุ่มบริษัท เอพีที โชว์เฟรท แอนด์ โลจิสติกส์ (APT Showfreight & Logistics Group) กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้บริหาร Bonded Warehouse ของศูนย์ฯ สิริกิติ์ ด้วยประสบการณ์ด้านโลจิสติกส์สำหรับงานแสดงสินค้า และอิเวนต์ระดับนานาชาติ เราเห็นว่าผู้จัดงานในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับทั้งคุณภาพของสถานที่จัดงาน และความพร้อมของระบบสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ควบคู่กัน”
“Bonded Warehouse ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์สำหรับงานแสดงสินค้า และอิเวนต์ระดับนานาชาติ โดยปัจจุบันมีงานที่อยู่ระหว่างการวางแผนใช้บริการ อาทิ Asia Sustainable Energy Week 2026, Thai Water 2026 (1-3 กรกฎาคม 2569), CPHI Southeast Asia 2026 (8-10 กรกฎาคม 2569), Food & Hospitality Thailand 2026 (19-22 สิงหาคม 2569), Bangkok Gems & Jewelry Fair (8-12 กันยายน 2569) และ Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2027 (17-20 พฤษภาคม 2570) สะท้อนถึงความต้องการของผู้จัดงานที่มองหาระบบสนับสนุนที่ช่วยอำนวยความสะดวก และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน”
การเปิดให้บริการ Bond Warehouse ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของศูนย์ฯ สิริกิติ์ ในการยกระดับบริการที่สนับสนุนผู้จัดงานจากทั่วโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทในการเติมเต็ม Ecosystem รองรับงานแสดงสินค้า และอิเวนต์ระดับนานาชาติ ที่เชื่อมโยงสถานที่จัดงานโลจิสติกส์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างความพร้อมและเสริมศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางของอุตสาหกรรมไมซ์
ที่มา: https://www.ryt9.com/s/prg/12825410







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!