SNP NEWS

ฉบับที่ 403

มองอย่างหงส์ BY CEO

“คน 2 บุคลิก”

p18dj716apus613na1g7l1h9u13ha6
“โทรไปตามแล้ว หัวหน้าบอกว่าตอนนี้ใกล้จะถึงด่าน 10 บาท แล้ว”
“นายเชื่อเหรอ หัวหน้าพูดแบบนี้ตลอดแต่ถึงที่นัดหมายตามเวลาไม่กี่ครั้ง หัวหน้าไม่เคยยึดกติกาสังคมแล้วก็คิดว่าสิ่งที่ทำถูกต้องทุกเรื่อง”
“เออจริงซิ เขาไม่ค่อยสนใจกติกาสังคม วันก่อนก็พูดว่าเขาเก่งที่สุดในบริษัท สามารถทำกำไร 10 กว่าปีที่ผ่านมาถึง 175 ล้านบาท ยังคุยว่าเก็บหลักฐานไว้หมด แล้วยังอวดว่าคุยกับผีได้แถมเลี้ยงกุมารทองให้คอยคุ้มครองอีก”
“อะไรกันเมื่อ 2 ปีก่อน ตัวเลขกำไรที่หัวหน้าบอกยัง 30 ล้านบาทอยู่เลย ทำไมผ่านมา 2 ปีตัวเลขเพิ่มเป็น 175 ล้านบาทแล้ว นี่หากเลยไปอีก 2 ปี ตัวเลขกำไรไม่เฉียด 1,000 ล้านไปแล้วหรือ”
“มันคงเป็นจินตนาการเพ้อฝันของเขา หากเก็บหลักฐานทั้งหมด เวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมาหลักฐานทางบัญชีที่แสดงรายรับ ต้นทุนทางตรงและทางอ้อม และรายจ่ายองค์กรอีกมากมาย มันไม่หนักเป็นตันไปแล้วหรือ เขาจะเอาไปเก็บที่ไหนได้”
“เออ จริงซินะ”
“ถ้าใครไม่คิดให้ดีก็เชื่อหมดเพราะเป็นหัวหน้า แล้วชอบคุยว่าตนเองเก่งกว่าผู้อื่น ไม่มองความสำคัญของทีมงาน ตอนเช้าเคยไปปรึกษางานแกพูดไม่หยุด บางทีพูดเหมือนรู้เรื่อง บางทีพูดไม่รู้เรื่อง แต่พอบ่ายไปปรึกษากลับเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรเลย”
“ดู ๆ ไปเขาอาจเป็นคน 2 บุคลิกตามที่องค์การอนามัยโลกเขากำลังรณรงค์กันอยู่ก็ได้นะ”
“จริงเหรอ แต่เขาเคยบอกว่าไปสแกนสมองมาแล้วปกติดีนะ”
“ก็ไม่รู้นะ คนเป็นโรคนี้ชอบโมเมมั่ว ๆ อยู่แล้ว คนเป็นกับคนไม่เป็นมันต่างกันอย่างเห็นชัด ๆ”

โรคคน 2 บุคลิก
ปัจจุบัน ข่าวในสังคมเริ่มมีการกล่าวถึงอันตรายจากโรคนี้กันมากขึ้นซึ่งทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า “ไบโพลาร์” แต่คนก็ยังไม่ตื่นตัวอยู่ดี
ข่าวผู้พิพากษาสตรีระเบิดอารมณ์ด่าทอเจ้าหน้าที่ขนส่ง ข่าวข้าราชการสตรีขับรถย้อนศรมาชนกับแท็กซี่แล้วเดินออกจากรถมาในสภาพเปลือยกาย หรือข่าวทายาทเศรษฐีขับรถหรูชนรถของนักศึกษาจนเสียชีวิตก็ล้วนพัวพันธ์กับโรคนี้
บางข่าวข้างต้น ญาติต้องนำใบรับรองแพทย์มาอธิบายต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้สังคมเข้าใจ ขณะที่บางข่าวก็ไม่มีใบรับรองแพทย์ใด ๆ มายืนยัน
ในสังคมคนทำงาน หลายคนอาจพบเพื่อนมีอาการเพ้อเจ้อขาดเหตุผล หรือมีอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายขึ้น ๆ ลง ๆ ต่างกัน 2 ขั้วตามบทสนทนาสมมติข้างต้นมาบ้าง
คนส่วนใหญ่อาจไม่เข้าใจว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนคนนี้
นพ. ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรันต์ ผอ. รพ. ศรีธัญญา เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า หากพบคนที่มีอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ แบบ 2 ขั้วนี้ ให้นึกถึงโรคคน 2 บุคลิกไว้ก่อน
แม้มันจะไม่ได้หมายความว่า ใครที่มีอารมณ์แปรปรวนแบบนี้ต้องเป็นโรคนี้กันทุกคน แต่การที่สันนิษฐานไว้ก่อนแล้วพาผู้ต้องสงสัยไปพบแพทย์ย่อมเป็นทางที่ดีที่สุด
มันไม่มีเครื่องมือวัดใด ๆ ที่จะสแกนหรือบ่งชี้ว่า ใครเป็นโรคคน 2 บุคลิกหรือไบโพลาร์ นอกจากการใช้เกณฑ์วินิจฉัยจากแพทย์เท่านั้น
นี่คือข้อสรุปของ นพ. ศิริศักดิ์

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีคนป่วยด้วยโรค 2 บุคลิกกันมาก จากข้อมูลกระทรวงสาธารณะสุขแสดงตัวเลขไว้ว่า ในปี 2555 มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ถึง 1 ล้านคน
นี่เป็นตัวเลขเฉพาะคนป่วยที่ยอมเข้ารับการรักษาเท่านั้น
หากนับผู้ป่วยที่ไม่ยอมรับว่าตนเองเป็น และไม่ยอมเข้ารับการรักษา ไม่แน่ว่าประเทศไทยอาจจะมีผู้ป่วยด้วยโรคไบโพลาร์เพิ่มเป็นหลายล้านคนก็ได้
ขณะที่ทั่วโลกมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากถึง 27 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขของคนที่ยอมรับและเข้ารับการรักษาเช่นกัน แต่หากรวมคนที่ไม่ยอมรับและไม่ยอมรักษา ทั่วโลกก็อาจมีคนเป็นโรค 2 บุคลิกถึง 100 ล้านคนก็ได้
โรค 2 บุคลิก หรือไบโพลาร์เป็นโรคที่อันตรายจนองค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันที่ 30 มีนาคมของทุกปีเป็นวันไบโพลาร์โลก
ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ จัดกิจกรรมให้ประชาชนในประเทศได้รับรู้และเพื่อเตือนชาวโลกให้ตระหนักถึงอันตรายจากโรคนี้

โรค 2 บุคลิก หรือไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) คืออะไร ???
ไบ (Bi) แปลว่า 2 ส่วนโพลาร์ (Polar) แปลว่าขั้ว เมื่อเอามารวมกัน มันจึงหมายถึง “โรคอารมณ์ 2 ขั้ว”
ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมี “อารมณ์พลุ่งพล่าน” ขั้วหนึ่ง และ “อารมณ์ซึมเศร้า” ที่ต่างกันอีกขั้วหนึ่งรวมอยู่ในคนเดียวกัน
ตอนอยู่ใน “ระยะพลุ่งพล่านฟุ้งเฟ้อ” (mania) ผู้ป่วยจะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย มีความมั่นใจในตนเองมาก รู้สึกว่าตัวเองเก่ง พูดมาก คล่องแคล่ว พูดเสียงดัง ขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่หลับนอน แต่งตัวมาก ใช้จ่ายเงินฟุ้งเฟ้อสิ้นเปลือง อยากจะทำอะไรก็ทำโดยไม่คิดถึงกฎเกณฑ์ทางสังคม
ผู้ป่วยระยะนี้จึงชอบทำอะไรเสี่ยง ๆ หรือชอบทำผิดกฎหมาย และอาจมีความต้องการทางเพศสูงกว่าปกติ บางครั้งจะพูดในสิ่งเพ้อเจ้อ หรือโกหกโดยที่ตนเองก็ไม่รู้ตัว ผู้ป่วยจะคิดว่าสิ่งที่พูดโกหกหรือเพ้อฝันนั้นเป็นความจริงและจะพยายามหาสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเป็นหลักฐานมาพิสูจน์อย่างมั่ว ๆ
ในระยะนี้ หากถูกห้ามปรามหรือขัดขวางในสิ่งที่ต้องการจะทำ ผู้ป่วยจะมีอาการหงุดหงิดฉุนเฉียว และจะโกรธง่ายโดยไม่ฟังเหตุผลใด ๆ
ในกรณีที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการหลงผิด เข้าใจผิดว่าตัวเองมีความเก่ง มีความสามารถพิเศษเหนือคนอื่น มีภาวะหวาดระแวงผู้อื่น กลัวผู้อื่นจับผิด หรือคอยจับผิดผู้อื่นร่วมด้วย
ส่วนตอนที่อยู่ใน “ระยะซึมเศร้า” (Depressed) ผู้ป่วยจะรู้สึกหดหู่ เบื่อหน่าย จิตใจไม่สดชื่น อารมณ์อ่อนไหวง่าย ร้องไห้ง่าย ไม่อยากพบใคร มองอะไรในแค่ลบ หรือไม่อยากทำอะไร เบื่ออาหาร น้ำหนักลด นั่งเฉย ๆ นาน ๆ เป็นชั่วโมง ใจลอยหลง ๆ ลืม ๆ ไม่มั่นใจ ตัดสินใจไม่ได้
หากมีอาการหนักก็จะคิดว่าตัวเองเป็นภาระผู้อื่นจนถึงขั้นฆ่าตัวตาย

สาเหตุของโรคนี้ ในทางการแพทย์ระบุว่า พันธุกรรมเป็นสาเหตุต้น ๆ
ผู้ใดก็ตามที่มีคนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้ หรือเป็นโรคทางจิตเวชอื่น คนผู้นั้นก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่าย
ส่วนสาเหตุอื่นก็อาจเกิดจากความเครียด สิ่งแวดล้อม หรือการเลี้ยงดูที่อาจส่งผลให้เป็นโรคนี้ได้
ในรายงานทางการแพทย์กล่าวว่า คนที่เป็นโรค 2 บุคลิกมักสร้างความเสียหายต่อตนเอง ครอบครัว องค์กร และสังคมโดยที่ตนเองไม่รู้ตัวตามข่าวข้างต้น
ผู้ป่วยด้วยโรคนี้มักตัดสินใจด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าการตัดสินใจด้วยเหตุผล และมักมีอาการหุนหันพลันแล่น หรือใช้ความรุนแรงได้ง่าย
หากคนเป็นโรค 2 บุคลิกไม่ได้เข้ารับการรักษา ความเสียหายจะมีมากยิ่งขึ้น

ปัญหาที่น่าหนักใจสำหรับชาวโลกในวันนี้ก็คือ คนที่มีอาการอารมณ์ 2 ขั้วจำนวนมากไม่ยอมรับและไม่ยอมไปพบแพทย์
เมื่อไม่ไปพบแพทย์ก็ย่อมไม่มีผู้ใดชี้ชัดลงไปว่า คนผู้นี้ป่วยด้วยโรค 2 บุคลิกหรือไม่ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถสร้างความเสียหายให้แก่สังคมมากยิ่งขึ้น
แต่หากคนรอบข้างพิจารณาถึงความเสียหายและความวุ่นวายที่อยู่ในครอบครัว ในองค์กร และในสังคมที่มีคนอารมณ์ 2 ขั้วร่วมอยู่ด้วย มันก็น่าจะบ่งชี้ได้ว่า คนผู้นั้นอาจเป็นผู้ป่วยก็ได้
แต่หากคนที่มีอาการไม่ยอมรับ ความหนักใจของคนในสังคมจะยิ่งมากขึ้นทันที
แม้การไปพบแพทย์ไม่ได้หมายความว่า ผู้ไปพบแพทย์ต้องป่วยด้วยโรคนี้ แต่คนป่วยด้วยโรคนี้ส่วนใหญ่จะมีอาการหวาดระแวงและจะไม่ยอมไปพบแพทย์ง่าย ๆ
วันนี้ ทั่วโลกมีคนป่วยด้วยโรค คน 2 บุคลิกมากขึ้น
องค์การอนามัยโลกจึงได้กำหนดให้วันที่ 30 มีนาคม ของทุกปี ให้เป็นวันไบโพลาร์โลก แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ทราบ
ทุกวันนี้ สังคมทั่วโลกจึงต้องทนรับสภาพความเสียหายที่เกิดจากคนป่วยด้วยโรคนี้โดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
ดังนั้น หากใครก็ตามพบเพื่อนร่วมงาน หรือบุคคลในครอบครัวที่มีอาการ 2 บุคลิกดังกล่าวข้างต้น หากเป็นผู้หวังดีต่อคนผู้นั้นจริงก็ให้รีบพาไปปรึกษาแพทย์โดยเร็ว
แม้แต่ท่านผู้อ่านเอง หากพบว่าตนเองอาจเป็นคนอารมณ์ 2 ขั้วตามนิยามข้างต้นนี้ ท่านเพียงทำใจให้กล้า ๆ แล้วเดินไปพบแพทย์เท่านั้น
มันสั้น ง่าย ไม่มีอะไรเสียหายและเป็นการช่วยเหลือสังคมด้วยสติสัมปชัญญะของท่านเอง ท่านที่เดินไปพบแพทย์อาจไม่ได้เป็นโรคนี้ก็ได้ ทั้งนี้เพราะคนที่จะบอกได้ดีที่สุดคือ แพทย์เท่านั้น
แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัย ไม่ใช่เพื่อน และไม่ใช่ตัวท่านเอง
จากการให้สัมภาษณ์ของ พญ. พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ท่านกล่าวว่า โรคคน 2 บุคลิกนี้ สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการกินยาอย่างต่อเนื่อง
เนื่องในวันไพโบลาร์โลก 30 มีนาคม ผมจึงนำเรื่องราวของโรคนี้มาเสนอผู้อ่านให้รับทราบเพื่อช่วยกันรักษาสังคมให้ปลอดภัยจากโรคนี้ต่อไป

สิทธิชัย ชวรางกูร

The Logistics

81-bg-ict
กรมศุลฯ พัฒนา ICT รับเศรษฐกิจอนาคต

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากร กำหนดให้มีการสัมมนา
“Digital Customs”
เสริมสร้างความรู้ให้ผู้ประกอบการค้าที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า ส่งออก
และโลจิสติกส์
ได้รับทราบข้อมูลในภาพรวมเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินงานของกรมศุลกากร วิสัยทัศน์
พันธกิจ รวมถึงแผนยุทธศาสตร์กรมศุลกากร ในระยะเวลา 5 ปี (ปี 2559-2563)
ตลอดจนกระบวนการผ่านพิธีการศุลกากรสำหรับสินค้าต้องห้ามต้องจำกัดด้วยการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกรมศุลกากรกับหน่วยงาน
ผู้ออกใบอนุญาต/ใบรับรองผ่านระบบ National Single Window
หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าระบบ NSW หรือระบบกลางการเชื่อมโยงข้อมูลของประเทศ
ซึ่งระบบ NSW
ได้เปิดให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์กับผู้ประกอบการค้า เช่น
ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ตัวแทนออกของ ตัวแทนผู้รับขนส่งสินค้า บริษัทเรือ
สายการบิน และธนาคารต่างๆ ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ NSW ครบถ้วน 100% ตั้งแต่
ตุลาคม 2554 เป็นต้นมา
และปัจจุบันให้บริการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลใบอนุญาต/ใบรับรองในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์กับกรมศุลกากรจำนวน
29 หน่วยงาน ส่วนอีก 7
หน่วยงานเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนำเข้า การส่งออก
และโลจิสติกส์ระหว่างผู้ประกอบการกับส่วนราชการอื่น
หรือเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ NSW ไปยังหน่วยงานในต่างประเทศ

นอกจากนี้
ผู้เข้าร่วมสัมมนายังจะได้รับความรู้ความเข้าใจในการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมและตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหาร
การจัดทำข้อมูลการผ่านพิธีการศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์บนระบบ NSW
หรือระบบพิธีการนำเข้าส่งออกแบบ Single Window Entry
การสำแดงและการตรวจสอบข้อมูลใบอนุญาต/ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์กับใบขนสินค้าในขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร
และกระบวนการขออนุมัติหลักการลดอัตราอากรและยกเว้นอากรตามมาตรา 12
เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดความพร้อมก้าวไปสู่การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตามนโยบาย
Digital Economy ให้ประสบความสำเร็จอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ กรมศุลกากร จะมุ่งพัฒนาระบบงานศุลกากร
โดยการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาปรับใช้
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐ
และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจการค้าระหว่างประเทศให้ทันกับโลกในยุคปัจจุบัน

ที่มา : http://www.ryt9.com/s/bmnd/2390409

AEC Info

n20160128112752_99074

ผุดไทยทาวน์ CLMV

ผุด “ไทยทาวน์” ลุยศูนย์กระจายสินค้า 10 หัวเมืองใหญ่ในเมียนมา พร้อมเจาะตลาดซีแอลเอ็มวี

นายเอกรินทร์ ชยุติ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซตะนะ อ่าว เปิดเผยว่า บริษัทร่วมกับพันธมิตรธุรกิจด้านอสังหา ริมทรัพย์รายใหญ่ในเมียนมา ใช้งบลงทุนในระยะแรกราว 20 ล้านบาท เปิด
โครงการศูนย์กระจายสินค้าแบบครบวงจร (ดิสตริบิวชั่น เซ็นเตอร์) ภายใต้ชื่อ ไทยทาวน์ (Thai Town) พร้อมร่วมกับพันธมิตรธุรกิจคนไทยในเบื้องต้นอีก 3 ราย ที่มีความเชี่ยวชาญด้านอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอางและคลินิกความงาม

นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนขยายธุรกิจไทยทาวน์ไปยัง 10 หัวเมืองใหญ่ในเมียนมา คาดใช้ระยะเวลาดำเนินการตามแผนราว 5-10 ปีนับจากนี้ โดยในอนาคตโครงการยังวางตำแหน่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าแบรนด์อาเซียน เพื่อรองรับการขยายธุรกิจดังกล่าวที่จะขยายการทำตลาดไปยังกัมพูชา ลาว และเวียดนาม ในอนาคต

สำหรับโครงการแรก มีหน้าร้านแห่งแรกอยู่ในกรุงย่างกุ้ง เป็นอาคารพาณิชย์ 5 ชั้น ตั้งอยู่ในย่านตูน่า (Thuna) เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยชั้น 1 เป็นกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ชั้น 2 สินค้าเครื่องสำอางความงาม ที่รวบรวมสินค้าแบรนด์คนไทยที่นำเข้ามาทำตลาดกว่า 200-300 รายการ จากความสามารถรองรับสินค้าได้เต็มพื้นที่กว่า 500 รายการ/กลุ่มสินค้า และชั้น 3 เป็นธุรกิจบริการคลินิกความงามแบรนด์ แบงค็อก คลินิค (Bangkok Clinic)

ทั้งนี้ ยังเตรียมขยายธุรกิจในชั้น 4 เปิดให้บริการกลุ่มธุรกิจตัวแทนสื่อด้านจัดกิจกรรมทางการตลาด (อีเวนต์ ออร์แกไนเซชั่น) อย่างครบวงจรและในชั้น 5 ดำเนินธุรกิจขายตรง หรือ เอ็มแอลเอ็ม โดยร่วมกับธุรกิจด้านสินค้านวัตกรรมที่มีแบรนด์อยู่แล้วในไทยเข้ามาขยายตลาดในเมียนมา โดยจะเปิดตัวได้ครบทุกชั้นในเดือน ก.ย.ปีนี้ คาดใช้งบลงทุนรวมทั้งโครงการไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท

“จุดเด่นไทยทาวน์ จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการกระจายสินค้าจากไทยให้เข้าถึงกลุ่มพ่อค้าส่งรายใหญ่ ที่เข้ามารับสินค้าเพื่อกระจายการทำตลาดไปยังเมืองต่างๆ ในเมียนมา รวมถึงกลุ่มลูกค้าปลีกทั่วไปที่สนใจเข้ามาซื้อสินค้าผ่านหน้าร้าน” นายเอกรินทร์ กล่าว

ที่มา : http://www.posttoday.com/aec/news/423864

คุยข่าวเศรษฐกิจ

download

การเงินโลกวิปริตชัดๆ

การเงินโลกเริ่มวิปริตต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวให้ดี เพราะ BOJ แม้จะคงมาตรการ QE เท่าเดิม ผลก็ไม่แตกต่างกันกับกลุ่มธนาคารยุโรปที่ออกมาตรการต่างๆ ทั้งดอกเบี้ยติดลบมากขึ้น ทั้งให้ธนาคารพาณิชย์มากู้เงินธนาคารเอาไปปล่อยหนี้ต่อ ซึ่งนอกเหนือไปจากใส่เงินเข้าไปเพิ่มแล้วอีกเดือนละ 20,000 ล้านยูโรเป็น 80,000 ล้านยูโรเพื่อซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลและเอกชน แต่สิ่งที่คาดหวังคือให้ค่าเงินยุโรปลดลง ต้องการให้เงินเยนลดค่าลง แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร เพราะค่าเงินไม่ว่าสกุลยูโร สกุลเยน รวมทั้งค่าเงินนิวซีแลนด์ที่ออกมาตรการออกมาเช่นกัน ค่าเงินก็กลับแข็งค่าขึ้น หาได้อ่อนค่าลงตามวิถีที่ควรจะเป็นไม่ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะใจเย็น เพราะเป้าหมายเขาอยู่ที่ภาวะเงินเฟ้อที่คาดหวังจะปรับตัวดีขึ้น เพื่อหนีให้พ้นจากการเผชิญหน้ากับภาวะเงินฝืดในยุโรป

ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อจริงๆ อย่างประเทศไทยเราเรียกร้องให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง แต่เมื่อลดแล้วแทนที่ค่าเงินบาทจะลดลง กลับทำให้ค่าเงินบาทกลับพลิกตัวแข็งค่าขึ้น ถ้าเป็นอย่างที่ว่านี้จะทำอะไรก็ทำไม่ถูกเหมือนกัน เพราะขัดกับหลักพื้นฐาน หรือหากคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยมีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไป แต่ผลหลังจากนั้นค่าเงินบาทกลับอ่อนลงไปตามหลักการ อย่างนั้นก็น่าจะสะท้อนว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความแตกต่างกับกลุ่มประเทศยุโรป เพราะเขามีพื้นฐานที่ไม่ดี หรือพอไปเปรียบกับแบงก์ชาติสหรัฐฯก็ได้ ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารกลางสหรัฐฯให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แต่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯกลับอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลยูโร ซึ่งนั่นหมายถึงความเป็นจริงของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาดีกว่ากลุ่มยุโรป

ที่ผ่านมาผมเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคงใช้ความพยายามอย่างมากในการรักษาเสถียรภาพเงินบาท จากที่ทยอยดูค่าเงินบาทลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ซึ่งบางสถาบันการเงินในไทยและแวดวงวิชาการไทยเชื่อว่าอาจจะอ่อนเกิน 36-37 บาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นปี 2558 แต่เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร? ค่าเงินบาทกลับวกกลับมาแข็งค่าขึ้นเป็นลำดับ และการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯไม่ใช่เรื่องดี เพราะเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจประเทศอยู่ที่การส่งออกสินค้า ถ้าค่าเงินบาทแข็งก็ยิ่งกระทบต่อการส่งออกของไทย

นั่นก็หมายถึงมีความเป็นไปได้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคงต้องขายเงินบาทเพื่อไม่ให้แข็งค่ามากขึ้น และอาจนำไปสู่การโจมตีค่าเงินบาทของไทยในอนาคตอันใกล้ได้ ลำพังการทยอยเข้ามาของเงินสกุลต่างๆ เพื่อลงทุนในตราสารของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็มีโอกาสทำกำไรได้ทั้งจากดอกเบี้ยและจากอัตราแลกเปลี่ยน ในขณะที่ดอกเบี้ยในตลาดหลักๆ อย่างยุโรป ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศในยุโรปติดลบ คิดแล้วดอกเบี้ยไทยยังให้ราคาดีกว่ามาก แล้วทำไมจะไม่เข้ามา และหากต้องการจะสกัดการไหลเข้าของเงินต่างประเทศก็ต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่เราจะลดลงพรวดพราดเท่ากับ BOJ หรือ อีซีบียุโรปได้หรือ ผมว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ถ้าลดก็ลดได้เพียงเล็กน้อย แต่การลดเพียงเล็กน้อยจะมีประโยชน์อันใด เพราะอีกขาหนึ่งก็คือดอกเบี้ยเงินกู้ อย่างไรก็ยากที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ในไทยลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง แต่เงินฝากนั้นเป็นไปได้ที่จะสนองนโยบาย

ปกติแล้วค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เราแข็งขึ้นจะถือเป็นเรื่องดี เพราะสามารถนำเข้าสินค้าทุน เพียงแต่ว่าทุกวันนี้คงยังไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้าอีกต่อไปแล้ว หรืออย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาอีกพักใหญ่ เพราะถ้าเอามาผลิตสินค้า สินค้าก็ขายส่งออกยาก เพราะกำลังซื้อทั่วโลกหดตัว ใครก็เผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำด้วยกันทั้งนั้น เว้นแต่ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยหรือซื้อสินค้าเพื่อการบริโภคก็ดูจะได้เปรียบหน่อย แต่ก็ยังดีเมื่อเทียบกับสกุลเยนและสกุลยูโรของเราก็ยังได้เปรียบอยู่ เรายังไปเที่ยว ไปจับจ่ายสินค้าของเขาได้

ที่สำคัญผมก็ไม่แน่ใจว่า หากไทยลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปแล้ว ค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร จะเป็นไปตามหลักการปกติ คือ ลดดอกเบี้ยจะมีผลทำให้ค่าเงินบาทลด แต่หากลดไปแล้วแต่ค่าเงินไม่ลดลงไปด้วยกลับแข็งค่าขึ้น แล้วเราจะทำอย่างไร เพราะสิ่งนี้ทั้งญี่ปุ่นและยุโรปกำลังประสบกับความวิปริตของค่าเงินอยู่ และยังไม่เห็นทางออกเลย ครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,142 วันที่ 24 – 26 มีนาคม พ.ศ. 2559