CEO ARTICLE
You know me little go
คำว่า You know me little go จะเป็น Soft Power ได้หรือไม่ ?
คำข้างต้นถูกดัดแปลงจากภาษาไทยว่า “คุณรู้จักผมน้อยไป”
ทันทีที่คำนี้ถูกพูดออกมา เสียงวิจารณ์ก็สวนแทนที่ เสียงส่วนใหญ่วิจารณ์ว่า ผู้พูดต้องการข่มขู่ผู้ฟังให้ยอมรับ เป็นการใช้อำนาจ เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้กำลัง หรือเป็น Hard Power
บางเสียงให้ความรู้วิชาการ และบางเสียงเป็นลักษณะขบขัน เช่น
1. สื่อถึงการตอบโต้
ผู้พูดถูกนักข่าวป้อนคำถามที่กวนอารมณ์จนฟิวส์ขาด ควบคุมตัวเองไม่ได้ ถูกถามจนโกรธ อารมณ์ไม่ดี เช่น ถูกถามในประเด็นการทุจริต การรับสินบน การพัวพันธุรกิจสีเทา เป็นต้น
ประโยคดังกล่าวเป็นคำที่ต้องการตอบโต้ และเป็นคำที่สังคมไทยได้ยินมานาน
2. สื่อถึงอำนาจนิยม
ผู้พูดต้องการสื่อถึงอำนาจที่ตนมี เป็นการส่งสัญญาณให้ฝ่ายตรงข้ามกลัว
ยิ่งผู้พูดเป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง เป็นผู้ที่คิดว่าตนเองอยู่เหนือผู้อื่น และเป็นผู้ที่ต้องการใช้อำนาจที่เหนือกว่ากดผู้อื่นให้ฟัง ให้ยอมรับ และให้เกรงกลัวก็ยิ่งเป็นการแสดงอำนาจ
3. สื่อถึงการเบี่ยงเบน
ผู้พูดอาจพูดด้วยมุขตลก ขบขัน หรืออาจพูดด้วยอารมณ์ที่เกรี้ยวกราดจริง ๆ แต่มีเจตนาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเนื้อหาที่ร้อนแรงไปสู่คำที่ขบขันให้เป็นที่วิจารณ์แทนที่
ไม่ว่าจะสื่อทางไหน ประโยคภาษาไทยก็ทำให้ผู้พูด หรือรัฐบาลเสียหายทุกทาง
“คุณรู้จักผมน้อยไป” ที่พูดด้วยเสียงเกรี้ยวกราดจึงเป็น “Hard Power” แท้จริง
แต่ที่เด็ดที่สุด และสร้างอารมณ์ตลกขบขันให้คนไทยและคนต่างชาติที่พบเห็นได้มากที่สุดคือ การนำประโยคนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษให้ผิดเพี้ยน ว่า “You know me little go”
ประโยคภาษาอังกฤษที่ผิดเพี้ยนยังถูกนำไปสกรีนลงบนเสื้อยืดออกจำหน่าย มีคนต่างชาติซื้อมาใส่ และมีการพูดประโยคดังกล่าวจนถูกมองว่า ในอนาคตอาจกลายเป็น “Soft Power”
ใครจะไปเชื่อ ประโยคภาษาไทยในอารมณ์เกรี้ยวกราดเป็น Hard Power
แต่แปลให้ผิดเพี้ยนในภาษาอังกฤษกลับดูเป็น Soft Power
Hard Power เป็นพฤติกรรมที่ถูกบังคับ ถูกขู่เข็น หรือถูกกดดันให้ผู้อื่นยอมรับ ให้ผู้อื่นต้องทำตาม เช่น การใช้อำนาจทางการเมือง อำนาจทางทหาร หรือการกดดันทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
Soft Power เป็นพฤติกรรมที่อ่อนโยน แต่ดึงดูด โน้มน้าวคนที่พบเห็นให้เกิดความนิยม ชมชอบ คล้อยตามด้วยความเต็มใจ เมื่อคนประพฤติตามมาก ๆ จะกลายเป็นค่านิยม เป็นวัฒนธรรม เป็นวิถีใหม่ และเมื่อกระจายออกไปทั่วโลกจะสร้างกระแสเศรษฐกิจใหม่ได้ง่ายขึ้น
Soft Power ต้องไม่มีการบังคับ และไม่มีชี้นำจากผู้มีอำนาจ หรือจากรัฐบาล
แต่หากรัฐบาลทำให้ “You know me little go” เป็น Soft Power ได้ รัฐบาลจะกู้หน้าที่เสียไปจากประโยคภาษาไทยให้กลับมาได้หน้าจากประโยคภาษาอังกฤษที่ผิดเพี้ยน
วิธีการง่าย ๆ คือ การให้เครือข่ายที่ไม่ใช่รัฐบาลแอบสร้างกระแส
“You know me little go” ในวันนี้ถูกสกรีนลงบนเสื้อยืดไปแล้วก็ให้เพิ่มลงบนกางเกงมวย กางเกงฟุตบอล กระเป๋าผ้า เคสโทรศัพท์ และสิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ผลักดันให้คนดังที่ไม่ใช่รัฐบาล อินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ ใช้สินค้า และใช้ประโยคดังกล่าวให้เป็นไวรัล
การนำมาร่วมสร้างประโยคเด็ด ๆ ใหม่ด้วยภาษาอังกฤษ เช่น “You know me little go, explore more in Thailand” (คุณยังรู้จักประเทศไทยน้อยไป เข้ามาเที่ยวค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ กัน) หรือ “You know me little go, more and more Thai food to dine out” (คุณยังรู้จักอาหารไทยน้อยไป ยังมีอาหารไทยให้รับประทานอีกมาก) ลง Tik Tok, IG, Facebook และโซเซียลต่าง ๆ ที่ให้อารมณ์สนุกสนาน ตลก เข้าถึงง่าย และเป็นมิตรเพื่อให้กระจายออกไปทั่วโลก
สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ ไม่ตอบโต้ ไม่ชี้แจงต่อประโยค “คุณรู้จักผมน้อยไป”
แต่สิ่งที่ต้องทำคือ การแอบส่งเสริม ขอย้ำว่าต้องแอบส่งเสริมให้ภาคประชาชน ผู้มีอิทธิพลในโซเซียล และทุกภาคส่วนให้ใช้ประโยค “You know me little go” ให้มากขึ้น
หากทำได้ รัฐบาลจะเปลี่ยนจากวิกฤติที่ได้รับให้เป็นโอกาสแทนที่ แม้ไวรัลจะอยู่ได้ในเวลาสั้น ๆ แต่ในโลกโซเซียลก็อาจกลับขึ้นมาใหม่ และอาจกลายเป็น Soft Power แทนที่
ทุกอย่างอยู่ที่มุมมอง อยู่ที่วิธีคิด และอยู่ที่วิธีการจะทำอย่างไรให้ได้เท่านั้น.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : May 26, 2026

Logistics
อินเดียเตรียมก้าวขึ้นเป็นตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกในปี 2569
สหพันธ์พลังงานแสงอาทิตย์แห่งชาติอินเดีย หรือ National Solar Energy Federation of India (NSEFI) เปิดเผยว่า อินเดียมีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกในปี 2569 (รองจากจีน) เมื่อพิจารณาจากกำลังการติดตั้งรายปี โดยอินเดียสามารถเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ถึง 50 กิกะวัตต์ภายในระยะเวลาเพียง 14 เดือน ซึ่งถือเป็นสถิติที่เร็วที่สุดของประเทศ ส่งผลให้กำลังการผลิตสะสมสามารถแตะระดับ 154 กิกะวัตต์ได้ตามเป้าหมาย (ข้อมูล ณ เดือน เม.ย.69) โดยพัฒนาการดังกล่าวสะท้อนถึงการเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ซึ่งอินเดียใช้เวลากว่า 11 ปีในการบรรลุกำลังการผลิต 50 กิกะวัตต์แรก และใช้เวลาประมาณ 3 ปีในการขยายกำลังการผลิตสู่ระดับ 100 กิกะวัตต์
NSEFI ให้ข้อมูลว่า พลังงานแสงอาทิตย์ของอินเดียมีแนวโน้มขยายตัวสู่ระดับ 280–300 กิกะวัตต์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายกำลังการผลิตพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิลรวม 500 กิกะวัตต์ภายในปี 2573 ทั้งนี้ จากอัตราการขยายตัวในปัจจุบัน อินเดียกำลังเข้าใกล้ระดับการติดตั้งใหม่เฉลี่ยปีละ 50 กิกะวัตต์ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าวอย่างชัดเจน นอกจากนี้ อินเดียยังมีศักยภาพที่จะมีกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์สูงกว่าประมาณการเดิม โดยได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายและโครงการสำคัญของภาครัฐ อาทิ PM Surya Ghar โครงการ PM KUSUM 2.0 นโยบายส่งเสริมโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ตลอดจนความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นจาก National Green Hydrogen Mission ในช่วง 4 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ดีท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก NSEFI ประเมินว่า อินเดียกำลังอยู่บนเส้นทางสู่การเป็นตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่อันดับสองของโลกในปี 2569 สำหรับด้านกำลังการติดตั้งรายปี โดยแนวโน้มทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า ตลาดสำคัญหลายแห่ง เช่น สหรัฐอเมริกา และ EU ซึ่งปัจจุบันแข่งกันขึ้นอันดับ 2 อาจเผชิญภาวะชะลอตัวของการขยายกำลังการผลิต
ในทางตรงกันข้าม อินเดียยังคงเร่งเดินหน้าพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง และสามารถบรรลุเป้าหมายต่างๆ ได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ NSEFI ยังระบุว่า พลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์ (Distributed Renewable Energy: DRE) และการติดตั้งโซลาร์เซลล์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม (Commercial & Industrial: C&I) จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของการเติบโตในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดย ภาค C&I มีการเติบโตสูงเกินความคาดหมาย โดยมีกำลังติดตั้งรายปีแตะเกือบ 10 กิกะวัตต์เป็นครั้งแรก และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการขยายตัวเท่านั้น ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนเชิงนโยบาย เช่น กรอบ Green Energy Open Access ระบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเสมือนจริง (Virtual Power Purchase Agreements: VPPAs) และกรอบ Renewable Consumption Obligation (RCO) ได้ช่วยปลดล็อกอุปสงค์ในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่า ภายใน 2 ปีข้างหน้า กำลังการผลิตใหม่ในภาค C&I จะมีขนาดใกล้เคียงกับโครงการภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าของภาครัฐ (Utility-led PPAs) ในขณะเดียวกัน โครงการสำคัญของรัฐบาลได้ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์ โดยปัจจุบัน DRE คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งรวมของอินเดีย และคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 35% ภายในปี 2573
ข้อมูลเพิ่มเติม
1. ด้านการผลิตภายในประเทศ: อินเดียมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการ Production-Linked Incentive (PLI) บัญชีรายชื่อผู้ผลิตและรุ่นอุปกรณ์ที่ได้รับอนุมัติ (Approved List of Models and Manufacturers: ALMM) และมาตรการภาษีศุลกากรขั้นพื้นฐาน (Basic Customs Duty: BCD) ซึ่งช่วยเสริมสร้างศักยภาพการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ และผลักดันให้อินเดียก้าวสู่การพึ่งพาตนเองด้านเซลล์แสงอาทิตย์อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ การเติบโตในระยะต่อไปของจะขึ้นอยู่กับการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ ตั้งแต่เวเฟอร์และอินกอต ไปจนถึงโพลีซิลิคอนและควอตซ์
2. การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของอินเดียสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืนเริ่มเห็นผลได้ชัด เมื่อเดือนเมษายน 2569 อินเดียสามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 256.1 กิกะวัตต์ ขยายตัวร้อยละ 8.9 เมื่อเทียบจากปีก่อนด้วยสภาพอากาศที่ร้อนจัด แม้ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของ GRID India ยังคงสามารถบริหารจัดการระบบได้อย่างมีเสถียรภาพโดยไม่เกิดภาวะไฟฟ้าขาดแคลน และยังสามารถส่งออกไฟฟ้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญที่ช่วยรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นคือ บทบาทของพลังงานแสงอาทิตย์และระบบโซลาร์รูฟท็อป (RTS) ซึ่งเริ่มกลายเป็นกำลังหลักของระบบพลังงานอินเดียมากขึ้น แม้ว่าพลังงานความร้อนจากถ่านหินยังคงเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศที่สัดส่วนร้อยละ 66 แต่บทบาทของพลังงานหมุนเวียนได้เปลี่ยนจาก “พลังงานเสริม” ไปสู่ “การเป็นเสาหลักของระบบไฟฟ้าอินเดีย” ต่อความมั่นคงด้านพลังงานของอินเดียแล้ว
ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจ
1. อินเดียมีกำลังผลิต Module เกินความต้องการ (Overcapacity): ข้อมูจากบริษัท Wood Mackenzie ประเมินว่ากำลังผลิต Module อินเดียเกิน 125 GW ขณะที่ความต้องการภายในปีละ ~40–50 GW ส่วนเกิน ~75–85 GW นี้อินเดียกำลังมองหาตลาดส่งออกไปยังแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหมายความว่าไทยจะเผชิญการแข่งขันจาก Module อินเดียในตลาดอาเซียนในอนาคต
2. อินเดียกำลังสร้างกำแพงเพื่อปกป้องตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ที่รัดกุมที่สุดในโลก: ด้วยมาตรการภาษีศุลกากรขั้นพื้นฐาน BCD 40% บน Module มีบัญชีรายชื่อผู้ผลิตและรุ่นอุปกรณ์ที่ได้รับอนุมัติ (ALMM) ซึ่งบังคับใช้ถึง 70% ของตลาด (รวมทั้ง ALMM Cell list ที่จะประกาศในเดือนมิ.ย.69) ประกอบกับนโยบาย PLI ของภาครัฐที่อุดหนุนผู้ผลิตในประเทศ กำแพงเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เล่นจากต่างประเทศ
3. ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage): ห่วงโซ่อุปทานสำหรับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ของอินเดียยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและยังไม่สมบูรณ์มากนัก ส่งผลให้ไทยซึ่งกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Battery) รวมถึงมีศักยภาพด้านการผลิตระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System: BMS) มีโอกาสเข้าสู่ตลาดอินเดียและสร้างความร่วมมือทางธุรกิจได้ในระยะเริ่มต้น ก่อนที่อินเดียจะสามารถพัฒนาได้อย่างครบวงจรในอนาคต
ข้อคิดเห็น
1. แม้อินเดียจะก้าวขึ้นเป็นตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่อันดับ 2 ของโลกในปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด แต่สำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออก ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ขนาดตลาด” หากแต่อยู่ที่ “โครงสร้างการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ” ของอินเดียที่มีความเข้มข้นและเป็นระบบมากขึ้น โดยรัฐบาลอินเดียได้ใช้มาตรการผสมผสานทั้งภาษีนำเข้า (BCD) มาตรการกำกับการจัดซื้อภาครัฐผ่านบัญชี (ALMM) และโครงการสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ ( PLI) เพื่อสร้าง “กำแพงป้องกันตลาด” ที่จำกัดการเข้าถึงตลาดของผู้ส่งออก Solar Module และ Solar Cell จากต่างประเทศ นอกจากนี้ อินเดียยังอยู่ระหว่างการเร่งขยายกำลังการผลิตภายในประเทศจนมีแนวโน้มเกิดภาวะ Overcapacity ซึ่งอาจส่งผลให้อินเดียกลายเป็นผู้ส่งออก Solar Module รายสำคัญ และเข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทยในตลาดอาเซียนภายในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า
2. ภายใต้บริบทดังกล่าว โอกาสทางการค้าสำหรับประเทศไทยอาจพิจารณามุ่งไปยังกลุ่มธุรกิจที่อินเดียยังมีข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานและเทคโนโลยี ใน 3 สาขาได้แก่ (1) ระบบกักเก็บพลังงานและเทคโนโลยีแบตเตอรี่ (BESS) (2) วัสดุประกอบและอุปกรณ์ Balance of System (BOS) สำหรับโรงงานผลิต Solar Module และ (3) เทคโนโลยี Smart Grid และระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management Systems) สำหรับภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรม (C&I) ซึ่งภาครัฐควรวางแผนจัดคณะผู้แทนการค้าสำหรับทั้ง 3 กลุ่มอุตสาหกรรม พร้อมเปิดช่องทางหารือกับ GRID India Solar Energy Corporation of India (SECI) และสมาคมด้าน C&I Solar ของอินเดีย เพื่อวางตำแหน่งผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าที่เปิดกว้างและมีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูงที่สุดในระยะต่อไป
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/n1bigcvgmaapan1xjlvcwtes







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!