CEO ARTICLE
“ เจตนา FTA ”
ข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement)
เขตการค้าเสรี (Free Trade Area)
ไม่ว่าใครจะเรียกในภาษาไทยว่าอะไร มันก็คือความหมายในทิศทางเดียวกันคือ พื้นที่ที่มีข้อตกลงกันในกลุ่มสมาชิกให้เป็นการค้าเสรี
เจตนารมณ์ของ FTA จึงเป็นการส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกค้าขายด้วยกันในกลุ่มโดยการลดอากรนำเข้าระหว่างกันให้เหลือน้อยที่สุด หรือ 0%
FTA ไม่ใช่ว่าประเทศไหน รัฐบาลไหน หรือผู้ประกอบการเอกชนรายใดจะคิดหรือกำหนดขึ้นมาเองตามอำเภอใจ มันต้องมีเจตนารมณ์ มันต้องมีเงื่อนไข และมันต้องมีการเจรจา
อะไรคือเงื่อนไข และอะไรคือสินค้าที่อยู่ในข่ายลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้า
การเจรจาก็อาจเป็นแบบ 2 ประเทศซึ่งง่าย สะดวก และรวดเร็ว เราเรียกการเจรจาแบบนี้ว่า ทวิภาคี เช่น ไทยกับญี่ปุ่น ไทยกับเกาหลี ไทยกับออสเตรเลีย หรือไทยกับนิวซีแลนด์ เป็นต้น
ส่วนการเจรจาหาข้อยุติพร้อม ๆ กันหลายประเทศก็อาจวุ่นวาย ล่าช้า เราเรียกการเจรจาแบบนี้ว่า พหุภาคี เช่น กลุ่มประเทศอาเซียนกับจีน อาเซียนกับอินเดีย เป็นต้น
ข้อตกลงพื้น ๆ ก็คือ สินค้าจะต้องมีการพิสูจน์ว่าผลิตในประเทศต้นทางหรือประเทศผู้ขายด้วยวัตถุดิบภายในประเทศตามสัดส่วนที่กำหนด
สินค้าแต่ละประเภทจะมีพิกัดในระบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonize Tariff Code) ที่กำหนดโดยองค์การศุลกากรโลก WCO (World Customs Organzation) และทุกประเทศใช้เหมือนกัน นั่นก็หมายความว่า ทุกประเทศที่เป็นสมาชิก WCO ต้องใช้พิกัดสินค้าเดียวกัน
ในข้อตกลง FTA เพื่อลดหย่อน หรือยกเว้นอากรขาเข้าให้เหลือ 0% นั้น
สินค้าแต่ละพิกัดจะมีกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องมีสัดส่วนวัตถุดิบ หรือส่วนประกอบที่ผลิตภายในประเทศผู้ผลิตสินค้า (Local Contents) ในอัตราร้อยละเท่าไร
สินค้าบางประเภทบางพิกัดจะใช้สัดส่วนภายในประเทศร้อยละ 40 บางพิกัดก็ร้อยละ 50 มากน้อยตามแต่ตกลงกัน
แต่สินค้าบางกลุ่มที่เห็นชัด ๆ ว่า วัตถุดิบยังไม่มีภายในประเทศ หรือมีแต่ไม่ถึงที่กำหนดก็ก่อให้เกิดปัญหา
ตัวอย่างปัญหาปัจจุบันคือสินค้าเครื่องจักรหรือเครื่องในไฟฟ้าในกลุ่ม Hi-Technology ที่มีกำลังสูง ๆ หรือครบชุดสมบูรณ์ที่จัดอยู่ในพิกัดที่ 84 และ 85
สินค้า Hi-Technology ที่ให้กำลังสูง ๆ หรือครบชุดสมบูรณ์ ส่วนใหญ่มักต้องนำวัตถุดิบหรือส่วนประกอบบางชิ้นที่เป็น Hi-Technology เข้ามาจากประเทศนอกกลุ่มเพื่อร่วมประกอบ
เหตุผลง่าย ๆ ก็คือ การผลิตในประเทศตนเองยังได้กำลังต่ำ ๆ หรืออาจผลิตไม่ได้เลย
เมื่อมีการนำส่วนประกอบบางชิ้นจากประเทศนอกกลุ่มเข้ามาร่วมผลิต บางกรณีจึงทำให้สัดส่วนภายในประเทศต่ำลง และต่ำเกินกว่าสัดส่วนที่กำหนดในข้อตกลง
ข้อตกลง FTA ให้ลดอากรเหลือ 0% สำหรับสินค้า Hi-Technology ที่มีกำลังสูง ๆ จึงมักจะเป็นส่วนประกอบของเครื่องจักร หรือเครื่องไฟฟ้าที่ยังไม่สมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่
อาจะมีบ้างที่ประเทศในกลุ่ม FTA มีหลักฐานเชื่อได้ว่า การผลิตสินค้า Hi-Technology ที่มีกำลังสูง ๆ ในพิกัดนั้น ส่วนประกอบทั้งหมดสามารถผลิตได้ในประเทศต้นทาง
ข้อมูลแบบนี้ มันหลอกกันไม่ได้ ก็มันเป็นอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศที่หน่วยงานรัฐบาลของทุกประเทศต้องรู้อยู่แล้ว
ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ง่าย ๆ แค่นั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้นำเข้าของไทยบางรายก็ทราบ บางรายก็ไม่ทราบเพราะเป็นเรื่องภายในลึก ๆ ของประเทศผู้ขาย แต่ผู้นำเข้าไปสั่งสินค้ากลุ่มนี้เข้ามา
ทั้งผู้ผลิต หรือผู้ขายในประเทศต้นทางจะทราบอย่างชัดเจนก็ตอนไปยื่นขอใบรับรองเมืองกำเนิด CO (Certificate of Origin) จากหน่วยงานรัฐบาลของประเทศต้นทาง
หากถูกปฏิเสธพร้อมเหตุผล ตอนนั้นก็จะทราบ และเป็นที่แน่นอนว่าไม่สามารถขอยกเว้นอากรขาเข้าในประเทศผู้นำเข้าได้
ตอนตกลงซื้อขายกัน ผู้ขายก็บอกผู้นำเข้าของไทยว่า ทำ CO ได้ เพราะผู้นำเข้าของไทยจะนำ CO มายกเว้นอากรขาเข้าให้เหลือ 0%
ตอนผู้นำเข้าของไทยเปิด L/C (Letter of Credit) ก็กำหนดให้นำ CO มาขึ้นเงินที่ธนาคาร
คราวนี้ก็ยุ่งซิ ผู้ขายก็อาจขึ้นเงินจากธนาคารไม่ได้เพราะไม่มี CO จึงเป็นการขัดต่อ L/C
ผู้นำเข้าของไทยก็อาจไม่พอใจอีกเพราะผิดข้อตกลงที่ทำ CO ไม่ได้
ในที่สุด ผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศต้นทางบางรายทั้ง ๆ ที่ทราบว่าไม่ได้ แต่ต้องทำให้ได้จึงเลี่ยงบาลีโดยปรับชื่อสินค้าเล็กน้อยให้มีความหมายต่างออกไป เช่น มีกำลังต่ำ หรือไม่ครบชุดสมบูรณ์ตามแต่ละพิกัดที่แตกต่างกัน
แล้วหันไปใช้พิกัดสินค้าที่มีกำลังต่ำ ๆ หรือไม่ครบชุดสมบูรณ์แทน แต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่จะขอรับ CO ได้
แบบนี้ก็จะมาวุ่นวายตอนนำเข้าในประเทศไทยทันที ก็ข้อตกลง FTA ระบุไว้ชัดเจน สินค้าไหน พิกัดใด จะได้สิทธิ์อะไร มันมีรายละเอียดหมด
ผู้นำเข้าตรวจสอบล่วงหน้าก็ได้ ศุลกากรที่รับผิดชอบก็รู้ล่วงหน้า
แล้วรู้ด้วยว่า สินค้ากลุ่มไหนที่อยู่ในข่ายแบบนี้ ท่านดูบัญชีเรือท่านก็รู้ รู้แล้วท่านก็เฝ้ารอ นั่งรอ รอว่าเมื่อไรผู้นำเข้าหรือตัวแทนจะมาตรวจรับสินค้าจากศุลกากร
พอเปิดตู้คอนเทนเนอร์เห็นสินค้าจริง หากพบสาระ พบองค์ประกอบ หรือพบอุปกรณ์ที่สื่อว่าไม่สามารถใช้พิกัดกำลังต่ำ ๆ หรือแบบไม่สมบูรณ์ตามสิทธิ์ FTA ได้ การขอยกเว้นอากรขาเข้าก็ตกไป ความผิดฐานสำแดงเท็จและหลบเลี่ยงภาษีอากรก็เกิดขึ้นแทนที่
กว่าจะรู้ตัวอะไรเป็นอะไร ความผิดก็สำเร็จแล้ว มันมีโทษปรับทางศุลกากรรออยู่
ดังนั้น ผู้นำเข้าที่กำลังจะนำเข้ากลุ่มสินค้า Hi Technology ในประเภทพิกัดที่ 84 และ 85 จึงควรตรวจสอบกับกรมศุลกากรให้ชัดเจนก่อนอย่าหลงเชื่อผู้ขายที่ต้องการขายฝ่ายเดียว
ถามผู้ขายกี่ที ผู้ขายก็บอกว่า “ได้” ทุกที ก็คนจะขายนี่
หากจะเอาให้เป็นหลักฐาน ผู้นำเข้าก็อาจทำเป็นหนังสือสอบถามไปยังกรมศุลกากร หรืออย่างน้อยก็ปรึกษาตัวแทนออกของที่ทำงานให้ท่านอยู่ก็ไม่เสียหายอะไร
การไม่ยอมรับพิกัดหรือการต่อสู้ก็ยังพอมีทาง แต่ไม่ใช่ผู้นำเข้าหรือผู้ขายต่างประเทศจะไปตีความสรุปกันเอง มันเป็นเรื่องระหว่างประเทศ
ส่วนใหญ่ก็ต้องไปจบที่ WCO
ขณะเดียวกัน สินค้า Hi-Technology กำลังสูง ๆ หรือครบชุดสมบูรณ์ที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ในประเทศผู้ขายตามกฎแหล่งกำเนิดในวันนี้ วันหนึ่งในอนาคตการผลิตอุปกรณ์ในประเทศดีขึ้น
วันนั้น การกำหนดให้อยู่ในข่ายยกเว้นอากร 0% ตามเจตนารมณ์ FTA ก็อาจเกิดขึ้นได้
วันนี้ไม่ได้ 0% จึงไม่ได้แปลว่าวันหน้าจะไม่ได้
แต่การตีความให้กลับมาอยู่ที่ 0% ส่วนใหญ่มักไม่มีผลย้อนหลัง เว้นแต่จะมีประกาศให้ย้อนหลังซึ่งไม่ค่อยจะเจอ
FTA มีเจตนาเพื่อส่งเสริมให้ซื้อขายสินค้าที่ผลิตในกลุ่มมากกว่านอกกลุ่ม เมื่อไรความไม่รู้เกิดขึ้น หรือกระทำไปโดยขัดต่อเจตนารมณ์ FTA
เมื่อนั้นความวุ่นวายก็มักจะตามมา
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
1) ตัวอย่าง
สินค้าตามสำแดง Solar Module 320 Watt แผงโซล่าเซลล์ ประเภทพิกัด 85414090 อัตราอากรไม่ว่าจะใช้สิทธิ์ FTA หรือไม่ก็ร้อยละ 0 เหมือนกัน
รายงานการตรวจของเจ้าพนักงานศุลกากรพบ Solar Module ที่ประกอบเป็นอุปกรณ์ครบชุดถือเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ให้กำลังไม่เกิน 750 Watt จัดเข้าพิกัด 85013150 ที่มีการวินิจฉัยในหนังสือ EN (Explainary Note) ไว้แล้ว และอัตราอากรร้อยละ 10 ที่ไม่อยู่ในข่ายใช้สิทธิ์ FTA ให้เหลือร้อยละ 0 ได้
2) FTA ย่อมาจาก Free Trade Area หรือ Free Trade Agreement ซึ่งหมายถึงเขตการค้าเสรีหรือข้อตกลงทางการค้าเสรี นั่นคือ ประเทศ 2 ประเทศ หรือหลายประเทศจะรวมกลุ่มกันเพื่อทำการลดภาษีศุลกากรระหว่างกันให้เหลือน้อยที่สุดหรือเป็น 0 และใช้อัตราภาษีที่สูงกับประเทศนอกกลุ่ม
ดังนั้น ประโยชน์เบื้องต้นที่เห็นได้คือ สินค้าของเราหากส่งไปขายยังประเทศในกลุ่มจะมีต้นทุนที่ลดลงเพราะภาษีถูกลง หรือเหลือศูนย์ส่งผลให้สินค้าของเรามีความสามารถในการแข่งขันในตลาดนั้น ๆ หรือหากนำเข้าเราก็เสียภาษีในอัตราที่ถูกลงทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง ผู้บริโภคก็ได้รับประโยชน์ไปด้วยจากการที่มีสินค้าหลากหลายเข้ามาขาย ทำให้สามารถเลือกซื้อได้ตามราคาและคุณภาพที่ต้องการในราคาที่ถูกลง
(อ้างอิง http://thaifta.com)
The Logistics
Reefer Container ขนส่งสินค้าด้วยตู้ควบคุมอุณหภูมิ
Reefer Container คือตู้คอนเทนเนอร์ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในตู้ได้ หรือก็คือ ตู้เย็นคอนเทนเนอร์ นั่นเอง ตู้ประเภทนี้เหมาะกับสินค้าที่จำเป็นต้องรักษาอุณหภูมิให้คงที่อยู่เสมอ อย่างเช่น อาหาร, ผัก, ผลไม้ เป็นต้น ตู้คอนเทนเนอร์ที่มีออพชั่นพิเศษแบบนี้ราคาค่า Freight ก็ย่อมจะสูงกว่าตู้คอนเทนเนอร์ปกติเป็นธรรมดา โดยถ้าตู้ปกติราคาเท่าไหร่ก็สามารถเอา 2 คูณเข้าไปคร่าวๆ ได้เลย อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการต้องการสอบถามราคาค่า Freight สำหรับ Reefer Container ก็ควรเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะตู้ไม่ธรรมดาก็ย่อมมีอะไรบางอย่างที่พิเศษกว่า ฉะนั้นข้อมูลจำเป็นที่ต้องเตรียมให้พร้อมในการขอราคาค่า Freight จึงได้แก่
- สินค้า คืออะไร
โดยปกติผู้ประกอบการจำเป็นต้องแจ้งชนิดของสินค้ากับสายเรืออยู่แล้ว แต่ยิ่งเป็นตู้ Reefer นั้นต้องแจ้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สินค้าที่จะเข้าตู้ไปต้องเหมาะสมกับการใช้ตู้ด้วย บรรดาสายเรือต่าง ๆ ถึงจะปล่อยตู้สินค้าให้
- อุณหภูมิที่ต้องการ
เรื่องอุณหภูมินั้นเกี่ยวข้องกับต้นทุนและความสามารถในการให้บริการของสายเรือ เช่น มีตู้ที่อยู่ในสภาพพร้อมให้บริการหรือไม่ หรือ ค่าไฟที่ต้องใช้ตลอดการขนส่ง เป็นต้น และที่สำคัญ
อุณหภูมิที่ถูกต้องเหมาะสมกับสินค้าตามที่ผู้ประกอบการแจ้ง จะช่วยรักษาสินค้าไม่ให้เน่าเสียในระหว่างการขนส่ง
- ท่าเรือส่งออก/นำเข้า
ท่าที่จะใช้บรรจุสินค้ามีผลต่อการบริการอยู่พอสมควร เพราะบางท่าก็มีตู้ควบคุมอุณหภูมิน้อยหรือไม่มีเลย เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกที่เรียกว่า “ปลั๊กไฟ” มีให้ใช้งานได้ไม่เพียงพอ และบางครั้งก็อยู่ที่เรือด้วย เรือบางลำก็มีปลั๊กสำหรับตู้ Reefer น้อย บางครั้งต้องมีการสลับกันใช้ปลั๊กบนเรือเลยทีเดียว
ความสามารถพิเศษในการควบคุมอุณหภูมิภายในตู้สินค้าของ
Reefer Container มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายพิเศษ นั่นก็คือ ค่าไฟ
Electricity Fee
สำหรับ shipment นำเข้าสินค้าทั่วไป โดยปกติหากผู้ประกอบการไม่ดำเนินการเคลียร์สินค้าภายในระยะเวลา Free time ตามกำหนดที่สายเรือให้ไว้ ก็จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า ค่าเสียเวลาตู้ (demurrage charge)
แต่ถ้ายิ่งเป็นตู้
Reefer Container
แล้วจะต้องใช้ไฟฟ้าในการรักษาอุณหภูมิ จึงมีการเรียกเก็บค่าไฟ
เพิ่มอีกด้วย
โดยประมาณก็จะอยู่ราว ๆ 600-1,500 บาทต่อวัน
ซึ่งปกติ
สายเรือจะให้ฟรี Electricity fee 2-3 วัน แต่บางสายเรือก็ให้แค่เพียง 1 วันเท่านั้น!
ดังนั้น shipment ที่ใช้ตู้ควบคุมอุณหภูมิควรจะต้องเช็คค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้ดี ๆ และรีบ
เคลียร์สินค้า
ออกจากท่าให้ไวที่สุดจะดีกว่า
นอกจากนี้ Reefer Container
ตู้เย็นขนาดใหญ่ทีก็มีโอกาสที่จะเสียได้เป็นปกติ แม้โอกาสจะน้อยก็ตามที หรือแม้แต่ความเสี่ยงเรื่องการสลับกันใช้ปลั๊ก ในกรณีที่ปลั๊กไม่เพียงพอก็อาจจะทำให้สินค้าเสียหายได้ ดังนั้นผู้ประกอบการก็ควรจะต้องทำประกันภัยไว้ด้วย





