CEO ARTICLE

ช่องว่าง GATT

Published on March 15, 2022


Follow Us :

    

GATT เป็นระบบที่ช่วยผู้นำเข้าให้เสียภาษีด้วย ‘ราคาซื้อขาย’ ที่แท้จริงได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็น ‘ช่องว่าง’ ให้ผู้นำเข้ากลุ่มที่แสดงราคาต่ำกว่าความจริงเพื่อเสียภาษีต่ำไปด้วย
ผู้นำเข้าที่สำแดงราคาต่ำใช้ ‘ช่องว่าง’ จากระบบ GATT เพื่อเสียภาษีต่ำได้อย่างไร ?

ราคาระบบ GATT (General Agreement on Tariff and Trade) เป็นแนวคิดที่ต้องการลดความขัดแย้งด้านราคานำเข้าขององค์การการค้าโลก หรือ WTO (World Trade Organization)
ประเทศไทยนำราคาระบบ GATT มาบรรจุใน พรบ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 16 โดยกำหนดให้ศุลกากรต้องรับ ‘ราคาซื้อขาย’ ที่แท้จริงของผู้นำเข้าก่อนเป็นลำดับที่ 1 หากลำดับที่ 1 ไม่น่าเชื่อถือก็ให้เลื่อนไปใช้ลำดับที่ 2 และต่อ ๆ ไปซึ่งมีทั้งหมด 6 ลำดับ ดังนี้
ลำดับที่ 1 ราคาซื้อขายของที่นำเข้า (Translation Value)
หมายถึง ราคาสินค้าที่รวมค่าระวางขนส่ง (Freight) ค่าประกันภัย (Insurance) ค่านายหน้า ค่าสิทธิ และค่าเคลื่อนย้ายอื่น ๆ จนสินค้าส่งถึงประเทศไทยที่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็น ‘ราคาที่แท้จริง’ หรือที่เรียกใน IncoTerm 2020 ว่า ราคา CIF (Cost Insurance and Freight)
ระบบ GATT ให้ใช้ราคาซื้อขายที่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นราคาที่แท้จริงเป็นลำดับแรก
ผู้นำเข้าที่มีเจตนาเสียภาษต่ำจึงใช้ช่องว่างนี้สำแดงราคาซื้อขายต่ำ และยื่นเสียภาษีต่ำไปด้วย ขณะที่ระบบ GATT ก็ให้อำนาจศุลกากรในการขอหลักฐานเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือ
หากหลักฐานไม่น่าเชื่อถือ และไม่เป็นที่ยอมรับก็ให้เลื่อนมาใช้วิธีการลำดับที่ 2 แทน
ลำดับที่ 2 ราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน (Transaction Value of Identical Goods)
หมายถึง การนำราคาซื้อขายของที่เหมือนกันทุกอย่างมาประเมินภาษี เช่น ลักษณะทางกายภาพ คุณภาพ และชื่อเสียงซึ่งผลิตในประเทศเดียวกัน และเป็นผู้ผลิตเดียวกัน หากยังหาราคาที่เหมือนกันของผู้นำเข้าอื่นไม่ได้ ระบบ GATT ก็ให้ใช้วิธีการลำดับที่ 3
ลำดับที่ 3 ราคาซื้อขายของที่คล้ายกัน (Transaction Value of Similar Goods)
หมายถึง ราคาซื้อขายของที่คล้ายกันมาประเมินภาษี เช่น วัสดุ ส่วนประกอบ ลักษณะทางกายภาพที่ทำหน้าที่ได้เหมือนกัน คล้ายกัน แลกเปลี่ยนระหว่างกัน และผลิตโดยผู้ผลิตเดียวกัน หากยังหาของที่คล้ายกันของผู้นำเข้าอื่นไม่ได้ก็ให้เลื่อนมาใช้วิธีการลำดับที่ 4
ลำดับที่ 4 ราคาหักทอน (Deduction Value)
หมายถึง การนำราคาสินค้าที่เหมือนกันและจำหน่ายในประเทศไทยมาเป็นตัวตั้ง หักทอนค่าใช้จ่ายบางส่วนออกไป เช่น ค่านายหน้า ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าภาษีอากร และกระบวนการอื่น ๆ เพื่อให้ได้ราคาในการประเมินภาษี หากยังคำนวณราคาไม่ได้ก็ให้ใช้วิธีการลำดับที่ 5
ลำดับที่ 5 ราคาคำนวณ (Computed Value)
หมายถึง การนำราคาสินค้าชนิดเดียวกันจากประเทศอื่นที่ขายส่งออกมายังประเทศไทยเป็นตัวตั้ง บวกกำไรและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั่วไปจนถึงประเทศไทยให้เป็นราคาประเมิน แต่หากยังคำนวณราคาไม่ได้ก็ให้ใช้วิธีการลำดับที่ 6
ลำดับที่ 6 ราคาย้อนกลับ (Fall Back Value)
หมายถึง การย้อนกลับไปใช้วิธีการตามลำดับที่ 1-5 อีกครั้ง หมุนเวียนจนกว่าจะได้ราคา

ระบบ GATT มีความเป็นสากล ทุกประเทศสมาชิกของ WTO ใช้เหมือนกัน ลำดับที่ 1 เป็นราคาซื้อขายที่แท้จริง ส่วนราคาลำดับที่ 2-6 เป็นราคาเปรียบเทียบและคำนวณ
ผู้นำเข้าส่วนใหญ่จึงต้องการใช้ราคาลำดับที่ 1 ในระบบ GATT มากที่สุด และก็เป็นจุดเริ่มต้นของช่องว่างให้ผู้นำเข้าที่สำแดงราคาต่ำกว่าความจริงใช้ช่องว่างนี้
จากนั้นก็จัดเตรียมหลักฐานให้ดูเหมือนจริงมากที่สุดเพื่อการตรวจสอบไว้ล่วงหน้า
หลักฐานจากผู้ขาย เช่น Price List ใบเสนอราคาจากผู้ขาย สัญญาซื้อขาย หนังสือแต่งตั้งผู้นำเข้าให้เป็นตัวแทนในประเทศไทยที่มีผลให้ราคานำเข้าต่ำกว่าตลาด และหลักฐานอื่น เป็นต้น
หลักฐานจากผู้นำเข้าในฐานะผู้ซื้อ เช่น ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) หลักฐานการโอนเงิน การจ่ายเงินผ่าน L/C ที่ให้น่าเชื่อถือมากกว่า อีเมลหรือข้อความที่ติดต่อสื่อสารต่าง ๆ เป็นต้น
หลักฐานแต่ละประเภทมีความน่าเชื่อถือต่างกันและต้องทำให้ดูเหมือนกันจริงมากที่สุด
ผู้นำเข้าที่ต้องการเสียภาษีต่ำเข้าใจช่องว่างนี้ ศุลกากรก็เข้าใจช่องว่างนี้ ในที่สุดก็เกิดการอุดช่องว่าง การบริหารความเสี่ยง ระบบตรวจสอบตั้งแต่ก่อนนำเข้า ระหว่างพิธีการ และการตรวจย้อนหลัง หรือ PCA (Post Clearance Audit) จากศุลกากรที่ไปกระทบต่อผู้นำเข้าที่สุจริต
การอุดช่องว่างส่งผลกระทบไปทั่ว ผู้นำเข้าที่สุจริตจึงควรเข้าใจช่องว่างนี้ และเตรียมหลักฐานจริงที่ไม่ดูเหมือนเท็จให้ครบถ้วนล่วงหน้า มิฉะนั้นก็อาจได้รับความเสียหายจากการอุดช่องว่างอย่างไม่ควร.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
CEO – SNP Group

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : March 15, 2022

Logistics

ปี 2564 ฉางซาขนส่งสินค้าไปยุโรปด้วยรถไฟเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และยังปังต่อเนื่องรับต้นปีขาล

ปี 2564 นครฉางซาขนส่งสินค้าไปยุโรปด้วยรถไฟรวม 1,030 ขบวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 94.34 ปริมาณสินค้า 680,300 ตัน รวมมูลค่า 2,769 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงติดอันดับต้น ๆ ของจีน และนับเป็นปีแรกของการใช้รถไฟขนส่งสินค้าจากนครฉางซาไปยุโรปที่มีจำนวนมากกว่า 1,000 ขบวน สูงเป็นประวัติการณ์และเร็วกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

ขณะเดียวกัน ในช่วงวันที่ 1 มกราคม-16 กุมภาพันธ์ 2565 สถานีรถไฟนครฉางซาเหนือได้ขนส่งสินค้าไปยุโรปแล้ว 75 ขบวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.4 ส่วนฝั่งขากลับขนส่งสินค้าจากยุโรปมานครฉางซา 38 ขบวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 216.7 ปริมาณสินค้ารวมกว่า 2,400 ตู้คอนเทนเนอร์ มูลค่าสินค้าประมาณ 288 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 20 ถือเป็นการเร่งความเร็วของอัตราการขยายตัวตั้งแต่ต้นปี 2565

การเดินรถไฟไปยุโรปของนครฉางซาในช่วงสองปีที่ผ่านมา หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันผลักดันให้รถไฟมีบทบาทเป็นช่องทางการคมนาคมขนส่งที่สำคัญของมณฑล โดยในปี 2564 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดรถไฟขบวนพิเศษเพื่อขนส่งสินค้าให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิตของมณฑลหูหนานโดยเฉพาะ เช่น บริษัท Sany บริษัท Zoomlion และบริษัท Geely รวมจำนวน 90 ขบวน ส่วนในช่วงต้นปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวของจีน หลายสถานที่ในนครฉางซามีอากาศหนาวจัดและหิมะตก ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างให้ความสำคัญกับการเดินรถไฟขนส่งสินค้ามากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถเดินรถได้เป็นปกติตามตารางที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อตอบสนองปริมาณความต้องการสินค้าในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน (วันที่ 31 มกราคม-6 กุมภาพันธ์ 2565) นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับวิธีการขนส่งสินค้าที่ยังคงใช้มาตรการเข้มงวดตลอดการเดินทางโดยไม่ให้เกิดการสัมผัสกันเพื่อป้องกันผลกระทบจากโรคโควิด-19 โดยในขณะนี้รถไฟฝั่งขากลับส่วนใหญ่จะเข้าทางด่านที่เป็นพื้นที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น ด่านหม่านโจวหลี่ของเขตฯ มองโกเลียใน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินงานของด่านรถไฟจะเปิดให้บริการตามปกติและมีความปลอดภัย

ปัจจุบัน ปริมาณการเดินรถไฟเพื่อขนส่งสินค้าระหว่างนครฉางซากับยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนครฉางซามีขบวนเดินรถกว่า 10 เส้นทางเชื่อมต่อไปยุโรป เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง เช่น มอสโก (ประเทศรัสเซีย) มินสก์ (ประเทศเบลารุส) Malaszewicze (ประเทศโปแลนด์) บูดาเปสต์ (ประเทศฮังการี) ฮัมบูร์ก (ประเทศเยอรมนี) ทาชเคนต์ (ประเทศอุซเบกิสถาน) อัลมาตี (ประเทศคาซัคสถาน) และฝั่งขากลับเดินทางมาจากฮัมบูร์ก บูดาเปสต์ และมอสโก เป็นต้น รวมถึงมีตารางเดินรถที่กำหนดแน่นอนสัปดาห์ละ 30-35 ขบวน ในจำนวนนี้ เส้นทางเดินรถไปมินสก์ถือเป็นเส้นทางยอดนิยมและครองสัดส่วนอันดับหนึ่งของจีนหรือเกือบร้อยละ 60 ของตลาดทั้งประเทศ

ที่มา : https://thaibizchina.com

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *