CEO ARTICLE
ไต้หวันจะไปไหน
จีนออกสมุดปกขาวที่สื่อการใช้ทหารยึดเกาะไต้หวัน นักการเมืองสหรัฐยังเยือนไต้หวันรอบที่ 2 จีนยังคงซ้อบรบรอบเกาะทำให้สินค้านับหมื่น ๆ ตู้ (Container) ของไต้หวันส่งออกไม่ได้
ไต้หวันจะไปทางไหนระหว่างรวมกับจีนเป็น ‘จีนเดียว’ หรือ ‘ยืนเดี่ยว’ ใต้เงาสหรัฐ ?
ไต้หวันเป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่ง ในอดีตไม่มีความสำคัญ เป็นเพียงแหล่งหาปลาของชาวประมงและที่ซ่องสุมของโจรสลัด ภาษาและวัฒนธรรมที่ใช้ก็คล้ายกับมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียผสมกัน (https://www.silpa-mag.com/history/article_48092)
ในมุมประวัติศาสตร์ หากจะกล่าวว่าไต้หวันไม่ใช่ของจีนก็อาจจะใช่ แต่เมื่อชาวจีนอพยพเข้าไปในราวก่อนศตวรรษที่ 17 ชาวพื้นเมืองก็ถอยออกไปจนไต้หวันมีสภาพเป็นส่วนหนึ่งของจีน
เมื่อมีคนกล่าวว่า “ไต้หวันเป็นของจีนโดยการอพยพเข้ายึดครอง” มุมนี้ก็น่าจะใช่อีก
คำว่า ‘ไต้หวัน’ มาจากคำว่า ‘Tyawan’ เป็นภาษามาลาโย-โพลิเซียน แปลว่า ‘เกาะเล็ก ๆ’ เมื่อชาวโปรตุเกสมาเยือนในปี พ.ศ. 2087 (ค.ศ. 1544) จึงเรียกเกาะนี้ว่า ‘โพโมซ่า’ (Formosa)
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) ญี่ปุ่นก็เข้ายึดครอง และยึดครองยาวในระหว่างสงครามเพราะเป็นเกาะที่เหมาะแก่การผ่านทางของเรือและจอดเรือ เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ญี่ปุ่นแพ้สงครามจึงคืนให้จีน (https://th.wikipedia.org)
ในมุมนี้ หากจะกล่าวว่า “ไต้หวันถูกญี่ปุ่นยึดครองไปแล้วย่อมไม่ใช่ของจีนอีก” ก็ได้ หรือจะกล่าวว่า “ญี่ปุ่นคืนไต้หวันให้จีนก็แสดงว่า ไต้หวันเป็นของจีน” ก็ไม่ผิด มันถูกทุกมุมมอง
ไต้หวันเริ่มเข้ามาอยู่ในความขัดแย้งจากการเมืองภายในของจีน ตอนที่พรรคก๊กมินตั๋งแพ้ หนีไปตั้งมั่นที่เกาะไต้หวันในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) ตั้งรัฐบาล และจีนประกาศจะยึดคืน
ประวัติศาสตร์จึงตีความได้ 2 ทาง ใครได้ประโยชน์ทางไหนก็จะตีความไปทางนั้น
หากมองในมุมจีนที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ การรวมกับจีนเป็น ‘จีนเดียว’ ย่อมดีกว่า ยิ่งสหรัฐมีปัญหาเศรษฐกิจมากขึ้น และตกเป็นรองจีนหลายเรื่องจึงดูจะสนับสนุนให้รวมกับจีนง่ายขึ้น
แต่การเมืองเป็นเรื่องซับซ้อน เข้าใจยาก ตัวอย่างเช่นไต้หวันที่วันนี้ การเมืองพัฒนาไปมาก ปกครองตนเองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีนักการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งและเป็นผู้มีอำนาจ เป็นผู้ตัดสินใจที่จะเจรจาเพื่อรวมเป็น ‘จีนเดียว’ หรือจะ ‘ยืนเดี่ยว’ ใต้เงาสหรัฐเพื่อสู้กับจีน ???
หากถามว่า นักการเมืองฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลของไต้หวันมีใครบ้างอยากรวมกับจีน ?
คำตอบ “แทบไม่มี” หรือจะกล่าวว่า “ไม่มีนักการเมืองใดอยากรวมกับจีนเลย” ก็ได้
เหตุผลง่าย ๆ เพราะนักการเมืองเป็นผู้แสวงหาอำนาจ ไม่ว่าจะใช้อำนาจนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนรวมก็ตาม นักการเมืองทุกฝ่ายต่างต้องการอำนาจทั้งสิ้น
หากรวมกับจีน อำนาจทางการเมืองแม้จะยังมีอยู่ แม้จะยังให้มีการเลือกตั้ง แม้จีนจะยังให้อิสระในการปกครองตนเอง แต่นักการเมืองก็เชื่อว่า สิทธิและเสรีภาพจะค่อย ๆ ถูกจำกัดลงไป ในที่สุดนักการเมืองจะค่อย ๆ หมดอำนาจเหมือนฮ่องกงที่ประสบจนเกิดการประท้วงที่ผ่านมา
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นการยากที่จะมีนักการเมืองหน้าไหนเสนอตัวทำประชามติรวมกับจีนเพื่อให้คนไต้หวันออกเสียงให้รู้แล้วรู้รอดไปแบบ BREXIT
แต่หากถามคนทำการค้า ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก และโลจิสติกส์ต่าง ๆ ของไต้หวัน ส่วนใหญ่จะได้คำตอบคล้าย ๆ กันว่า “อะไรก็ได้ รวมหรือไม่รวมก็ได้ ขอให้เศรษฐกิจเติบโต ทำธุรกิจการค้าได้ก็พอ” เพราะไต้หวันและจีนพูดภาษาเดียวกัน มีวัฒนธรรมเดียวกัน และมาจากรากเหง้าเดียวกัน
ในตอนนี้แค่ซ้อมรบก็กระทบเศรษฐกิจอย่างหนัก นักธุรกิจย่ำแย่ ตรงกันข้าม หากถามคนไต้หวันทั่ว ๆ ไป คำตอบจะแบ่งเป็น 2 ส่วนทันที
ส่วนหนึ่งต้องการรวมกับจีนเป็น ‘จีนเดียว’ เพื่อความสงบสุข แต่อีกส่วนต้องการปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตย ต้องการ ‘ยืนเดียว’ แม้จะอยู่ใต้เงาสหรัฐก็ตาม และสหรัฐก็เต็มใจหนุนตราบเท่าที่ไต้หวันยังมีประโยชน์ต่อการคานอำนาจจีน และการขายอาวุธให้ไต้หวัน
ทั้งประวัติศาสตร์ ทั้งคนไต้หวัน และทั้งผลประโยชน์ของนักการเมืองจึงมี 2 มุมให้มอง
ยิ่งนักการเมืองสหรัฐมาเยือนรอบ 2 ก็ยิ่งมองผลประโยชน์ที่สหรัฐจะได้ชัดขึ้น สมุดปกขาวของจีนออกมาแล้ว ซ้อมรบให้กระทบเศรษฐกิจก็แล้ว แต่เชื่อว่าเป็นเพียงการขู่ จีนยังแสดงตัวเป็นพี่ใหญ่ที่แข็ง แต่สุภาพ อ่อนโยนต่อน้อง ๆ อย่างไต้หวัน ไม่น่าจะมีอะไรรุนแรงไปกว่านี้
จาก 2 มุมมองนี้ เชื่อว่า นโยบาย ‘จีนเดียว’ ของจีนน่าจะยังอีกยาวไกล
นักการเมืองของไต้หวันคงไม่รวมกับจีนง่าย ๆ ไต้หวันคงเลือก ‘ยืนเดี่ยว’ มากกว่า แต่ทั้งนี้คงต้องยกเว้น หากมีประเทศใดได้ประโยชน์จากความรุนแรงที่มากขึ้น การยึดเกาะก็อาจเกิดขึ้น
หากความรุนแรงมีมากขึ้น อุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกที่ต้องพึ่งพาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และวัตถุดิบจากไต้หวันคงวุ่นวาย ห่วงโซ่อุปทานและการจัดการโลจิสติกส์ทั่วโลกก็คงวุ่นตาม
ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกของไทยคงหลีกไม่พ้นจึงควรติดตามไต้หวันจะไปทางไหนให้ดี
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
CEO – SNP Group
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : August 23, 2022

Logistics
กนอ.เร่งเครื่องแผนแม่บทพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะปี 66 ปั้นท่าเรือบกสู่ฮับโลจิสติกส์ภูมิภาค
กนอ.ขับเคลื่อนแผนแม่บทพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมอัจฉริยะมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน เล็งยกระดับระบบสาธารณูปโภค (IEAT4.0) เล็งปั้นท่าเรือบก เพื่อสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาค เพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน ดึงการลงทุน
นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้เดินทางไปศึกษาดูงานการผลิตน้ำจืดจากทะเล และการบริหารจัดการท่าเรือ ณ ประเทศสเปน ร่วมกับนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ประธานกรรมการ กนอ. และคณะกรรมการ กนอ. โดยเฉพาะท่าเรือบาเลนเซียที่จะนำมาประกอบการพิจารณาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมอัจฉริยะที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Smart and Carbon Neutral Industrial Port) ตามเป้ายุทธศาสตร์ปี 2566 ที่มุ่งเน้นพัฒนาด้านสาธารณูปโภค (IEAT4.0) และนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ให้บริการและสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ ซึ่งแผนแม่บทนี้จะนำไปใช้ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม/ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ก (Smart Park) เป็นพื้นที่นำร่อง
“ท่าเรือบาเลนเซีย ถือว่าสอดคล้องกับภารกิจของ กนอ.ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟส 3 เพื่อรองรับการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ NGV และสินค้าเหลว ตลอดจนการประกอบกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่อง การดูงานครั้งนี้จะนำมาประกอบการพิจารณาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมอัจฉริยะที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน รวมถึงเป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรม/ท่าเรืออุตสาหกรรมโดยใช้ข้อมูล (Data Driven Management) ให้แก่นิคมอุตสาหกรรม/ท่าเรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ในประเทศไทย เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในภาคอุตสาหกรรม” นายวีริศกล่าว
สำหรับภารกิจการเยี่ยมชมท่าเรือเมืองบาเลนเซียเป็นหนึ่งในท่าเรือยุโรปที่มีปริมาณการขนส่งมากที่สุด และติดอันดับ Top 20 ในปี 2021 จากการประเมินของ World Connectivity Index (CGI) โดยการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development : UNCTAD) รวมทั้งมียุทธศาสตร์ลดการปลดปล่อยคาร์บอน (Zero Emissions) ภายในปี 2030 ด้วยการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และการขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ (Digital Transformation)
ขณะเดียวกันยังได้มีการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสมาคมการผลิตน้ำจืดจากทะเล และการนำน้ำกลับมาใช้แห่งสเปน (La Asociacion Espanola de Desalacion y Reutilizacion – AEDyR) เพื่อหาแนวทางความเป็นไปได้ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการคัดเลือกพื้นที่ตั้งระบบผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล อัตรากำลังการผลิตที่เหมาะสม การคัดเลือกเทคโนโลยี ผลกระทบการระบายน้ำทิ้ง และการศึกษาในเชิงสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย และการลงทุน โดยพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC พื้นที่ที่มีศักยภาพสูงที่เหมาะสมสำหรับตั้งโรงผลิตน้ำจืดจากทะเล อยู่บริเวณพื้นที่มาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
นอกจากนี้ ยังประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการบริหารจัดการท่าเรือบกและระบบการขนส่งแบบ multimodal ในบริเวณเขตอุตสาหกรรมที่เป็นศูนย์กลางระบบขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อนำรูปแบบมาปรับใช้ในการดำเนินการก่อสร้างและให้บริการท่าเรือบก (Dry Port) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากเล็งเห็นประสิทธิภาพการให้บริการของท่าเรือบก (Dry Port) ของสเปน ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ระบบท่าเรือบกเพื่อสนับสนุนการเป็นโลจิสติกส์ด้านการขนส่ง โดยการอำนวยความสะดวกให้กับการขนส่งระหว่างประเทศด้วยการลดภาระงานของท่าเรือทางทะเล และให้บริการด้านการขนส่งด้วยระบบรางหรือถนนที่มีประสิทธิภาพสูง
ที่มา : https://mgronline.com/business/detail/9650000077713








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!