CEO ARTICLE
ส่งออกชั่วคราว ep 1
ของส่งออก และนำกลับสภาพเดิมมีวิธีการอย่างไร ?
ของส่งออกชั่วคราว และภายหลังนำกลับในสภาพเดิมเกิดได้หลายกรณี
ตัวอย่างเช่น ของที่ส่งออกไปขาย แต่ภายหลังถูกผู้รับปฎิเสธต้องส่งกลับ อาจด้วยสินค้าไม่ตรงกับที่เสนอราคา หรือของส่งออกไปโชว์ ไปงานแสดงสินค้า และต้องส่งกลับ เป็นต้น
หากผู้ส่งออกรู้ล่วงหน้าว่า ของที่ส่งออกจะมีการนำกลับสภาพเดิมในภายหลัง การเตรียมการเพื่อให้ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าขณะนำกลับ (Re-Import) ภายใต้กฎหมายก็จะง่าย
แต่หากไม่รู้ตัวล่วงหน้าก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร ทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมาย แบ่งเป็น 2 วิธีการให้เลือกใช้ ภายใต้ พรก. พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 และข้อตกลงระหว่างประเทศของสภาหอการค้านานาชาติ หรือ ICC (International Chamber of Commerce) ดังนี้
วิธีการที่ 1 ภายใต้ พรก. พิกัดฯ ภาค 4 ประเภทที่ 1
ข้อบัญญัติ (โดยย่อ) “ของนำกลับ” หมายถึง ของที่ส่งออกไปแล้ว แต่นำกลับเข้ามาภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ส่งออกโดยไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะหรือรูปแต่ประการใดโดยมีเงื่อนไข ดังนี้
1. ต้องมีใบสุทธินำกลับ
หมายถึง ผู้ส่งออกรู้ตัวล่วงหน้าว่าจะนำกลับ
เมื่อรู้ตัวล่วงหน้า ผู้ส่งออกเพียงแจ้งต่อศุลกากรขณะทำการส่งออก ให้มีการตรวจสอบของ ให้ทำหลักฐาน และให้ทำใบสุทธินำกลับ (Re-Import Certificate) ไว้ เมื่อนำของกลับเข้ามาโดยไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะหรือรูป ของนั้นก็จะได้รับการยกเว้นอากรขาเข้า
2. ให้มีการผ่อนผัน
หมายถึง ผู้ส่งออกไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะนำกลับ และไม่ได้ทำใบสุทธินำกลับไว้ หรือกรณีที่นำกลับเข้ามาเกินเวลา 1 ปีตามที่กำหนดเป็นเงื่อนไข
พรก. พิกัดฯ ภาค 4 ประเภท 1 ให้อำนาจอธิบดีกรมศุลกากรสามารถผ่อนผันได้ หรืออาจขยายเวลาก็ได้ แต่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบตามที่อธิบดีจะกำหนดก่อน
ตัวอย่างกระบวนการตรวจสอบ เช่น ตรวจสอบของที่นำกลับว่ามีลักษณะหรือรูปเปลี่ยนไปหรือไม่ พิจารณาน้ำหนัก ชื่อสินค้า และรายละเอียดในใบตราส่งสินค้า (Bill of Transportation) และเอกสารอื่น ๆ เปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ เป็นต้น
การตรวจยังรวมไปถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับขณะส่งออก เช่น หากได้รับเงินชดเชยภาษีส่งออก หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายในประเทศอื่นก็ต้องคืนสิทธินั้นก่อน เป็นต้น
หากตรวจสอบแล้วไม่มีการเปลี่ยนลักษณะหรือรูป ของที่นำกลับก็จะได้รับยกเว้นอากร วิธีการที่ 1 นี้เป็นกฎหมายภายในประเทศของไทยที่อำนวยความสะดวกในเรื่องนี้
วิธีการที่ 2 เป็นการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงระหว่างประเทศ
ข้อตกลงนี้เป็นการให้สิทธิหอการค้าแต่ละประเทศ ให้มีอำนาจเหนือศุลกากรในการยกเว้นอากร (Duty Exemption) สำหรับของที่นำเข้า หรือของที่ส่งออกชั่วคราว
อำนาจที่เหนือกว่านี้เรียกว่า “ATA Carnet”
“ATA” เป็นการนำภาษาฝรั่งเศสคือ “Admission Temporaire” มารวมกับภาษาอังกฤษคือ “Temporary Admission” จึงกลายเป็น “ATA” ที่มีความหมายว่า “การอนุญาตชั่วคราว”
“Carnet” มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่า “สมุดตั๋ว” หรือเอกสาร
เมื่อนำมารวมกันเป็น “ATA Carnet” จึงหมายถึง “สมุดตั๋ว” เพื่อการอนุญาตให้นำของเข้าชั่วคราวเพื่อการส่งกลับออกไป หรือส่งออกชั่วคราวเพื่อนำกลับเข้ามาภายหลัง
หากนำ “ATA Carnet” ของหอการค้าฯ มาเปรียบกับ พรก. พิกัดฯ ภาค 4 ของไทยแล้วจะมีความแตกต่างกันอย่างไร สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขวุ่นวายเพียงไรจะนำมากล่าวครั้งหน้า
ทั้ง 2 วิธีการให้การยกเว้นอากรเหมือนกัน ทำให้ต้นทุนการนำเข้าและการส่งออกต่ำอย่างถูกกฎหมาย และเป็นส่วนหนึ่งในหลายวิธีการของหนังสือ “การค้าระหว่างประเทศ” (International Trade) เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
หนังสือที่เสนอวิธีการทำภาษีให้ต่ำ ถูกกฎหมาย ปฏิบัติได้จริงตั้งแต่เริ่มต้นการค้าฯ การนำเข้า การส่งออก เขียนด้วยภาษาง่าย ๆ เพื่อความเข้าใจจะวางจำหน่ายตามแผงหนังสือเร็ว ๆ นี้.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : February 4, 2025

Logistics
สหรัฐอเมริกาสนับสนุนแผนการพัฒนาท่าเรือ San Antonio ในชิลี
หลายประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกาได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจากประเทศมหาอำนาจหลักของโลก ได้แก่ จีน และสหรัฐอเมริกา โดยเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีจีน (นาย สี จิ้น ผิง) ได้เข้าร่วมพิธีเปิดท่าเรือ Chancay หรือท่าเรือขนาดใหญ่ของเปรูในพื้นที่ตอนเหนือของกรุงลิมา ซึ่งท่าเรือดังกล่าวลงทุนโดยกลุ่ม Cosco Shipping และเพียง 4 วันต่อมาในช่วงการประชุม the 17th China-Latin America and the Caribbean Business Summit จีนและนิการากัวได้ร่วมลงนามในสัญญาก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกในเขต Bluefield ที่มีมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัท CAMC Engineering ของจีนเป็นผู้ลงทุนหลัก
รัฐบาลใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่นำโดยนาย Donald Trump อยู่ระหว่างการพิจารณาเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 60 สำหรับสินค้าที่ส่งออกจากท่าเรือ Chancay เพื่อเป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้าต่อจีน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาประกาศแผนการสนับสนุนเศรษฐกิจของชิลีด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือที่สำคัญให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพรองรับการค้าที่เพิ่มมากขึ้น โดยทั้งชิลีและและสหรัฐอเมริกาได้มีการหารือร่วมกันล่าสุดในปี 2567 และจะเริ่มต้นโครงการกับท่าเรือ San Antonio ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเรือที่สำคัญของชิลี ด้วยเงินลงทุนจำนวนกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ โครงการพัฒนาท่าเรือดังกล่าวจะดำเนินการก่อสร้างท่าเรือระยะทาง 1,730 เมตร จำนวน 2 แห่ง และเขื่อนกันคลื่นระยะทาง 4 กิโลเมตร หากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ ท่าเรือ San Antonio จะสามารถรองรับการขนถ่ายสินค้าได้ถึง 6 ล้าน TEU ปริมาณงานกว่า 60 ล้านตันต่อปี ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้ทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี 2563 นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะส่งเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจประเมินความต้องการต่าง ๆ ของโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือ การออกแบบ และแนวทางการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของชิลี ซึ่งการลงทุนของสหรัฐอเมริกาในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา ถือเป็นการรักษาการได้เปรียบทางการแข่งขันและเสริมสร้างสถานะของสหรัฐอเมริกา ลดการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคลาตินอเมริกา
ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของท่าเรือ San Antonio
ท่าเรือ San Antonio ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างจากกรุงซันติอาโกไปทางตะวันตกด้วยระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร เป็นท่าเรือที่รองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้มากที่สุดเป็นลำดับที่ 10 ในภูมิภาคลาตินอเมริกา ถือเป็นท่าเรือที่เป็นประตูสำคัญในการรองรับการค้าจากภูมิภาคแปซิฟิกใต้ ทั้งนี้ ท่าเรือ San Antonio มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกทางการค้าจากทั่วโลก เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งแปซิฟิกซึ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานสินค้าในภูมิภาคลาตินอเมริกากับตลาดโลก
การลงทุนของสหรัฐอเมริกาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของชิลี สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นพันธมิตรในเชิงกลยุทธ์ โดยทั้งสองประเทศได้ผลประโยชน์ร่วมกันในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ นวัตกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาได้เล็งเห็นถึงตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และเครือข่ายทางการค้าของชิลี ซึ่งโครงการพัฒนาท่าเรือจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนนวัตกรรม และความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีในภูมิภาค[1]
รัฐบาลชิลีได้เปิดรับให้บริษัทต่าง ๆ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศยื่นข้อเสนอเข้าร่วมโครงการฯ และปัจจุบันมีบริษัทจำนวน 34 ราย สนใจเข้าร่วมการประมูลก่อสร้างท่าเรือ โดยในจำนวนนี้มีบริษัทจากสหรัฐอเมริกา จำนวน 3 ราย การพัฒนาท่าเรือในระยะแรกมีมูลค่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินโครงการฯ ในปี 2569 และการพัฒนาท่าเรือในระยะที่ 2 มีมูลค่า 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ[2]
บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคต.
การสร้างอิทธิพลทางการค้าและการลงทุนของจีนในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งในภูมิภาคลาตินอเมริกา สร้างความท้าทายต่อบทบาททางการค้าของสหรัฐอเมริกา และการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือ San Antonio มิใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นการเข้ามาถ่วงดุลบทบาทของจีนในภูมิภาคลาตินอเมริกา อีกทั้งเป็นการพัฒนาความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐอเมริกากับชิลี โดยชิลีถือเป็นประเทศพันธมิตรสำคัญของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้ ส่งผลถึงโอกาสที่ดีทางการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศ
หากการพัฒนาท่าเรือ San Antonio แล้วเสร็จตามเป้าหมายที่กำหนด จะเป็นโอกาสที่ดีของการขนส่งสินค้าจากเอเชียไปยังภูมิภาคลาตินอเมริกา เนื่องจากศักยภาพการรองรับสินค้าที่เพิ่มขึ้น การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยลดเวลาการตรวจปล่อยสินค้า
จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของเปรูทำให้จีนเล็งเห็นถึงโอกาสด้านการค้าและการลงทุนในเปรู ประกอบกับรัฐบาลเปรูเห็นว่าการมีท่าเรือขนาดใหญ่ที่ทันสมัยจะช่วยเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของเปรู ช่วยลดต้นทุนการนำเข้า/ส่งออกสินค้า และระยะเวลาในการขนส่งระหว่างภูมิภาคลาตินอเมริกากับเอเชีย นอกจากนี้ จำนวนประชากรเปรูมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นคิดเป็นจำนวน 5 ล้านคนในช่วง 10 ปีที่ผ่าน รวมจำนวนประชากรที่ 34 ล้านคนในปัจจุบัน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ร้อยละ 2.3 ต่อปี การขยายตัวของการส่งออกอยู่ที่ร้อยละ 2.4 ต่อปี ในขณะที่ชิลีมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นคิดเป็นจำนวน 3 ล้านคนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ร้อยละ 1.9 ต่อปี และการขยายตัวของการส่งออกอยู่ที่ร้อยละ 0.5 ต่อปี ทำให้เปรูจำเป็นต้องเพิ่มความสามารถในการรองรับสินค้าที่ท่าเรือให้มากขึ้น การก่อสร้างท่าเรือ Chancay จึงเป็นโอกาสที่รัฐบาลจีนได้เสนอให้แก่เปรู
แม้ปัจจุบันชิลียังไม่ได้รับผลกระทบจากความแออัดของสินค้าที่ท่าเรือเหมือนที่เปรูประสบ ชิลีเห็นว่าการพัฒนาท่าเรือในแถบตอนกลางของประเทศจะช่วยให้ท่าเรือ San Antonio สามารถเพิ่มการรองรับการขนถ่ายสินค้าได้ถึง 6 ล้าน TEU ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการรองรับสินค้าของท่าเรือ Chancay ในเปรู นอกจากนี้ รัฐบาลชิลีมีแผนในการขยายความสามารถเพิ่มขึ้นให้รองรับการขนถ่ายสินค้าได้ถึง 9 ล้าน TEU[1] ภายในปี 2578
การพัฒนาท่าเรือของเปรูและชิลีมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัวที่ระดับร้อยละ 3.3 ในปี 2568 เช่นเดียวกับภาคการค้าโลกที่จะเติบโตที่ร้อยละ 3.3 ในปี 2568 จึงคาดว่าปริมาณสินค้าที่ขนส่งทางทะเลจะขยายตัวตามอุปสงค์สินค้าที่จะปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ การพัฒนาท่าเรือของเปรูและชิลีดังกล่าวจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการค้าระหว่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศ รวมถึงโอกาสในการส่งออกสินค้าและบริการของไทย โดยเฉพาะความต้องการสินค้าเกษตรและอาหาร (อาทิ น้ำตาลทราย ข้าว และมันสำปะหลัง) มีทิศทางเพิ่มขึ้น เนื่องจากเปรูและหลายประเทศทั่วโลกเผชิญปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (ภัยแล้ง ฝนขาดช่วง ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าทุกปี)
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/193359








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!