CEO ARTICLE
วินัยทางการเงิน
วิกฤตเศรษฐกิจจะเบาลงด้วยวินัยทางการเงินได้อย่างไร ?
“วิกฤติเศรษฐกิจ” เป็นสถานการณ์ที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรง
ตัวอย่างวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา เช่น ต้มยำกุ้งในปี พ.ศ. 2540 แฮมเบอร์เกอร์ในปี พ.ศ. 2551 การแพร่ระบาดของ Covid-19 ในปี พ.ศ. 2563 และล่าสุดสงครามสหรัฐ-อิหร่านที่เกิดขึ้นต้นปี พ.ศ. 2569 จนกระทบต่อการขนส่ง ระบบ Logistics และ Supply Chain ทั่วโลก
ผลที่ตามมาคือ การค้าหดตัว หุ้นตกอย่างหนัก การนำเข้าและการส่งออกลดลงอย่างมาก ธุรกิจปิดตัว การลงทุนหดตัว คนตกงาน อัตราว่างงานสูงขึ้น น้ำมันขึ้นราคา ค่าครองชีพสูงขึ้น หนี้สินเพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตแย่ลง และประชาชนเดือดร้อนไปทั่ว
วิกฤตเศรษฐกิจจึงส่งผลกระทบในทางร้ายที่หนักมาก
แต่ทุก ๆ วิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมาจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่แม้มีรายได้ไม่มาก แต่มีวินัยทางการเงินจะปรับตัวได้ เดือนร้อนไม่มาก อยู่ได้จนวิกฤตเศรษฐกิจผ่านพ้นไป และเริ่มต้นชีวิตใหม่
ในมุมนี้ วิกฤตเศรษฐกิจจึงไม่ส่งผลกระทบมากต่อคนที่มีวินัยทางการเงิน
ในทางปรัชญาจึงกล่าวได้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจส่งผลร้ายแรงจริง แต่การไร้วินัยทางการเงินกลับส่งผลร้ายมากกว่า และสามารถร้ายแรงตลอดเวลาแม้ในช่วงเวลาที่ไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจ
วิถีชีวิตของ “คนมีวินัยทางการเงิน” กับ “คนไร้วินัยทางการเงิน” ต่างกัน
ตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพง่าย ๆ คนกินข้าวแกง 2 คนมีรายได้ไม่มากเหมือนกัน คนหนึ่งกินข้าวด้วยกับข้าวอย่างเดียวจบในมื้ออาหารนั้น แค่นั้นโดยเลือกใช้จ่ายเท่าที่รายได้พึงมี
แต่อีกคนหนึ่งเลือกใช้จ่ายเกินกว่ารายได้ ต้องกินกับข้าว 2-3 อย่าง ต้องมีแกงจืด กินเสร็จแล้วต้องตามด้วยกาแฟร้านหรู ใช้โทรศัพท์มือถือแบรนด์เนม และใช้ชีวิตตามสมัยนิยม
คน 2 คนมีวิธีการใช้ชีวิตต่างกัน และมีวินัยทางการเงินต่างกัน
พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในห้วงเวลาเดียวกัน คนไร้วินัยทางการเงินจะอยู่ไม่ได้ทันที
แต่คนมีวินัยทางการเงิน คนที่ควบคุมการใช้เงินของตนเป็นสัดส่วน ใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ กำหนดล่วงหน้าอะไรควรใช้จ่าย อะไรไม่ควรใช้จ่ายเพื่อให้มีเงินเก็บ เพื่อไม่เป็นหนี้สิน ให้มีความมั่นคงในชีวิตจะปรับตัวได้ จะอยู่ได้ง่ายกว่า และจะฟื้นตัวจากวิกฤตได้เร็ว
การสร้างวินัยทางการเงินมีวิธีการง่าย ๆ ดังนี้
1. ออมก่อนใช้ หักเงินเก็บทันทีที่ได้รับ และนำส่วนที่เหลือไปจัดสรรการใช้จ่าย
2. แบ่งเงินที่เหลือจากการออมให้เป็นส่วน ส่วนไหนใช้เพื่ออะไร เหลือเท่าไรให้ใช้เท่านั้น
3. ตั้งเป้าหมายการใช้จ่ายให้ชัดเจนในแต่ละวัน และเดินตามเป้าหมายให้ได้
4. จดบันทึกรายรับและรายจ่ายทุกวันเพื่อให้เห็นที่มาและที่ไปของเงินอย่างชัดเจน
5. ไม่เป็นหนี้สินโดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ก่อรายได้ หากเป็นหนี้ต้องรีบเคลียร์ให้เร็วที่สุด
วิกฤตเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่ ปัจจุบันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และเกิดจากหลายสาเหตุ
เมื่อเกิดในประเทศหนึ่งจะกระทบไปอีกประเทศหนึ่งจึงป้องกันยาก คนไทยได้รับผลกระทบถ้วนหน้า และส่งผลกระทบต่อคนไร้วินัยทางการเงินให้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น
แต่หากฝึกฝนตนเองให้มีวินัยทางการเงิน ผลกระทบจะเบางลงทันที.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา) โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่ม 0.75% รับเงินใน 3 วัน ไม่เช็คบูโร
ปรึกษา ประเมินฟรี Line: https://lin.ee/DSgPVXK
📞 02-096-4977
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : September 1, 2026

Logistics
ยูเออีขยายท่าเรือ–รถไฟ เสริมศักยภาพการค้านอกภาคน้ำมัน
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เดินหน้าขยายโครงข่ายระบบโลจิสติกส์แบบบูรณาการ ครอบคลุมท่าเรือ ระบบรถไฟ สนามบิน ถนน เขตปลอดอากร (Free Zones) และศูนย์จัดเก็บสินค้า เพื่อเสริมสร้างบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางการค้าและห่วงโซ่อุปทานระดับโลกแบบครบวงจร โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การค้าต่างประเทศที่ไม่ใช่น้ำมันของยูเออี มีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 527.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
ยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ของยูเออีมุ่งเชื่อมโยงโรงงานผลิตและคลังสินค้าเข้ากับท่าเรือ สนามบิน และด่านพรมแดน ทำให้สามารถเคลื่อนย้าย จัดเก็บ เปลี่ยนเส้นทาง และส่งออกต่อสินค้าได้ผ่านระบบขนส่งหลายรูปแบบ ทั้งทางทะเล ทางอากาศ ทางถนน และทางรถไฟ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของเส้นทางการค้า
ยูเออี–โอมานเพิ่มความเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์
ในด้านการเชื่อมโยงระดับภูมิภาค หน่วยงาน Sharjah Ports, Customs and Free Zones Authority ร่วมกับศุลกากรโอมาน ได้จัดตั้งเส้นทางโลจิสติกส์เชื่อมโยงท่าเรือชายฝั่งของรัฐชาร์จาห์กับท่าเรือสำคัญของโอมาน ได้แก่ ท่าเรือ Khorfakkan, Sohar, Duqm และ Salalah โดยท่าเรือ Khorfakkan มีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าในอนาคตเป็น 10 ล้าน TEUs
ขณะเดียวกัน ชาร์จาห์อยู่ระหว่างการพัฒนา Al Dhaid Logistics Complex บนพื้นที่กว่า 16 ล้านตารางฟุต โดยระยะแรกจะมีขีดความสามารถรองรับสินค้าได้ประมาณ 1.5 ล้าน TEUs ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของชาร์จาห์ในการเป็นศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้าในภูมิภาค
ระบบขนส่งทางรถไฟยังมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการขนส่งข้ามพรมแดน โดยบริษัท Hafeet Rail ได้ลงนามในสัญญาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เพื่อออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในประเทศโอมาน ขณะที่ภายในยูเออี บริษัท Etihad Rail ได้ขนส่งกำมะถันประมาณ 1.8 ล้านตัน หินและวัสดุมวลรวมมากกว่า 4 ล้านตัน และตู้สินค้าจำนวน 129,000 ตู้ในปี 2569 โดยมีการดำเนินงานผ่านสถานีขนส่งสินค้า 11 แห่ง ซึ่งเชื่อมโยงศูนย์กลางอุตสาหกรรมและท่าเรือสำคัญ เช่น Khalifa Port และ Jebel Ali
อาบูดาบีเพิ่มขีดความสามารถด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ
อาบูดาบีอยู่ระหว่างการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศผ่าน Abu Dhabi Airports Free Zone ซึ่งประกอบด้วย Al Falah Logistics Park บนพื้นที่ 8.3 ล้านตารางเมตร นอกจากนี้ East Midfield Cargo Terminal มีกำหนดเปิดดำเนินการในปี 2570 และคาดว่าจะสามารถรองรับสินค้าทางอากาศได้ประมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระบบ โลจิสติกส์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าทางอากาศเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานทางทะเล ถนน รถไฟ และคลังสินค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกและประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างรูปแบบการขนส่งต่าง ๆ
สำหรับชายฝั่งตะวันออกของยูเออี เมืองฟูไจราห์มีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะเส้นทางทางเลือกสำหรับการขนส่งสินค้าในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนและการหยุดชะงักของเส้นทางการค้าในภูมิภาค โดย Fujairah Terminals สามารถรองรับตู้สินค้าได้มากกว่า 70,000 TEUs และเรือขนส่งสินค้า 100 ลำในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ มีแผนพัฒนาเพิ่มเติมที่ท่าเรือ Rugeilat และ Dibba Al Fujairah เพื่อเพิ่มบทบาทของฟูไจราห์ในระบบโลจิสติกส์หลายเส้นทางของประเทศ
ดูไบเชื่อมโยงท่าเรือ Jebel Ali กับสนามบิน Al Maktoum
ดูไบได้พัฒนาระบบ Dubai Logistics Corridor เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่สำคัญ 2 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือ Jebel Ali ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางทะเล และท่าอากาศยานนานาชาติ Al Maktoum ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศ การเชื่อมโยงดังกล่าวช่วยให้สามารถเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างเครือข่ายการขนส่งทางทะเลและทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน Jebel Ali Free Zone (Jafza) สามารถดึงดูดเงินลงทุนใหม่ได้ ประมาณ 232.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 โดยเงินลงทุนดังกล่าวสนับสนุนการขยายพื้นที่และกิจการในหลายสาขา ได้แก่ การผลิต โลจิสติกส์ การดูแลสุขภาพ และการผลิตอาหาร
พัฒนาเครือข่ายโลจิสติกส์ควบคู่ระบบดิจิทัล
นอกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพแล้ว ยูเออียังนำระบบติดตามสินค้าและแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ดิจิทัลมาใช้สนับสนุนการบริหารจัดการสินค้า โดยมีเป้าหมายให้สามารถเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าได้แบบเรียลไทม์และประสานงานในกรณีฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ADDED ได้ขยายเครือข่ายพันธมิตรเป็นผู้ประกอบการโลจิสติกส์มากกว่า 30 รายในปี 2569
การเชื่อมโยงท่าเรือ สนามบิน รถไฟ ถนน เขตปลอดอากร คลังสินค้า และระบบดิจิทัลเข้าด้วยกัน ทำให้ยูเออีสามารถสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ที่มีความยืดหยุ่น โดยสินค้าสามารถเปลี่ยนเส้นทางหรือรูปแบบการขนส่งได้ตามสถานการณ์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรับมือกับความเสี่ยงและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้าต่างประเทศนอกภาคน้ำมันเติบโตต่อเนื่อง
การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เกิดขึ้นท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้าต่างประเทศของยูเออี โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ของยูเออีในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 3 คิดเป็นมูลค่า ประมาณ 132 พันล้านเหรียญสหรัฐณ ราคาคงที่ ขณะที่การค้าต่างประเทศที่ไม่ใช่น้ำมันในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ทำสถิติสูงสุดที่ 527.3 พันล้านเหรีญสหรัฐ
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของยูเออียังสามารถดึงดูดบริษัทข้ามชาติให้เข้ามาจัดตั้งฐานการดำเนินงานในประเทศ โดย Novo Nordisk บริษัทด้านการดูแลสุขภาพระดับโลกได้จัดตั้งหนึ่งในศูนย์กระจายสินค้าระดับโลกจำนวน 3 แห่งในยูเออี สะท้อนถึงความสามารถของประเทศในการรองรับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
โดยสรุป การลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานด้านท่าเรือ รถไฟ สนามบิน ถนน คลังสินค้า เขตปลอดอากร และระบบดิจิทัล สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของยูเออีจากศูนย์กลางการนำเข้า–ส่งออกแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มโลจิสติกส์แบบครบวงจรที่เชื่อมโยงการผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง และการกระจายสินค้าเข้าด้วยกัน
การมีเส้นทางขนส่งหลายรูปแบบและหลายทางเลือกจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับสินค้า เปิดโอกาสให้สามารถเปลี่ยนเส้นทาง จัดเก็บ ผลิต ส่งออกต่อ และกระจายสินค้าได้อย่างยืดหยุ่น ตลอดจนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งยูเออีให้ความสำคัญในฐานะองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ความเห็นของ สคต.ดูไบ
ยูเออีเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทยในภูมิภาค MENA โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไทยส่งออกไปยังยูเออีคิดเป็นมูลค่า 2,706 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 32.46 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 40.6 ของมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังทั้งภูมิภาค การที่ยูเออีเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่องนับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับไทยในหลายมิติ กล่าวคือ ช่วยเพิ่มช่องทางการนำสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดยูเออี และเปิดโอกาสให้ใช้ยูเออีเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าต่อไปยังตลาด GCC และ MENA ในภาพรวม อีกทั้งยังช่วยเพิ่มทางเลือกด้านการขนส่ง ลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนด้านคลังสินค้าและโลจิสติกส์ในยูเออีได้มากยิ่งขึ้น
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/hkv4sm4qoyufsjs742rjqdar







Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!