SNP eJournal

ฉบับที่ 447

Follow Us :     เพิ่มเพื่อน  

CEO ARTICLE

“ เจตนา FTA 

ข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement)

เขตการค้าเสรี (Free Trade Area)

ไม่ว่าใครจะเรียกในภาษาไทยว่าอะไร มันก็คือความหมายในทิศทางเดียวกันคือ พื้นที่ที่มีข้อตกลงกันในกลุ่มสมาชิกให้เป็นการค้าเสรี

เจตนารมณ์ของ FTA จึงเป็นการส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกค้าขายด้วยกันในกลุ่มโดยการลดอากรนำเข้าระหว่างกันให้เหลือน้อยที่สุด หรือ 0%

FTA ไม่ใช่ว่าประเทศไหน รัฐบาลไหน หรือผู้ประกอบการเอกชนรายใดจะคิดหรือกำหนดขึ้นมาเองตามอำเภอใจ มันต้องมีเจตนารมณ์ มันต้องมีเงื่อนไข และมันต้องมีการเจรจา

อะไรคือเงื่อนไข และอะไรคือสินค้าที่อยู่ในข่ายลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้า

การเจรจาก็อาจเป็นแบบ 2 ประเทศซึ่งง่าย สะดวก และรวดเร็ว เราเรียกการเจรจาแบบนี้ว่า ทวิภาคี เช่น ไทยกับญี่ปุ่น ไทยกับเกาหลี ไทยกับออสเตรเลีย หรือไทยกับนิวซีแลนด์ เป็นต้น

ส่วนการเจรจาหาข้อยุติพร้อม ๆ กันหลายประเทศก็อาจวุ่นวาย ล่าช้า เราเรียกการเจรจาแบบนี้ว่า พหุภาคี เช่น กลุ่มประเทศอาเซียนกับจีน อาเซียนกับอินเดีย เป็นต้น

  ข้อตกลงพื้น ๆ ก็คือ สินค้าจะต้องมีการพิสูจน์ว่าผลิตในประเทศต้นทางหรือประเทศผู้ขายด้วยวัตถุดิบภายในประเทศตามสัดส่วนที่กำหนด

   สินค้าแต่ละประเภทจะมีพิกัดในระบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonize Tariff Code) ที่กำหนดโดยองค์การศุลกากรโลก WCO (World Customs Organzation) และทุกประเทศใช้เหมือนกัน นั่นก็หมายความว่า ทุกประเทศที่เป็นสมาชิก WCO ต้องใช้พิกัดสินค้าเดียวกัน

ในข้อตกลง FTA เพื่อลดหย่อน หรือยกเว้นอากรขาเข้าให้เหลือ 0% นั้น

สินค้าแต่ละพิกัดจะมีกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องมีสัดส่วนวัตถุดิบ หรือส่วนประกอบที่ผลิตภายในประเทศผู้ผลิตสินค้า (Local Contents) ในอัตราร้อยละเท่าไร  

สินค้าบางประเภทบางพิกัดจะใช้สัดส่วนภายในประเทศร้อยละ 40 บางพิกัดก็ร้อยละ 50 มากน้อยตามแต่ตกลงกัน

แต่สินค้าบางกลุ่มที่เห็นชัด ๆ ว่า วัตถุดิบยังไม่มีภายในประเทศ หรือมีแต่ไม่ถึงที่กำหนดก็ก่อให้เกิดปัญหา

ตัวอย่างปัญหาปัจจุบันคือสินค้าเครื่องจักรหรือเครื่องในไฟฟ้าในกลุ่ม Hi-Technology ที่มีกำลังสูง ๆ หรือครบชุดสมบูรณ์ที่จัดอยู่ในพิกัดที่ 84 และ 85

สินค้า Hi-Technology ที่ให้กำลังสูง ๆ หรือครบชุดสมบูรณ์ ส่วนใหญ่มักต้องนำวัตถุดิบหรือส่วนประกอบบางชิ้นที่เป็น Hi-Technology เข้ามาจากประเทศนอกกลุ่มเพื่อร่วมประกอบ

เหตุผลง่าย ๆ ก็คือ การผลิตในประเทศตนเองยังได้กำลังต่ำ ๆ หรืออาจผลิตไม่ได้เลย

เมื่อมีการนำส่วนประกอบบางชิ้นจากประเทศนอกกลุ่มเข้ามาร่วมผลิต บางกรณีจึงทำให้สัดส่วนภายในประเทศต่ำลง และต่ำเกินกว่าสัดส่วนที่กำหนดในข้อตกลง

ข้อตกลง FTA ให้ลดอากรเหลือ 0% สำหรับสินค้า Hi-Technology ที่มีกำลังสูง ๆ จึงมักจะเป็นส่วนประกอบของเครื่องจักร หรือเครื่องไฟฟ้าที่ยังไม่สมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่

อาจะมีบ้างที่ประเทศในกลุ่ม FTA มีหลักฐานเชื่อได้ว่า การผลิตสินค้า Hi-Technology ที่มีกำลังสูง ๆ ในพิกัดนั้น ส่วนประกอบทั้งหมดสามารถผลิตได้ในประเทศต้นทาง

ข้อมูลแบบนี้ มันหลอกกันไม่ได้ ก็มันเป็นอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศที่หน่วยงานรัฐบาลของทุกประเทศต้องรู้อยู่แล้ว

ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ง่าย ๆ แค่นั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้นำเข้าของไทยบางรายก็ทราบ บางรายก็ไม่ทราบเพราะเป็นเรื่องภายในลึก ๆ ของประเทศผู้ขาย แต่ผู้นำเข้าไปสั่งสินค้ากลุ่มนี้เข้ามา

ทั้งผู้ผลิต หรือผู้ขายในประเทศต้นทางจะทราบอย่างชัดเจนก็ตอนไปยื่นขอใบรับรองเมืองกำเนิด CO (Certificate of Origin) จากหน่วยงานรัฐบาลของประเทศต้นทาง

หากถูกปฏิเสธพร้อมเหตุผล ตอนนั้นก็จะทราบ และเป็นที่แน่นอนว่าไม่สามารถขอยกเว้นอากรขาเข้าในประเทศผู้นำเข้าได้

ตอนตกลงซื้อขายกัน ผู้ขายก็บอกผู้นำเข้าของไทยว่า ทำ CO ได้ เพราะผู้นำเข้าของไทยจะนำ CO มายกเว้นอากรขาเข้าให้เหลือ 0%

ตอนผู้นำเข้าของไทยเปิด L/C (Letter of Credit) ก็กำหนดให้นำ CO มาขึ้นเงินที่ธนาคาร

คราวนี้ก็ยุ่งซิ ผู้ขายก็อาจขึ้นเงินจากธนาคารไม่ได้เพราะไม่มี CO จึงเป็นการขัดต่อ L/C

ผู้นำเข้าของไทยก็อาจไม่พอใจอีกเพราะผิดข้อตกลงที่ทำ CO ไม่ได้

ในที่สุด ผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศต้นทางบางรายทั้ง ๆ ที่ทราบว่าไม่ได้ แต่ต้องทำให้ได้จึงเลี่ยงบาลีโดยปรับชื่อสินค้าเล็กน้อยให้มีความหมายต่างออกไป เช่น มีกำลังต่ำ หรือไม่ครบชุดสมบูรณ์ตามแต่ละพิกัดที่แตกต่างกัน

แล้วหันไปใช้พิกัดสินค้าที่มีกำลังต่ำ ๆ หรือไม่ครบชุดสมบูรณ์แทน แต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่จะขอรับ CO ได้

แบบนี้ก็จะมาวุ่นวายตอนนำเข้าในประเทศไทยทันที ก็ข้อตกลง FTA ระบุไว้ชัดเจน สินค้าไหน พิกัดใด จะได้สิทธิ์อะไร มันมีรายละเอียดหมด

ผู้นำเข้าตรวจสอบล่วงหน้าก็ได้ ศุลกากรที่รับผิดชอบก็รู้ล่วงหน้า

แล้วรู้ด้วยว่า สินค้ากลุ่มไหนที่อยู่ในข่ายแบบนี้ ท่านดูบัญชีเรือท่านก็รู้ รู้แล้วท่านก็เฝ้ารอ นั่งรอ รอว่าเมื่อไรผู้นำเข้าหรือตัวแทนจะมาตรวจรับสินค้าจากศุลกากร

พอเปิดตู้คอนเทนเนอร์เห็นสินค้าจริง หากพบสาระ พบองค์ประกอบ หรือพบอุปกรณ์ที่สื่อว่าไม่สามารถใช้พิกัดกำลังต่ำ ๆ หรือแบบไม่สมบูรณ์ตามสิทธิ์ FTA ได้ การขอยกเว้นอากรขาเข้าก็ตกไป ความผิดฐานสำแดงเท็จและหลบเลี่ยงภาษีอากรก็เกิดขึ้นแทนที่

กว่าจะรู้ตัวอะไรเป็นอะไร ความผิดก็สำเร็จแล้ว มันมีโทษปรับทางศุลกากรรออยู่

ดังนั้น ผู้นำเข้าที่กำลังจะนำเข้ากลุ่มสินค้า Hi Technology ในประเภทพิกัดที่ 84 และ 85 จึงควรตรวจสอบกับกรมศุลกากรให้ชัดเจนก่อนอย่าหลงเชื่อผู้ขายที่ต้องการขายฝ่ายเดียว

ถามผู้ขายกี่ที ผู้ขายก็บอกว่า “ได้” ทุกที ก็คนจะขายนี่

หากจะเอาให้เป็นหลักฐาน ผู้นำเข้าก็อาจทำเป็นหนังสือสอบถามไปยังกรมศุลกากร หรืออย่างน้อยก็ปรึกษาตัวแทนออกของที่ทำงานให้ท่านอยู่ก็ไม่เสียหายอะไร

การไม่ยอมรับพิกัดหรือการต่อสู้ก็ยังพอมีทาง แต่ไม่ใช่ผู้นำเข้าหรือผู้ขายต่างประเทศจะไปตีความสรุปกันเอง มันเป็นเรื่องระหว่างประเทศ

ส่วนใหญ่ก็ต้องไปจบที่ WCO

ขณะเดียวกัน สินค้า Hi-Technology กำลังสูง ๆ หรือครบชุดสมบูรณ์ที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ในประเทศผู้ขายตามกฎแหล่งกำเนิดในวันนี้ วันหนึ่งในอนาคตการผลิตอุปกรณ์ในประเทศดีขึ้น

วันนั้น การกำหนดให้อยู่ในข่ายยกเว้นอากร 0% ตามเจตนารมณ์ FTA ก็อาจเกิดขึ้นได้

วันนี้ไม่ได้ 0% จึงไม่ได้แปลว่าวันหน้าจะไม่ได้

แต่การตีความให้กลับมาอยู่ที่ 0% ส่วนใหญ่มักไม่มีผลย้อนหลัง เว้นแต่จะมีประกาศให้ย้อนหลังซึ่งไม่ค่อยจะเจอ

FTA มีเจตนาเพื่อส่งเสริมให้ซื้อขายสินค้าที่ผลิตในกลุ่มมากกว่านอกกลุ่ม เมื่อไรความไม่รู้เกิดขึ้น หรือกระทำไปโดยขัดต่อเจตนารมณ์ FTA

เมื่อนั้นความวุ่นวายก็มักจะตามมา

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

1)    ตัวอย่าง

สินค้าตามสำแดง Solar Module 320 Watt แผงโซล่าเซลล์ ประเภทพิกัด 85414090 อัตราอากรไม่ว่าจะใช้สิทธิ์ FTA หรือไม่ก็ร้อยละ 0 เหมือนกัน

รายงานการตรวจของเจ้าพนักงานศุลกากรพบ Solar Module ที่ประกอบเป็นอุปกรณ์ครบชุดถือเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ให้กำลังไม่เกิน 750 Watt จัดเข้าพิกัด 85013150 ที่มีการวินิจฉัยในหนังสือ EN (Explainary Note) ไว้แล้ว และอัตราอากรร้อยละ 10 ที่ไม่อยู่ในข่ายใช้สิทธิ์ FTA ให้เหลือร้อยละ 0 ได้

2) FTA ย่อมาจาก  Free Trade Area  หรือ  Free Trade Agreement ซึ่งหมายถึงเขตการค้าเสรีหรือข้อตกลงทางการค้าเสรี นั่นคือ ประเทศ 2  ประเทศ หรือหลายประเทศจะรวมกลุ่มกันเพื่อทำการลดภาษีศุลกากรระหว่างกันให้เหลือน้อยที่สุดหรือเป็น  0  และใช้อัตราภาษีที่สูงกับประเทศนอกกลุ่ม

ดังนั้น ประโยชน์เบื้องต้นที่เห็นได้คือ สินค้าของเราหากส่งไปขายยังประเทศในกลุ่มจะมีต้นทุนที่ลดลงเพราะภาษีถูกลง  หรือเหลือศูนย์ส่งผลให้สินค้าของเรามีความสามารถในการแข่งขันในตลาดนั้น ๆ หรือหากนำเข้าเราก็เสียภาษีในอัตราที่ถูกลงทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง ผู้บริโภคก็ได้รับประโยชน์ไปด้วยจากการที่มีสินค้าหลากหลายเข้ามาขาย ทำให้สามารถเลือกซื้อได้ตามราคาและคุณภาพที่ต้องการในราคาที่ถูกลง

(อ้างอิง http://thaifta.com)

The Logistics

Reefer Container ขนส่งสินค้าด้วยตู้ควบคุมอุณหภูมิ ​

Reefer Container คือตู้คอนเทนเนอร์ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในตู้ได้ หรือก็คือ ตู้เย็นคอนเทนเนอร์ นั่นเอง ตู้ประเภทนี้เหมาะกับสินค้าที่จำเป็นต้องรักษาอุณหภูมิให้คงที่อยู่เสมอ อย่างเช่น อาหาร, ผัก, ผลไม้ เป็นต้น ตู้คอนเทนเนอร์ที่มีออพชั่นพิเศษแบบนี้ราคาค่า Freight ก็ย่อมจะสูงกว่าตู้คอนเทนเนอร์ปกติเป็นธรรมดา โดยถ้าตู้ปกติราคาเท่าไหร่ก็สามารถเอา 2 คูณเข้าไปคร่าวๆ ได้เลย อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการต้องการสอบถามราคาค่า Freight สำหรับ Reefer Container ก็ควรเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะตู้ไม่ธรรมดาก็ย่อมมีอะไรบางอย่างที่พิเศษกว่า ฉะนั้นข้อมูลจำเป็นที่ต้องเตรียมให้พร้อมในการขอราคาค่า Freight จึงได้แก่

            1. สินค้า คืออะไร  ​

โดยปกติ​ผู้ประกอบการจำเป็นต้องแจ้งชนิดของสินค้ากับสายเรืออยู่แล้ว​ แต่ยิ่งเป็น​ตู้ Reefer นั้นต้องแจ้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สินค้าที่จะเข้าตู้ไปต้องเหมาะสมกับการใช้ตู้ด้วย บรรดาสายเรือต่าง ๆ ถึงจะปล่อยตู้สินค้าให้

            1. อุณหภูมิที่ต้องการ

เรื่องอุณหภูมินั้นเกี่ยวข้องกับต้นทุนและความสามารถในการให้บริการของสายเรือ เช่น มีตู้ที่อยู่ในสภาพพร้อมให้บริการหรือไม่ หรือ ค่าไฟที่ต้องใช้ตลอดการขนส่ง เป็นต้​น ​และที่สำคัญ​

อุณหภูมิที่ถูกต้องเหมาะสม​กับสินค้า​ตามที่ผู้ประกอบการแจ้ง จะช่วยรักษาสินค้าไม่ให้​เน่าเสียในระหว่างการขนส่ง​

            1. ท่าเรือส่งออก/นำเข้า

ท่าที่จะใช้บรรจุสินค้ามีผลต่อการบริการอยู่พอสมควร เพราะบางท่าก็มีตู้ควบคุมอุณหภูมิน้อยหรือไม่มีเลย เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกที่เรียกว่า “ปลั๊กไฟ” มีให้ใช้งานได้ไม่เพียงพอ และบางครั้งก็อยู่ที่เรือด้วย เรือบางลำก็มีปลั๊กสำหรับตู้ Reefer น้อย บางครั้งต้องมีการสลับกันใช้ปลั๊กบนเรือเลยทีเดียว

​ความสามารถพิเศษในการควบคุมอุณหภูมิภายในตู้สินค้าของ

​Reefer Container มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายพิเศษ นั่นก็​คือ ค่าไฟ ​

​​

Electricity Fee

​สำหรับ shipment นำเข้าสินค้าทั่วไป โดยปกติหากผู้ประกอบการไม่ดำเนินการเคลียร์สินค้าภายในระยะเวลา Free time ตามกำหนดที่สายเรือให้ไว้ ก็จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า ค่าเสียเวลาตู้ (demurrage charge) ​

​แต่ถ้ายิ่งเป็นตู้

​Reefer Container​

​ แล้วจะต้องใช้ไฟฟ้าในการรักษาอุณหภูมิ จึงมีการเรียกเก็บค่าไฟ

เพิ่มอีกด้วย​

โดยประมาณก็จะอยู่ราว ๆ 600-1,500 บาทต่อวัน

​ซึ่ง​ปก​ติ​

สายเรือจะให้ฟรี Electricity fee 2-3 วัน แต่บางสายเรือก็ให้แค่เพียง 1 วันเท่านั้น!​

​ ​

ดังนั้น shipment ที่ใช้ตู้ควบคุมอุณหภูมิควรจะต้องเช็คค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้ดี ๆ และรีบ

​เคลียร์สินค้า​

ออกจากท่าให้ไวที่สุดจะดีกว่า

​นอกจากนี้ ​Reefer Container

ตู้เย็นขนาดใหญ่ทีก็มีโอกาสที่จะเสียได้เป็นปกติ แม้โอกาสจะน้อยก็ตามที หรือแม้แต่ความเสี่ยงเรื่องการสลับกันใช้ปลั๊ก ในกรณีที่ปลั๊กไม่เพียงพอก็อาจจะทำให้สินค้าเสียหายได้ ดังนั้นผู้ประกอบการก็ควรจะต้องทำประกันภัยไว้ด้วย