CEO ARTICLE
“ระบบราชการ”
เหตุการณ์ที่เกิดจริง ณ จังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกของไทย
“พี่คะหนูมาขอรับบัตรสวัสดิการให้คุณแม่ค่ะ” หญิงสาวกล่าวขึ้น
“ต้องให้คุณแม่มารับด้วยตนเอง” เจ้าหน้าที่ตอบ
“คุณแม่ป่วย พิการ นอนติดเตียง มารับด้วยตนเองไม่ได้ค่ะ”
“รับแทนไม่ได้หรอก ต้องพาคุณแม่มารับด้วยตนเอง” เจ้าหน้าที่ยืนยัน
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สื่อมวลชนบางแห่งก็เรียกบัตรคนจนซึ่งรัฐบาลจัดทำขึ้นมาในลักษณะคล้ายบัตรเดบิตที่รัฐบาลจะเติมเงินเข้าไปให้ทุกเดือน
คนมีรายได้น้อยและมีคุณสมบัติอื่น ๆ ตามที่กำหนดเท่านั้นจึงมีสิทธิ์ได้รับบัตรสวัสดิการนี้เพื่อนำไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
คุณสมบัติพื้นฐานของผู้มีสิทธิ์รับบัตร ประกอบด้วย
คนมีรายได้ไม่เกิน 30,000 ต่อปี จะได้รับการเติมเงิน 300 บาทต่อเดือนทุกเดือน
คนมีรายได้มากกว่า 30,000 แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จะได้รับการเติมเงิน 200 บาทต่อเดือนทุกเดือน
รายงานข่าวใน https://thestandard.co/poorcard/ กล่าวว่า คนจนที่ลงทะเบียนแล้วมีประมาณ 11.67 ล้านคน และคาดว่า รัฐบาลต้องจัดทำงบรายจ่ายปีละประมาณ 41,940 ล้านบาท
นักเศรษฐศาสตร์คาดการว่า เงิน 4 หมื่นกว่าล้านบาทที่ผ่านไปถึงมือคนจนจริง ๆ โดยไม่มีการผ่านระบบนายหน้า ไม่มีหักหัวคิว ไม่มีกำไรซ่อนเงื่อนให้นักคอร์รัปชั่น เงินนี้ย่อมไหลไปกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าให้วิ่งขึ้นมา
การซื้อและการขายวัตถุดิบเพื่อการผลิต สินค้าสำเร็จรูป การนำเข้า การส่งออก การจ้างงาน การขนส่ง และกิจกรรม Logistics ทั้งหมดจะถูกกระตุ้นขึ้น
ไม่มีใครรู้ว่าเงิน 4 หมื่นกว่าล้านบาทที่ส่งผ่านไปถึงมือคนจนในรูปของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนี้จะหมุนไปกี่รอบ แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ เศรษฐกิจของประเทศจะถูกกระตุ้นขึ้นเป็นเงาตามตัว
แล้วอยู่ ๆ เจ้าหน้าที่เล็ก ๆ ผู้หนึ่งกลับมาหยุดยั้งบัตรสวัสดิการที่ว่านี้ด้วยการคิดเองว่า ใครก็ตามที่มีสิทธิ์ในบัตรดังกล่าวต้องมารับด้วยตนเอง
มารับบัตรแทนไม่ได้ มาใช้บัตรแทนกันก็ไม่ได้
เจ้าหน้าที่เล็ก ๆ เพียงคนเดียวคิดแบบนี้อาจจะไม่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจที่กำลังถูกกระตุ้นทั้งระบบ แต่หากเจ้าหน้าที่ 100 คน – 1,000 คน – หรือ 10,000 คน คิดอย่างนี้
อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย
MaxWeber (1947) ได้กล่าวเกี่ยวกับทฤฏษีระบบราชการ (Bureacuracy) ว่า ระบบราชการต้องประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ 7 ประการ ดังนี้
- หลักลำดับชั้น (hierachy)
- หลักความรับผิดชอบ (responsibility)
- หลักแห่งความสมเหตุสมผล (rationality)
- การมุ่งสู่ความสำเร็จ (achievement orientation)
- หลักการทำให้เกิดความแตกต่างหรือความชำนาญเฉพาะด้าน (differentation, specialization)
- หลักระเบียบวินัย (discipline)
- ความเป็นวิชาชีพ (professionalization)
การที่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมมอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐข้างต้น จึงขัดต่อโครงสร้างพื้นฐานที่ว่านี้
ตลอดเวลาหลายสิบ หลายร้อยปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องประสบกับข้าราชการผู้ปฏิบัติงานที่คิดและมีพฤติกรรมขัดแย้งกับทฤษฏีข้างต้นจำนวนมาก
ข้าราชการเป็นนายสั่งให้ทำตามระเบียบที่มักมีแต่คำว่า ทำไม่ได้
แล้วลงท้ายด้วยคำว่า ประชาชนเป็นผู้ผิด ต้องรับโทษ
ตรงกันข้าม ประชนชนต้องกลายสภาพเป็นผู้รับคำสั่ง จนเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยก มีอำมาตย์ มีไพร่ และประเทศติดหล่มอย่างยาวนาน
แล้วในช่วงโกลาหล ท่านอธิบดีกรมสวัสดิการก็ออกมาประกาศทางสื่อว่า บัตรสวัสดิการนี้ ลูกหลานให้มารับแทนเจ้าของบัตรที่ชราภาพ ป่วย หรือนอนติดเตียงได้ แล้วยืนยันอีกว่าลูกหลานก็ยังสามารถนำบัตรนี้ไปใช้จ่ายแทนได้ด้วยการทำหนังสือมอบอำนาจอย่างถูกต้องเช่นกัน
เรื่องจึงยุติลง แต่คนเสียเวลาและเสียค่าเดินทางไปแล้ว 1 รอบ
วันนี้ จะมีข้าราชการไทยสักกี่คนที่รู้ว่า ระบบราชการต้องประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน 7 ประการ จะมีข้าราชการไทยสักกี่คนที่มุ่งสู่ความสำเร็จในงานบริการประชาชนอย่างมีเหตุมีผล
ไม่มีใครตอบได้ชัด ๆ ว่า การยึดข้อบังคับ ระเบียบ หรือกฎหมายอย่างเคร่งครัดเกินไปของข้าราชการไทยก็อาจเป็นตัวทำลายเศรษฐกิจของประเทศอย่างไม่รู้ตัวเช่นกัน
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
The Logistics
มาทำความรู้จักระบบขนส่งพื้นฐานของ BRICS กันเถอะ (Brazil ตอนที่ 3)
– ระบบการคมนาคมขนส่งทางรถไฟ
เส้นทางรถไฟครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ร้อยละ 47 โดยที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันตกครอบคลุมร้อยละ 8 ซึ่งรถไฟนั้นเป็นยานพาหนะที่สำคัญในการขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) อาทิ เมล็ดพันธุ์พืช ผลิตภัณฑ์เหล็ก ไวน์ น้ำ หินแร่ และปูนซีเมนต์ ในอดีตรถไฟถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ที่อยู่ห่างไกล (เชื่อมต่อการขนส่งจากระบบสู่ระบบ) แต่เมื่อมีผลผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ลดต่ำลง จึงส่งผลให้การใช้เส้นทางรถไฟหลายสายนั้นก็ไม่ได้ถูกใช้งานอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม รถไฟเป็นช่องทางสำคัญในการขนส่งสินค้าและวัตถุดิบต่างๆที่ครอบคลุม ทั้ง 22 รัฐ (จาก 26รัฐ 1 เขตการปกครองพิเศษ) และมีการเชื่อมต่อกับประเทศอาร์เจนติน่า โบลิเวีย และอุรุกวัยอีกด้วย รัฐบาลกลางจึงมีแผนที่จะพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานโดยตั้งเป้าสร้างทางรถไฟเป็นระยะทาง 12,000 กิโลเมตรให้แล้วเสร็จภายในปี 2023
การก่อสร้างทางรถไฟสายใหม่น่าจะช่วยให้การลำเลียงถั่วเหลืองจากภาคตะวันตกไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออกเฉียงใต้เป็นไปด้วยดี โดยปัจจุบันมูลค่าการสูญเสียถั่วเหลืองในระหว่างการขนส่ง (จากภาคตะวันตกไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออกเฉียงใต้) สูงถึง 6.6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2 แสนล้านบาท) และมีต้นทุนราว 130-150ดอลลาร์ต่อตัน (3,900-4,500 บาท) รัฐบาลได้นำแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่มาดำเนินงานซึ่งรวมถึงการลงทุนก่อสร้างทางรถไฟ 9.1 หมื่นล้านเรอัล (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ในอีก 25 ปีข้างหน้าและ 5.6หมื่นล้านเรอัล (ราว 7 แสนล้านบาท) ในอีก 5 ปีข้างหน้า
ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญเผยว่าการลงทุนเหล่านี้น่าจะส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าเกษตรทางรถไฟลดลงราวร้อยละ 30 และภายในปี 2018 จะมีการสร้างทางรถไฟสายใหม่ยาว 10,000 กิโลเมตรด้วย ทั้งนี้น่าสนใจว่า จีน ได้เข้าร่วมมือในการสร้างระบบรางกับบราซิลแล้ว โดยบราซิลและเปรู มีความประสงค์ที่จะสร้างทางรถไฟสำหรับขนส่งสินค้า (CargoTrain) ระหว่างเมืองริโอ เด เจเนโร บราซิล ไปยังทางตอนเหนือของเปรู(Boyóvarand Paita) โดยจีนให้การสนับสนุนเพื่อขยาย การติดต่อระหว่างฝั่งตะวันออกและตะวันตกของภูมิภาคละตินอเมริกาซึ่งระยะทาง 4,400 กิโลเมตรอยู่ในบราซิล และ 2,800 อยู่ในเปรู กำหนดอัตราความเร็วสูงสุดไว้ที่ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ที่มา: International Institute for Trade and Development (ITD) www.itd.or.th






