CEO ARTICLE
ประเมินย้อนหลัง
สินค้านำเข้า ผ่านการเสียภาษี นำออกจากศุลกากร และขายไปหมดแล้ว แต่อยู่ ๆ ก็ถูกศุลกากรประเมินภาษีย้อนหลัง การแข่งขันก็สูง กำไรก็ไม่มาก และใช้ไปหมดแล้ว
การประเมินภาษีย้อนหลังเกิดขึ้นได้อย่างไร และผู้นำเข้าควรป้องกันตนเองอย่างไร ?
ไม่ว่าผู้นำเข้าจะรู้หรือไม่ก็ตาม การนำเข้าทุกครั้งจะเกี่ยวพันราคานำเข้าอยู่ 2 ราคา ดังนี้
1. ‘ราคาซื้อขาย’ คือ ราคาที่ผู้นำเข้าในฐานะผู้ซื้อจ่ายเป็นค่าสินค้าอย่างแท้จริง
ราคาซื้อขายของสินค้าที่เหมือนกัน จากประเทศเดียวกัน อาจแตกต่างกันได้จากลยุทธ์ของผู้ขาย ความสามารถในการต่อรองของผู้ซื้อ และเงื่อนไขการส่งมอบ (IncoTerm 2020) ที่ต่างกัน
2. ‘ราคาศุลกากร’ ที่มีความหมาย 2 ทาง
ความหมายที่ 1 คือ ราคาที่ต้องสำแดงต่อศุลกากรเพื่อผ่านพิธีการนำเข้า สินค้าเหมือนกัน ‘ราคาซื้อขาย’ อาจต่างกันตามข้อ 1 ได้ แต่ในการสำแดงต่อศุลกากรต้องอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน
พรบ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 17 กำหนดให้สินค้านำเข้าทุกประเภทต้องสำแดงราคาที่รวมค่าระวางขนส่ง (Freight) ค่าเบี้ยประกัน (Insurance) ค่าขนของ และค่าจัดการอื่นจนสินค้าถึงแผ่นดินประเทศไทย หรือที่เรียกว่าราคา CIF (Cost Insurance and Freight)
ภายใต้ความหมายที่ 1 นี้ สินค้านำเข้าที่ไม่มีมูลค่า (No Commercial Value) ของส่วนตัวและของใช้ในบ้านเรือนที่ใช้แล้ว (Used Personal Effects and Household) ตัวอย่างสินค้า (Sample) หากนำเข้า จึงต้องสำแดงราคา CIF โดยผู้นำเข้าเป็นผู้ให้ราคาที่เหมาะสม
ความหมายที่ 2 ‘ราคาศุลกากร’ คือ ราคาที่ใช้ประเมินอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่นที่อาจมี ในเมื่อ ‘ราคาซื้อขาย’ ของผู้นำเข้าหลายรายอาจต่างกันได้ แต่ในการพิจารณาภาษีอากร ผู้นำเข้าทุกรายต้องจ่ายบนพื้นฐาน ‘ราคาศุลกากร’ เหมือนกัน และเท่าเทียมกัน
คำถามที่ตามมาคือ ‘ราคาศุลกากร’ ในความหมายที่ 2 นี้นำมาจากไหน ?
คำตอบคือ ‘ราคาศุลกากร’ ในอดีตนำมาจากการพิจารณา ‘ราคาซื้อขาย’ ของที่เหมือนกัน ของที่คล้ายกันจนถึงการคำนวณด้วยวิธีต่าง ๆ ของผู้นำเข้าหลายรายเปรียบเทียบกันจนได้ ‘ราคาศุลกากร’ เพื่อใช้ในการพิจารณาภาษีอากร
‘ราคาศุลกากร’ ในอดีตจึงไม่มีมาตรฐาน และบางครั้งก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งจากคู่แข่งที่เหนือกว่าโดยการสำแดง ‘ราคาซื้อขาย’ ให้สูงเกินความจริง เป็นเหตุให้ ‘ราคาศุลกากร’ สูงขึ้น และภาษีที่ต้องเสียสูงเกินความจริงจนเป็นเหตุให้เสียเปรียบทางการค้ากับคู่แข่งที่เหนือกว่า
ด้วยเหตุนี้ องค์การการค้าโลก หรือ WTO (World Trade Organization) จึงเปลี่ยนมาใช้ระบบราคา GATT (General Agreement on Tariff and Trade) ให้เป็น ‘ราคาศุลการ’ แทนที่
ปัจจุบัน ราคา GATT ได้ถูกบัญญัติไว้ใน พรบ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 16 เพื่อให้การพิจารณาภาษีมีมาตรฐาน เป็นสากล มีความเท่าเทียม และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า
ราคา GATT กำหนดให้ศุลกากรต้องรับ ‘ราคาซื้อขาย’ ของที่นําเข้าที่น่าเชื่อถือว่าป็นราคาซื้อขายที่แท้จริงเป็น ‘ลำดับที่ 1’ ก่อน เช่น มีหลักฐานการชําระเงินที่น่าเชื่อมาประกอบ เป็นต้น
หากราคาลำดับที่ 1 ไม่เป็นที่ยอมรับจึงมาใช้ลำดับที่ 2 และลำดับต่อ ๆ ไปจนถึงลำดับที่ 6
ด้วยเหตุที่การพิจารณามีหลักเกณฑ์ เกิดความน่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับ และมีถึง 6 ลำดับ การพิจารณาจึงอาจเสียเวลา ไม่สนองต่อ ‘นโยบายส่งเสริมการค้า’ ที่ต้องการทั้งความสะดวกและความรวดเร็ว ดังนั้นสินค้าส่วนใหญ่จึงมักปล่อยให้รับไปก่อน
แต่ภายใต้ระบบบริหารความเสี่ยงด้าน ‘ราคาศุลการ’ (Risk management on Customs Valuation) ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ และ AI (Artificial Intelligence) ในอนาคต ข้อมูลของสินค้า ประเทศกำเนิดที่มีราคาผันผวน สินค้าที่มีอัตราอากรต่ำ และประวัติความผิดของผู้นำเข้าเองจึงถูกระบบนำมาประมวลตั้งแต่ก่อนนำเข้า ขณะผ่านพิธีการ และภายหลังการนำเข้าไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ระบบจึงทำให้ ‘ราคาศุลกากร’ ถูกพิจารณาย้อนหลัง และภาษีก็ถูกประเมินย้อนหลัง แม้ผู้นำเข้าจะไม่มีเจตนาหลบเลี่ยงภาษีเลยก็ตาม
การป้องกันที่ดีที่สุดของผู้นำเข้าคือ การไม่สร้างประวัติความผิดด้านราคาในวันนี้จน AI ในอนาคตจดจำ และหากสินค้านำเข้ามีอัตราอากรต่ำ ร้อยละ 0 หรือซื้อจากประเทศที่มีราคาผันผวนก็ควรเก็บข้อมูลสินค้า การชำระเงินด้วยระบบที่น่าเชื่อถือ และหลักฐานการซื้อขายอื่นเพื่อยืนยัน ‘ราคาซื้อขาย’ เป็นราคาที่แท้จริงตามลำดับที่ 1 ในระบบราคา GATT และเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ลำดับที่ 2 ถึง 6 ที่ภาษีอาจถูกประเมินเพิ่มได้ง่าย ๆ
ทั้งหมดก็เพื่อเตรียมการต่อสู้และอุทธรณ์กับระบบฯ และ AI ที่ไม่มีชีวิตแต่จะมีบทบาทมากขึ้นต่อไป.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
CEO – SNP Group
ปล. พรบ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 16 เพื่อประโยชน์ในการคํานวณอากรตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ “ราคาศุลกากร” หมายถึงราคาดังต่อไปนี้
(1) กรณีนําของเข้า หมายถึง ราคาแห่งของเพื่อความมุ่งหมายในการจัดเก็บอากรตามราคาอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(ก) ราคาซื้อขายของที่นําเข้า (Transaction value)
(ข) ราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน (Transaction value of identical goods)
(ค) ราคาซื้อขายของที่คล้ายกัน (Transaction value of similar goods)
(ง) ราคาหักทอน (Deductive value)
(จ) ราคาคํานวณ (Computed value)
(ฉ) ราคาย้อนกลับ (Fall back value)
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : March 8, 2022

Logistics
มณฑลซานตง เริ่มให้บริการรถไฟสินค้าจีน – ยุโรป แบบไป – กลับขบวนแรก
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 บริษัท Shandong High-Speed Group (SDHS) ได้เริ่มเดินขบวนรถไฟขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจีน – ยุโรป (Qilu) แบบไป – กลับ ขบวนแรกของมณฑลซานตง โดยเดินทางออกจากเมืองชิงต่าว (ศูนย์ขนส่งสินค้าเขตองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Demonstration Zone)) ถึงปลายทางที่เมืองมันไฮม์ (Mannheim) ประเทศเยอรมัน โดยสินค้าที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 100 TEUs ไปกับรถไฟขบวนดังกล่าว อาทิ วัตถุดิบเคมี ชิ้นส่วนยานยนต์ ของใช้ในชีวิตประจำวัน และสินค้าอื่น ๆ มูลค่ารวมประมาณ 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ รถไฟขบวนดังกล่าวจะวิ่งออกจากพรมแดนจีน โดยผ่านด่านอาลาซานโข่ว เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ระยะทางกว่า 10,000 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 19 วัน ถึงจุดหมายที่เมืองมันไฮม์ ประเทศเยอรมัน
ในวันเดียวกัน รถไฟสินค้าเส้นทางนี้อีกขบวนได้เดินทางออกจากเมืองมันไฮม์ ประเทศเยอรมันด้วย โดยเดินทางผ่านประเทศโปร์แลนด์ เบลารุส รัสเซีย มองโกเลีย ฯลฯ เข้าประเทศจีนที่ด่านเมืองเอ้อเหลียนฮ่าวเท่อ เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน คาดว่า 22 วัน ถึงเมืองชิงต่าว
ในปี 2564 ขบวนรถไฟขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ Qilu ของมณฑลซานตง ได้เดินขบวนรถไฟแล้วกว่า 1,800 ขบวน ซึ่งเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศจีน โดยสินค้าจากมณฑลซานตงถูกส่งออกสู่ 23 ประเทศ กว่า 54 เมือง ในกลุ่มประเทศ Belt and Road Initiative (BRI) ผ่านเส้นทางระหว่างประเทศทั้งหมด 51 สาย
ที่มา : https://thaibizchina.com








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!